การจัดการกับอารมณ์และวิธีจัดการความโกรธ


 

วันนี้ เราจะมาเรียนรู้ร่วมกัน ในหัวข้อ อารมณ์ สังเกตไหมคะ เวลาเกิดเหตุการณ์ ที่ต้องตัดสินใจ หรือเหตุการณ์สำคัญๆ เรามักจะถูกสอนว่า “ ใช้เหตุผลสิ อย่าใช้อารมณ์ ”

เอ...แล้วอย่างนั้น อารมณ์คืออะไรกันคะ ทำไมเราจะใช้อารมณ์ตัดสินไม่ได้ล่ะ

ทั้งๆ ที่มีการสอนแบบนี้ ในทางกลับกัน ก็มีผู้สนใจศาสตร์ทางจิตวิทยาจำนวนมาก ที่ให้ความสำคัญกับอารมณ์ จนบางท่านถึงกับกล่าวว่า ความฉลาดทางอารมณ์สำคัญกว่าความฉลาดทางสติปัญญา ดังนั้น เรามาทำความรู้จักและเรียนรู้ความสำคัญของอารมณ์กันนะคะ และมาเรียนรู้กันต่อว่า อารมณ์ส่งผลอย่างไรต่อการคิด การตัดสินใจของมนุษย์ รวมถึงเรียนรู้การควบคุมและแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกันค่ะ ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจความหมายของคำว่าอารมณ์กันก่อนนะคะ อารมณ์ หมายถึง การแสดงออกของภาวะจิตใจที่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดมีการแสดงออกต่อสิ่งที่มากระตุ้น หรือในอีกทัศนะหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า อารมณ์ คือ สภาวะของร่างกายที่ถูกกระตุ้น จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายๆ อย่าง เช่น หัวใจเต้นแรง หายใจเร็วและถี่ขึ้น หน้าแดง เหงื่อซึม นอกจากนั้น เราสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ผ่านการแสดงออก เช่น แสดงออกผ่านคำพูด ท่าทาง รวมถึงน้ำเสียง และสีหน้า อารมณ์ อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นพวกที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ เช่น อารมณ์สุข อารมณ์สนุก อารมณ์รัก ซึ่งอารมณ์เหล่านี้ ทำให้เราอยากเข้าหา กลุ่มที่ 2 เป็นอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ เช่น อารมณ์โกรธ อารมณ์กลัว อารมณ์เสียใจ แน่นอนนะคะ ว่าพวกเราไม่ค่อยชอบกลุ่มอารมณ์เหล่านี้เท่าไหร่ มันทำให้เราอยากหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์พวกนี้ค่ะ

อารมณ์ของมนุษย์ เริ่มตั้งแต่แรกเกิด อารมณ์ที่สังเกตได้ชัดๆ คือ อารมณ์ตื่นเต้นที่ปราศจากเป้าหมายของเด็กทารกแรกคลอด เด็กจะแสดงอาการเลิกคิ้ว หรือกระตุก เป็นการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และเมื่อเด็กเจริญเติบโตขึ้น ก็มีประสบการณ์กับโลกภายนอกมากขึ้น เราก็จะเริ่มเห็นว่า เด็กแสดงอารมณ์ได้หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากตื่นเต้น เด็กจะแสดงอารมณ์ไม่พึงพอใจ โกรธ ชอบ ยินดี ยิ่งถ้ามนุษย์มีประสบการณ์มากขึ้นเท่าใด สภาพของอารมณ์จะซับซ้อน และแตกต่างไปมากเท่านั้น ต่อไป เราจะมาเรียนรู้ว่า อารมณ์มีความสำคัญอย่างไรต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ อารมณ์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งยังเป็นพลังที่ทรงอำนาจอย่างหนึ่งของมนุษย์ อารมณ์อาจเป็นต้นเหตุของสงคราม อาชญากรรม ความขัดแย้งเรื่องเชื้อชาติ และความขัดแย้งแบบอื่นๆ และในทางตรงกันข้าม อารมณ์เปรียบเสมือนสีสรรของชีวิต ทำให้มนุษย์มีประสบการณ์กับความพึงพอใจ ความรัก ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความพอใจ หรือความตลก ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้ชีวิตมนุษย์ มีคุณค่า มีความหมาย แล้วจะเป็นอย่างไร

หากมนุษย์ไม่มีอารมณ์ คำตอบคือ การปราศจากอารมณ์โดยสิ้นเชิงจะกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราอย่างมาก เพราะจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจ การไร้อารมณ์จะทำให้เราไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของงานได้ เราจะไม่สามารถบอกได้ว่า งานใดคืองานที่ควรจะให้ความสนใจ หรือความสำคัญก่อน นั่นหมายถึง เราอาจจะใช้เวลากับการตัดสินใจในการใช้ชีวิตประจำวัน พอๆ กับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ในชีวิต เช่น เราอาจจะใช้เวลาในการเลือกสบู่อาบน้ำ นานพอๆ กับต้องเลือกคณะที่จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย นั่นเพราะเราจะต้องอ่านส่วนผสมในสบู่ทุกยี่ห้อที่วางขาย เพื่อดูว่ายี่ห้อไหนดีที่สุด มีส่วนผสมทรงคุณค่า มีวัตถุกันเสียที่ทำร้ายสุขภาพน้อยที่สุด ฟังแล้วอาจจะดูไม่น่าจะวุ่นวาย แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้เราต้องเริ่มคิด ตั้งแต่ลืมตาตื่น ในกิจกรรมทุกอย่าง ต้องคิดอย่างใช้เหตุผลทุกเรื่อง เช่น ตื่นมาแล้ว จะนอน หรือตื่นต่อดี ถ้าตื่นแล้ว จะอาบน้ำ หรือแปรงฟันก่อน ถ้าจะกินข้าวเช้า อาหารแบบนี้ จะใส่จานแบน หรือถ้วยลึกดี สุดท้ายแล้วเราอาจจะต้องคิดก่อนว่า เมื่อเห็นคนมีเลือดไหลอาบที่มือ กับการปิดน้ำก๊อกที่ไหลอยู่ เราจะเข้าไปดูอะไรก่อนดี

ดังนั้น การที่เราไม่สามารถเห็นตัวเลือก ลอยเด่นออกมาจากตัวเลือกอื่นๆ ทำให้เราต้องวิเคราะห์ทุกตัวเลือก ไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว แม้ในเรื่องเล็กๆ น้อย จึงแสดงให้เห็นความสำคัญของอารมณ์ที่มีผลต่อการคิด การตัดสินใจอย่างชัดเจนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม อย่าเข้าใจผิดนะคะ ดิฉันไม่ได้กำลังจะบอกว่า “พวกเรา มาใช้อารมณ์ตัดสินใจกันเถอะ” ดิฉันเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล” เพราะด้วยลักษณะของอารมณ์ เหมาะกับการใช้ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย ที่เรามีประสบการณ์ มานานนับสิบๆ ปี เช่น การทำกิจวัตรประจำวัน ที่เราแทบจะไม่รู้สึกว่าเราจะต้องคิด แทบจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ เป็นไปโดยความชอบส่วนตัวของเรา การที่เราสามารถตัดสินโดยใช้อารมณ์ร่วมได้นั้น เป็นการลดภาระการทำงานของสมองเรา ทำให้เรามีเวลาใช้สมองในการคิด ไตร่ตรอง หรือตัดสินใจกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ต้องเรียนรู้ใหม่ หรือมีความซับซ้อนมากๆ แทน

ด้วยหลักการนี้ อารมณ์และเหตุผลจึงทำงานคู่กัน ดังนั้น เวลาได้ยินว่า อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เราอาจจะตอบกลับได้ว่า ก็แล้วแต่ว่าเรื่องนั้นมันคือเรื่องอะไร อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นค่ะ ว่ามีกลุ่มอารมณ์ที่เราไม่พึงพอใจ ไม่อยากเข้าหา แล้วเราก็พยายามหลีกเลี่ยงมันด้วย แต่ทุกท่านคะ ในการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงอารมณ์ทางลบ ดังนั้น เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองมาเรียนรู้ การจัดการกับอารมณ์อย่างเหมาะสม ด้วยการฝึกฝนทักษะทางอารมณ์กันค่ะ

1. การรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง หมายถึง การรู้เท่าทันว่า อารมณ์ของตนเองในแต่ละขณะนั้น เป็นไปอย่างไร การรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะหากรู้เท่าทัน ก็จะสามารถยับยั้งกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อไป

2. ยอมรับอารมณ์ของตนเอง ขั้นตอนนี้ เป็นการมองอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างยอมรับตามที่เป็นจริง ยอมรับว่าเรามีความรู้สึกนั้นอยู่ เช่น เรามีความกลัว โกรธ คับข้องใจ หรือ ดีใจ สุขใจ เป็นการมองอย่างไม่ตัดสินถูกผิด จะเห็นได้ว่า การยอมรับอารมณ์ทางบวก เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่การยอมรับว่า เรามีอารมณ์ทางลบ เป็นเรื่องไม่ง่าย เช่น อิจฉาเพื่อน เวลาเห็นเพื่อนประสบความสำเร็จกว่าตนเอง ถ้าเราไม่ยอมรับว่าเราอิจฉา เราอาจเบี่ยงเบนไปเป็น ไม่เห็นว่าจะเป็นความสำเร็จประการใด ทั้งๆ ที่ในใจของเรา อาจกำลังเป็นทุกข์กับความอิจฉา แสดงออกไม่ตรง และอาจนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ไม่ตรง

3. การควบคุมอารมณ์ เป็นความสามารถที่จะจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอารมณ์ทางลบ เช่น ความโกรธ ฉุนเฉียว แม้อารมณ์ทุกอารมณ์จะมีความสำคัญ เกิดขึ้นกับเราได้ แต่มิใช่จะแสดงออกไปทุกอารมณ์ ผู้มีภาวะทางอารมณ์ ควรจะฝึกควบคุม และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม

4. เติมพลังใจให้ตนเอง ทักษะทางอารมณ์ มิใช่เพียง การคอยจัดการกับอารมณ์ตามสถานการณ์เท่านั้น ยังหมายถึงการเติมพลังให้ชีวิตจิตใจ อันจะเป็นการส่งเสริมพื้นอารมณ์ให้อยู่ในระดับบวก ซึ่งอาจทำได้โดย การออกกำลังกาย และการทำใจให้สงบเย็น

5. มีเจตคติและความคิดในเชิงบวก การมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางบวก รู้จักมองบุคคล หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่มุมอื่นที่ต่างไปจากเดิม ฝึกตนเองให้มีอารมณ์ขัน การฝึกคิดในหลายๆ แง่มุม ทำให้เราไม่ติดกรอบที่สร้างขึ้น เช่น ถ้าเราติดอยู่กับมุมมองว่า เพื่อนร่วมงานคนนี้ เป็นคนเห็นแก่ตัว พอเขาทำอะไรที่ส่อในลักษณะเช่นนั้น เราก็จะไปเสริมข้อมูลเดิมของเราทันที ขณะที่ ในเวลาที่เขาไม่มีท่าทีเช่นนั้น เรากลับมองไม่เห็น เรียกว่า สมองเราไม่ได้จัดโปรแกรม ให้รับข้อมูลของคน ๆ นั้นในด้านบวก หรือแม้กระทั่งเรามองเห็น เราก็จะไม่ให้น้ำหนัก หรือความสำคัญ เป็นต้น

6. การรู้สึกดีต่อตนเอง ผู้ที่รู้สึกดีต่อตนเอง จะมีความรู้สึกพึงพอใจกับสภาพปัจจุบัน ยอมรับตัวเองโดยไม่รู้สึกเสียหน้า ไม่วิตกกังวลกับความไม่สมบูรณ์แบบ เพราะเข้าใจดีว่า คนเราย่อมมีจุดเด่นจุดด้อยในแต่ละด้านแตกต่างกันไป

วิธีการจัดการกับอารมณ์เหล่านี้ ต้องอาศัยการฝึกฝน ทำเป็นประจำ จึงจะสามารถจัดการกับอารมณ์ได้อย่างทันท่วงที ถ้าเราเข้าใจอารมณ์ สามารถควบคุมให้แสดงออกได้อย่างเหมาะสม กับบุคคล เวลา สถานที่ และสถานการณ์แล้ว น่าจะทำให้เรามีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นนะคะ

 

สวัสดีครับ เนื้อหาทั้งหมดนี้ก็คือคำบรรยายของคลิปวีดีโอนี้นะครับ เนื้อหาดีๆ นำมาฝากครับ จะนำคลิปวีดีโอ ดีๆ นำมาฝากเรื่อยๆ นะครับ อย่าลืมช่วยกันกดติดตามคลิปวีดีโอด้านบนด้วยนะครับ เพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าของคลิปครับผม