มโนภาพแห่งตนและความภาคภูมิใจในตนเอง


 

หัวข้อของครั้งนี้ คือเรื่อง “ตัวตน” ค่ะหรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Self” นั่นเองค่ะ ถ้าจะพูดสั้นๆนะคะ ตัวตนก็หมายถึงชั้นและความเป็นชั้น หรืออีกนัยหนึ่ง ตัวตนเป็นศูนย์กลางที่รวมประสบการณ์ทั้งหมดของแต่ละบุคคล เป็นการรวมกันของรูปแบบค่านิยม เจตคติ การรับรู้ และความรู้สึก ซึ่งแต่ละบุคคลมีอยู่ในตน และก็เชื่อว่า เป็นลักษณะเฉพาะของเขาเอง ในช่วงต่อไป เรามาเรียนรู้กันค่ะ ว่าการรู้จักตัวตนนั้น มีความสำคัญอย่างไร Carl Rogers นักจิตวิทยาแนวมนุษยนิยม กล่าวว่า “ความขัดแย้งที่น่าประหลาดก็คือ เมื่อข้าพเจ้ายอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นแล้ว ข้าพเจ้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงตนได้” คำกล่าวนี้น่าสนใจค่ะ เพราะ มัน แสดงถึงจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาตนเอง และการคลี่คลายปัญหาทางจิตใจของมนุษย์ ก็เพราะการยอมรับตัวเองในทุกแง่มุมไม่ใช่เรื่องง่าย ค่ะ เราต้องเผชิญกับการเห็นแง่มุมอันไม่น่าพึงพอใจ หรือมุมอ่อนแอของตนเอง มนุษย์ส่วนใหญ่จึงมักหลีกเลี่ยงค่ะ แต่การตระหนักรู้และยอมรับในตนเอง เป็นจุดสำคัญที่เราต้องก้าวผ่านไปให้ได้ เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่มนุษย์ที่สมบูรณ์ มีคุณค่า และมีความหมายนั่นเองค่ะ

ตัวตนเปรียบเสมือนภาพลักษณ์ของคนๆนั้น ที่เกิดจากการที่แต่ละบุคคลมีการเรียนรู้ มีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆรอบตัว เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเริ่มแรกของชีวิต ส่งผลต่อลักษณะประจำตัวของบุคคลนั้นๆ ซึ่งจะกลายมาเป็นสิ่งที่บุคคลเชื่อว่า เขาเป็นคนอย่างไร เช่น นารี เชื่อว่า เธอชอบเกี่ยวกับโบราณคดี และ ประวัติศาสตร์ เพราะตั้งแต่เล็กๆ เธอชอบผจญภัย ขุดหาสิ่งของต่างๆ และสามารถอ่านหนังสือเกี่ยวกับโบราณคดีหรือประวัติศาสตร์ได้อย่างไม่รู้เบื่อ เธอจึงวางแผนว่า จะศึกษาต่อในสาขาโบราณคดี ทุกท่านเห็นแล้วใช่มั้ยคะ ว่าการรู้จักตนเองนั้นสำคัญอย่างไร ในช่วงต่อไป เรามาเรียนรู้รายละเอียดของคำว่าภาพลักษณ์ หรือมโนภาพแห่งตนกันค่ะ มโนภาพแห่งตน หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า self-concept เป็นแนวคิดเกี่ยวกับตนเองว่า เป็นใคร เป็นอะไร ซึ่งเปรียบเสมือนมองเงาในกระจกที่สะท้อนให้บุคคลได้เห็นตนเอง รู้จักตนเอง หรือ อาจกล่าวได้ว่า มโนภาพเแห่งตน หมายถึง เนื้อหาความรู้เกี่ยวกับตนที่บุคคลรับรู้ ในการดำเนินชีวิตของเรา การใช้ชีวิตประจำวัน มีผลต่อมโนภาพแห่งตน และในทางกลับกันนะคะ การที่บุคคลมีมโนภาพเแห่งตนอย่างไร ก็มรผลต่อการทำงาน มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคลคนนั้นด้วย

ฟังดูเหมือน มโนภาพแห่งตนเป็นเรื่องใกล้ตัวนะคะ และเราน่าจะรู้จักมันเป็นอย่างดี เพราะมันคือเรานั่นเอง แต่ความเป็นจริงแล้ว ในหลายกรณีเราพบว่า สิ่งที่มักจะทำให้บุคคลมีปัญหา ก็คือ การที่บุคคลได้คิดว่า ได้บรรลุตนตามอุดมคติแล้ว แต่ในความเป็นจริง การจะบรรลุตนตามอุดมคตินั้น ต้องอาศัยการตระหนักรู้ตนเอง และต้องใช้เวลาพอควร ในการที่จะบรรลุตัวตนตามอุดมคติค่ะ

ดังนั้น มีคำถามนะคะ เพราะอะไรเราจึงไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง หรือไม่สามารถบรรลุตนตามอุดมคติได้คะ? คำตอบนี้จะยาวสักหน่อยนะคะ เพราะในคนคนเดียวกัน ก็อาจมีมโนภาพที่แตกต่างกัน ส่งผลให้คนเกิดความสับสน กังวล เมื่อสิ่งที่เขาอยากจะเป็น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถเป็นได้จริงๆ หรืออาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนรอบตัวอยากให้เขาเป็น

ฟังแล้วเริ่มงงแล้วใช่มั้ยหล่ะคะ ยกตัวอย่างอย่างนี้ค่ะ น้องนารีคนเดิมนะคะ นารีอยากเป็นนักโบราณคดีค่ะ ส่วนคุณพ่อของนารี อยากให้ลูกสาวเป็นนักกวี และจากการที่อาจารย์ได้รู้จักนารีเป็นการส่วนตัวนะคะ เดาเอาว่า เธอจะต้องได้เรียนภาษาศาสตร์แน่ๆค่ะ เพราะว่า นารีเป็นคนที่รัก และกลัวคุณพ่อมาก ดังนั้นพวกเราพอจะเดาออกได้มั้ยคะ ว่านารีจะมีความสุขกับการเรียนรึเปล่า คุณพ่อเป็นสิ่งที่ทำให้นารี ไม่บรรลุตัวตนของเธอรึเปล่านะ คำตอบอาจจะถูกค่ะ แต่ก็อาจจะถูกบางส่วนเท่านั้นนะคะ เพราะในคนๆเดียวกัน มโนภาพแห่งตน ไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น หากแต่ แบ่งออกได้ ถึง 4 รูปแบบด้วยกัน ลองมาดูภาพนี้กันค่ะ

ในภาพที่ 1 ตนตามความเป็นจริง หรือ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า real self หมายถึงลักษณะแท้จริงของคนคนนั้น ไม่เกี่ยวกับการได้รับการยอมรับ หรือไม่ได้รับการยอมรับจากบุคคลรอบข้าง ซึ่งต้องใช้เวลาในการค้นพบตัวเอง ว่าเป็นคนชนิดใด มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรในการดำเนิดชีวิต มีความสัมพันกับผู้อื่นอย่างไร มีความสามารถด้านไหน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานค่ะ อย่างเช่นว่า นารีพบว่าตนเองเป็นคนชอบบันทึก ชอบโลดโพน ชอบกิจกรรมโลดโพนภายนอก ชอบทำงานเป็นทีม และเป็นคนรักครอบครัวเป็นต้น

ในภาพที่สอง ตนตามอุดมคติ หรือ ideal self หมายถึง ตนตามที่บุคคลอยากเห็น อยากเป็น ในอนาคต สำหรับบางคนจะชัดเจน เพราะเขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เขาต้องการในชีวิต และจะต้องทำอย่างไร แต่สำหรับบางคน อาจจะมีภาพที่ไม่ชัดเจน และบางคน อาจจะมีภาพที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น นารีอยากเรียนโบราณคดี เธออยากเป็นนักโบราณคดี ที่ค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆของประเทศไทย และเอเชีย อยากได้รับการยอมรับ และชื่มในระดับประเทศ หรือในระดับโลก

ภาพที่สาม ตนตามการรับรู้ หรือ self-image หมายถึง ความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ที่รับรู้เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งการรับรู้นี้ อาจจะตรงกับที่เป็นจริงๆ หรือไม่ตรงก็ได้ ถ้าการรับรู้ตนเองเป็นด้านบวก ก็จะทำให้มีความสุขกับสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ แต่ในทางกลับกัน เป็นการรับรู้ตัวตนเองในด้านลบ ก็อาจจะทำให้ทุกข์ใจ แต่อย่างไรก็ตามนะคะ แม้จะมีการรับรู้ตัวเองในด้านลบ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง และพยายามพัฒนาตนเอง ก็จะทำให้คนๆนั้นสามารถพัฒนาตนเองได้ค่ะ เช่น นารีรับรู้ว่า เธอเป็นคนชอบบันทึก ชอบเดินทาง กล้าเผชิญ แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นคนกลัวการโดนตำหนิ และอยากเป็นที่ยอมรับจากผู้อื่นด้วย

ภาพที่ สี่ ตนจากมุมมองผู้อื่น หรือ ใช้คำว่า public-self ก็ได้นะคะ เป็นภาพที่บุคคลคิดว่าคนอื่น มองว่าเขาเป็นอย่างไร เป็นภาพของตนเองที่เป็นค่านิยม ความเชื่อ ข้อกำหนดของสังคม หรือ จะเรียกได้ว่า เป็นภาพที่คนอื่น หรือสังคมต้องการให้เป็นก็ได้ค่ะ ตนตามความต้องการของสังคมนี้ เป็นส่วนที่ได้จากการปรุงแต่งตามค่านิยม หรือความต้องการของสังคม เช่น นารีรู้ตัวเองว่า ตนเองเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่ พ่อแม่จึงรักและห่วงใยตนเองมาก และคิดว่า ลูกที่ดี ควรจะเชื่อฟังคำแนะนำของพ่อ-แม่ ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจเลือกเรียนภาษาศาสตร์ แทนที่จะเรียนโบราณคดีที่เธอรักนะคะ

ภาพสี่ส่วนของมโนภาพแห่งตน ควรเป็นสิ่งเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ภาพทั้งสี่ส่วนนี้ ไม่สามารถทับกันได้สนิทได้ตลอด หากตนทั้งสี่ส่วนมีความสอดคล้องกัน เสมือนเป็นภาพที่เข้ามาใกล้ และมีส่วนที่ทับกัน ทำให้บุคคลมีความสุข บุคคลก็จะมีสุขภาพจิตที่ดี โดยเฉพาะตนตามที่เป็นจริง หรือตนตามการรับรู้ ความเป็นแบบเดียวกัน และควรสอดคล้องกับตนในอุดมคติ หรือไม่ควรห่างไกลเกินความเป็นจริง บุคคลที่มองเห็นตัวเองใกล้เคียงกับความเป็นจริงเท่าไหร่ ก็จะมองเห็นตัวเองในอุดมคติที่ค่อนข้างเป็นไปได้ ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างมีความหวังค่ะ

 

สวัสดีครับ เนื้อหาทั้งหมดนี้ก็คือคำบรรยายของคลิปวีดีโอนี้นะครับ เนื้อหาดีๆ นำมาฝากครับ จะนำคลิปวีดีโอ ดีๆ นำมาฝากเรื่อยๆ นะครับ อย่าลืมช่วยกันกดติดตามคลิปวีดีโอด้านบนด้วยนะครับ เพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าของคลิปครับผม