Cloud Technology นี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร (มีวีดีโอประกอบ)



 

Cloud Technology หรือเรียกกันว่า การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ซึ่งเจ้า Cloud Technology นี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และสามารถนำไปใช้กับการศึกษาได้อย่างไรไปติดตามกันครับ

หากพูดถึงคำว่า Cloud ซึ่งก็หมายถึง "ก้อนเมฆ" มักใช้เป็นสัญลักษณ์แทนอินเทอร์เน็ต ในความหมายของเทคโนโลยีคลาวด์นั้น ก้อนเมฆก็เปรียบเสมือนกลุ่มของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ที่ให้บริการข้อมูล ซอฟต์แวร์ หรือพื้นที่จัดเก็บข้อมูลต่างๆ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่และฮาร์ดแวร์ที่ใช้งาน

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เปลี่ยนจากการประมวลผลและเก็บข้อมูลลง บนฮาร์ดดิสก์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ไปดำเนินการบนระบบของผู้ให้บริการคลาวด์ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตแทน โดยผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงวิธีจัดการข้อมูลเหล่านั้น และสามารถเรียกใช้ข้อมูลได้ตลอดเวลา ด้วยอุปกรณ์ที่มี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพีซี สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เป็นต้น

แนวคิดของ Cloud Technology เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 19 โดยคำจำกัดความของระบบ Cloud Computing เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการไอที เริ่มจากปี ค.ศ.1990 บริษัท long-haul telephone ใช้ ระบบ VPN ในการติดต่อกันแทนการสื่อสารที่ใช้สายสื่อสาร บริษัทได้ให้บริการผ่าน VPN โดยรับประกันขนาดช่องส่งสัญญาณคงที่ ในค่าใช้จ่ายที่ต่ำ โดยการทำ load balance ในระบบเครือข่าย ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูง จึงเกิดคำว่า telecom cloud ขึ้นมา ในปี 1995 บริษัท at&t ได้เข้ามาร่วมเป็น Partner ในการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต ปี 1999 saleforce.com ซึ่งมี Marc Benioff และ Parker Harris ได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างให้ Google และ Yahoo เป็น Application เชิงธุรกิจ

โดยได้ให้นิยามของ On demand และ Software as a Service ในการทำธุรกิจ โดย Software as a Service ได้ถูกคิดค้นมาเพื่อรองรับผู้ใช้ ที่ต้องใช้ทรัพยาการในกร Computing ที่มีอยู่อย่างจำกัด และมีความซับซ้อนในการใช้งาน ปี ค.ศ. 2000 Microsoft ได้ทำการขยายการทำงานของ Software as a Service ในระบบ web service ของบริษัท ปี ค.ศ. 2001 IBM ได้สร้างระบบ Autonomic Computing Manifesto ซึ่งได้ใช้ advance automation เข้าช่วยในการจัดการที่ซับซ้อน ใน storage server application เครือข่าย ระบบความปลอดภัย และองค์ประกอบอื่นๆ ในปี ค.ศ. 2002 Amazon ได้พัฒนา Web Services ของตนเอง ให้อยู่ภายใต้แนวคิด cloud-based services ประกอบด้วย storage computation และ human intelligence ในปี ค.ศ. 2006 Amazon ได้เริ่มเปิดให้บริการ Elastic Compute Cloud หรือ EC2 เพื่อให้องค์กรขนาดเล็กได้เช่าคอมพิวเตอร์ ที่ Run Application ของตัวเองได้ ในปี ค.ศ. 2007 ทาง Google และ IBM ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบางแห่ง ทำวิจัยเกี่ยวกับ Cloud computing

และในปี ค.ศ. 2008 ทาง Microsoft ได้เข้าสู่อุตสาหกรรมของ Cloud Computing หากพูดถึงข้อดีของ Cloud Technology สามารถสรุปได้คือ 1. ประหยัดการลงทุนเรื่องทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ เพราะเปลี่ยนมาเป็นการเช่าระบบแทน 2. สร้างระบบบริการใหม่ขึ้นมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะว่าผู้ให้บริการจะจัดเตรียมทรัพยากรขนาดใหญ่ ไว้รองรับผู้ใช้บริการอยู่แล้ว 3. การเพิ่มขนาดทรัพยากรทำได้ง่ายและรวดเร็ว 4. ขจัดปัญหาเรื่องการดูแลระบบทรัพยากรสารสนเทศ ซึ่งผู้ให้บริการ Cloud Technology จะเป็นผู้ดูแลแทน จึงทำให้ลดความยุ่งยากของการดูแล และลดจำนวนบุคลากรที่จะต้องจ้างมาเพื่อดูแลระบบอีกด้วย ทั้งนี้ Cloud Technology เองก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง นั่นก็คือ

1. ในเรื่องของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เมื่อข้อมูลถูกส่งไปยังกลุ่มเมฆผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ข้อมูลต่างๆ หรือประวัติการเข้าใช้บริการเครือข่าย จะไม่ได้ถูกจัดเก็บไว้เป็นแบบส่วนตัว แต่กระจายไปบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จึงมีความเสี่ยงหากข้อมูลการติดต่อสื่อสารนั้นสำคัญ และถูกจารกรรมไปได้ ซึ่งต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

2. การไม่มีมาตรฐานของ Platform ผู้ให้บริการแต่ละกลุ่มมีมาตรฐาน Platform ที่แตกต่างกัน หากต้องการให้ผลงานครอบคลุมตลาดผู้ใช้หลาย ๆ กลุ่ม ก็ต้องพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนหลาย Platform ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก

3. มีโอกาสที่กลุ่มเมฆจะล่มในบางขณะ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ใช้งานในระบบ และส่งผลต่อความน่าเชื่อถืออีกด้วย

4. การเคลื่อนย้ายข้อมูลจากกลุ่มเมฆหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง แม้จะเกิดความคุ้มค่าของการใช้ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ แต่ก็อาจเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรด้านการสื่อสารมากกว่าเดิม ถ้ากล่าวถึงประโยชน์ของ Cloud Technology ที่มีต่อการการศึกษานั้น Cloud Technology เอง ก็สามารถนำมาใช้ได้อย่างหลากหลาย เช่น

1. ใช้เป็นสื่อในกิจกรรมการเรียนการสอน โดยครูสามารถอัพโหลดตัวอย่างของงาน สื่อการสอนต่างๆ ให้กับนักเรียน ผ่านทาง Google Drive หรือนำเสนอบทเรียนผ่านทาง Google Slide ก็ได้

2. ใช้ในการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ของผู้สอน ครูอาจจะจัดห้องเรียนเสมือนในระบบออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ของระบบ Cloud Technology แทนการเรียนการสอนในห้องเรียนก็ได้

3. ใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบการเรียนร่วมกัน เช่น การให้นักเรียนทำงานกลุ่มร่วมกัน ผ่านโปรแกรม Google Docs ภายในคาบเรียนก็ได้ โดยที่ครูสามารถเข้าไปตรวจสอบการทำงานของผู้เรียนแต่ละคน

4. ใช้ในการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนของครู โดยอาจจะให้ผู้เรียน ทำแบบฝึกหัด แบบทดสอบ หรือจะให้ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อครู หรือที่มีต่อรายวิชา โดยใช้ Google Form ก็ได้ นอกจากนี้แล้ว Cloud Technology ยังสามารถใช้ในการศึกษาได้อย่างมากมาย ถือเป็นระบบที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างมาก ส่วนเจ้า Cloud Technology Tools นี้ มีเครื่องมือใดน่าสนใจบ้าง และใช้งานอย่างไร ผมจะขอกล่าวในตอนต่อ ๆ ไปครับ