ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์


สำหรับเนื้อหาต่อไปนี้คือเป็นคำบรรยายของวีดีโอนี้เองนะครับ ถ้าชอบก็ช่วยติดตามคลิปวีดีโอเป็นกำลังใจใหักับเจ้าของวีดีโอนี้ด้วยครับผม

hello สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะนักศึกษาทุกคนนะค่ะ วันนี้อาจารย์จะมาสอนบทที่ 1 นะค่ะ เป็นเรื่องของความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ ซึ่งบทนี้เป็นบทที่เนื้อหาเป็นเนื้อหาที่จะให้เราทราบถึงความรู้พื้นฐานในการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ว่าในการศึกษาเศรษฐศาสตร์นี้เราควรจะต้องรู้อะไรบ้าง ประเด็นสำคัญสำหรับบทนี้ก็คือ

1. นักศึกษาต้องทราบความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์
2. ต้องเข้าใจความหมายของคำว่าการขาดแคลน
3. สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ว่ามีความสำคัญอย่างไร
4. อธิบายปัจจัยการผลิตและก็คำว่าสินค้าและบริการได้
5. สามารถอธิบายปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้
6. สามารถอธิบายลักษณะสำคัญของระบบเศรษฐกิจได้ว่าระบบเศรษฐกิจแต่ละระบบเนี่ยมีความสำคัญอย่างไร
7. สามารถอธิบายหน่วยเศรษฐกิจและเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเศรษฐกิจแต่ละหน่วยได้ว่า หน่วยเศรษฐกิจแต่ละหน่วยเนี่ยมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

อาจารย์ขอเริ่มเนื้อหาของการศึกษาบทนี้เลยนะค่ะ ก่อนอื่นที่เราจะเรียนเรื่องของ บทที่ 1 นี้ นะค่ะ เราต้องรู้ก่อนว่า จุดเริ่มต้นของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ก็คือในโลกนี้ เราจะมีเกิดความไม่สมดุลเกิดขึ้นความไม่สมดุลในทางเศรษฐศาสตร์นี้เกิดจากความไม่สมดุลระหว่าง สิ่งสองสิ่งก็คือ

1 ทรัพยากรหรือสิ่งที่ใช้สนองความต้องการของมนุษย์เนี่ยมีจำนวนจำกัด ในขณะที่ความต้องการของมนุษย์เนี่ยมีจำนวนไม่จำกัด เพราะฉะนั้น 2 สิ่งนี้จึงมีความไม่สมดุลกัน ก็คือความต้องการเนี่ยจะมีมากกว่า สิ่งที่จะใช้สนองความต้องการ ดังนั้นลักษณะอย่างนี้นะค่ะ เศรษฐศาสตร์จะเรียกว่าเกิดปัญหาการขาดแคลนขึ้น ซึ่งปัญหาการขาดแคลนนี้ ก็คือแสดงว่าเรากำลังขาดแคลนทรัพยากรที่จะมาใช้ผลิตสินค้าเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ดังนั้นวิชาเศรษฐศาสตร์ก็เลยเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ดังนั้นเศรษฐศาสตร์ก็คือวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิธีการที่เราคิดว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาทำการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ถ้าเราพิจารณาจากความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ก็จะพบได้ว่า ดังนั้นเนี่ยในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ก็คือเรากำลังให้ความสำคัญกับทรัพยากร ที่มีอยู่บนโลกนี้ว่าทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเนี่ยทำอย่างไรเราถึงจะนำมาผลิตสินค้าและใช้เนี่ย ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด และก็สมารถสนองต่อความต้องการของมนุษย์ได้มากที่สุด ในความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์นี้มีคำหลายคำที่นักศึกษาควรจะต้องเข้าใจก็คือ 1 คำว่าทรัพยากร ทรัพยากรในทางเศรษฐศาสตร์นี้หมายถึงอะไร

คำที่ 2 ก็คือ คำว่า สินค้าและบริการ ทางเศรษฐศาสตร์ คำว่าสินค้าและบริการกินความไปถึงไหนหมายความว่าอย่างไร ดังนั้น เราก็มาเข้าสู่คำแรกก่อน นะค่ะ คือคำว่า ทรัพยากร คำว่าทรัพยากรนี้ในทางเศรษฐศาสตร์จะใช้อีกคำนึงคือ คำว่าปัจจัยการผลิต ซึ่งเราถือว่าเป็นสิ่งที่มีจำนวนจำกัด ทรัพยากรในการผลิตหรือปัจจัยการผลิตในทางเศรษฐศาสตร์นี้ เราจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน

1. คือที่ดิน คำว่าที่ดินนี้ในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ได้หมายถึงพื้นดินที่เราเดินอยู่ทุกวันนี้อย่างเดียว เรากินความกว้างไปถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆที่อยู่บนดินและก็อยู่ใต้ดิน แต่ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ภูเขา หรือแร่ธาตุที่อยู่ใต้ดิน สิ่งเหล่านี้เศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติจัดเป็นที่ดิน จัดเป็นปัจจัยการผลิตประเภท ที่ดิน หากใครมีที่ดินและต้องการรายได้จากที่ดินนี้ผลตอบแทนจากการถือที่ดินก็คือ ค่าเช่า ที่เราให้เขาเช่าไป นะค่ะ เพราะฉะนั้นรายได้จากการมีที่ดินก็คือค่าเช่า

2. แรงงาน แรงงานในทางเศรษฐศาสตร์นี้จะหมายถึงแรงงานของมนุษย์เท่านั้น เพราะมนุษย์จะมีทั้งกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญา ที่จำนำมาคิด เพื่อที่จะผลิตสินค้าออกมาได้ ดังนั้น ผู้ที่มีแรงงานและต้องการที่จะได้ผลตอบแทนจากแรงงานที่ตัวเองมีอยู่ ผลตอบแทนนั้นเรียกว่า ค่าจ้าง หรือเงินเดือน

3. ทุน ทุนในทางเศรษฐศาสตร์นี้หมายถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ร่วมกับปัจจัยการผลิตอื่นๆในการผลิตสินค้าและบริการ ทุนคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพราะฉะนั้นทุนกับเงินทุนในทางเศรษฐศาสตร์จะแตกต่างกัน สินค้าประเภททุนได้แก่ อาคาร อุปกรณ์การผลิต สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา แล้วเราใช้ร่วมกับปัจจัยอื่น และเพื่อมาผลิตสินค้าและบริการนั่นเอง เพราะฉะนั้นทุนคือสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เงินทุนเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งทุน เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีเงินทุนเราก็จะไม่มีทุน คนที่มีทุน ต้องการผลตอบแทนจากทุนนี้เราเรียกว่า อัตราดอกเบี้ย

และปัจจัยประเภทที่ 4 ก็คือผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการก็คือผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวมปัจจัยการผลิตเพื่อทำการผลิตสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการหวังอะไร เพราะฉะนั้นผลตอบแทนของผู้ประกอบการ ก็คือกำไร ดังนั้นในทางเศรษฐศาสตร์ นะค่ะ

ปัจจัยการผลิตหรือทรัพยากรการผลิตนี้ มี 4 ประเภท ที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจัยการผลิตแต่ละประเภทนี้ก็จะมีผลตอบแทนที่เราจะต้องได้รับจากการที่เราได้ถือครองเอาไว้ เพราะฉะนั้นผลตอบแทนของที่ดินก็คือค่าเช่า ผลตอบแทนของแรงงานก็คือ ค่าจ้างและเงินเดือน ผลตอบแทนของทุนก็คือ อัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนของผู้ประกอบการก็คือ กำไร อีกคำนึงเมื่อสักครู่อาจารย์บอกไปแล้ว ก็คือคำว่าสินค้าและบริการ สินค้าและบริการนี้ในทางเศรษฐศาสตร์ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1 เศรษฐทรัพย์ กับ ทรัพย์เสรีหรือสินค้าไร้ราคา ในทางเศรษฐศาสตร์นี้สิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้มนุษย์ขาดแคลนก็คือ เศรษฐทรัพย์ เพราะเศรษฐทรัพย์จำเป็นที่จะต้องใช้ ปัจจัยการผลิตมาผลิตเป็นสินค้าและบริการ เศรษฐทรัพย์คืออะไร เศรษฐทรัพย์ก็คือ สินค้าที่มนุษย์จะต้องใช้ปัจจัยการผลิตมาผลิต ดังนั้น ก็เลยจำเป็นที่จะต้องมีราคาขาย เพราะฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่ที่มนุษย์สร้างขึ้น มนุษย์ผลิตขึ้น เราจะเรียกตรงนั้นว่าเป็นเศรษฐทรัพย์ แต่มันจะแตกต่างกับสินค้าประเภทที่ 2 ที่เรียกว่า ทรัพเสรีหรือสินค้าไร้ราคา เพราะทรัพย์เสรีหรือสินค้าไร้ราคานี้ ชื่อบอกอยู่แล้วว่าไร้ราคาก็แสดงว่าเราไม่ต้องเสียเงินซื้อ เราได้มาฟรีๆ สินค้าประเภทนี้เป็นสินค้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตเข้าสู่ขบวนการ การผลิต เช่น อากาศ แสงแดด สายลม แม่น้ำ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ต้องการเท่าไหร่ก็มีจำนวนเพียงพอที่มนุษย์ต้องการ แต่เศรษฐทรัพย์มีจำนวนจำกัด เพราะฉะนั้นนักศึกษาต้องแยกให้ได้ว่า เศรษฐทรัพย์กับทรัพย์เสรีแตกต่างกันตรงไหน จำง่ายๆ เศรษฐทรัพย์ก็คือสิ่งที่มนุษย์ต้องสร้างขึ้น เราต้องเสียเงินซื้อ เราไม่ได้มาฟรีๆ แต่ทรัพย์เสรี เราไม่ได้สร้างขึ้นมา เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีจำนวนตามที่เราต้องการ นะค่ะ อาจจะมีปัญหาในเรื่องของมลภาวะ เช่น อากาศ อาจจะเจออากาศเป็นพิษมีควัน หรือน้ำเสีย ตรงนั้นก็คือเป็นอีกเรื่องนึง วิชาเศรษฐศาสตร์ มันจะมีอยู่ 2 แขนง ก็คือ เศรษฐศาสตร์จุลภาค และ เศรษฐศาสตร์มหาภาค นักศึกาาต้องเข้าใจว่า 2 แขนงนี้แตกต่างกัน ถ้าเป็นการศึกษาเศรษฐศาสตร์จุลภาค จะเป็นการศึกษาเรื่องของเศรษฐกิจหน่วยย่อยๆ เช่น การกำหนดราคาของสินค้าแต่ละชนิด หรือการศึกษาเรื่องต้นทุนและปริมาณการผลิตสินค้าแต่ละชนิด เพราะฉะนั้นเรื่องของเศรษฐศาสตร์จุลภาคเป็นการศึกษาของเรื่องส่วนใดส่วนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้กระทบกับภาครวมของทั้งระบบเศรษฐกิจ นะค่ะ แต่ถ้าเป็นการศึกษา เศรษฐศาสตร์มหาภาค จะเป็นการศึกษาเศรษฐศาสตร์ทั้งระบบเศรษฐกิจกระทบกับส่วนรวม เช่น รายประชาชาติ การกำหนดราคาของสินค้าทั้งหมด หรือการศึกาาเรื่องของการออม การลงทุน การใช้จ่ายของรัฐบาล การค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจหรือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อภาพรวมของทั้งหมด นะค่ะ เพราะฉะนั้น แยกให้ได้ว่าอะไรเป็น จุล อะไรเป็น มหาภาค 50 00:09:42,000 --> 00:09:52,000 วิธีการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์นี้ เราจะแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ แบบที่ 1 เราเรียกว่าเป็น เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ หรือ (Positive Economics) แบบที่ 2 เราเรียกว่า เศรษฐศาสตร์นโยบาย (Normative Economics) 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร นักศึกษาต้องบอกได้ 1 ถ้าเป็นการศึกษา เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ หรือ (Positive Economics) นี้ จะเป็นการศึกษาเรื่องของข้อเท็จจริงข้อมูลจริง นะค่ะ ที่เป็นเรื่องของทฤษฎี พูดง่าย (Positive Economics) ก็คือเป็นการศึกษาทฤษฎีที่มีคนได้ศึกษาไว้แล้ว แล้วเราก็ยอมรับ มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงข้อมูลจริง แต่ถ้าเป็น เศรษฐศาสตร์นโยบาย จะเป็นการตัดสินคุณค่าว่าควรหรือไม่ควร เป็นการศึกษาเหมือนประมาณว่า เอาเรื่องของทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ ดังนั้นเนี่ยก็จะเป็นเรื่องของการตัดสิน เราสามารถเอาความคิด ความรู้สึก หรืออารมณ์ของเราเนี่ยเข้าไปตัดสิน กับวิเคราะห์ในเรืองของเศรษฐศาสตร์นโยบาย นี้ได้ นะค่ะ เช่นตอนนี้ เรากำลังเกิดปัฤญหาทางการเมือง เพราะฉะนั้นเนี่ยตอนนี้นโยบายรัฐบาลควรจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร กับปัญหาการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น อันนี้ก็คือเป็นเรื่องของ เศรษฐศาสตร์นโยบาย นั่นเอง อีกคำนึงที่เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักก็คือ คำว่าปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ปัญหานี้จะเกิดขึ้นกับทุกประเทศ ไม่ได้เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาพื้นฐานของทางเศรษฐกิจก็คือ ทรัพยากรในโลกนี้เรามีจำนวนจำกัด ดังนั้นเนี่ยมันก็เลยเป็นปัญหาที่ทุกประเทศประสบก็คือว่า เราจะผลิตอะไร (What) 2. เราจะผลิตอย่างไร (How) และปัญหาที่ 3 ก็คือ ผลิตเพื่อใคร (For Whom) What คืออะไร What ก็คือในเมื่อทรัพยากรในโลกนี้มีจำนวนจำกัด ดังนั้นผู้ผลิตเนี่ย ก็เลยจำเป็นจะต้องพิจารณาว่า เราควรที่จะผลิตอะไรที่ดีที่สุด ตรงกับความต้องการของมนุษย์มากที่สุด นะค่ะ เช่นตอนนี้ อยู่ในหน้าฤดูฝน ผู้ผลิตก็ควรจะผลิตเสื้อกันฝน ร่ม นะค่ะ แต่ถ้าหน้าหนาวผู้ผลิตเอาทรัพยากรเนี่ยไปผลิตเป็น air condition คนก็ไม่อยากจะซื้อ ถูกไหมค่ะ เพราะมันหนาว ดังนั้นเนี่ย What เราก็ต้องคิดว่าเราจะผลิตอะไรที่ตรงกับความต้องการของมนุษย์มากที่สุด 2 ผลิตอน่างไร How How นี่หมายถึงขบวนการที่เราจะต้องใช้ในการผลิตสินค้าจะผลิตอย่างไร ใช้ปัจจัยการผลิตสัดส่วนเท่าไหร่นะค่ะ เพื่อให้เสียต้นทุนน้อยที่สุด ดังนั้น How จะเป็นการพูดถึงขบวนการที่เราจะใช้ในการผลิต ที่เราจะ Save ต้นทุนมากที่สุดนั่นเอง และ For Whom ก็คือผลิตมาเพื่อใคร ใครจะเป็นคนซื้อ เพราะถ้าสินค้าเราผลิตออกมาแล้วเหลือหรือขายไม่ได้ เราก็ใช้ทรัพยากรไม่มีประสิธิภาพนั่นเอง เพราะฉะนั้นปัญหานี้ทุกประเทศจะต้องคิดนะค่ะ ว่าจะผลิตอะไรอย่างไร และผลิตเพื่อใคร เพื่อให้ทรัพยากรที่ใช้นี้ มีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเอง อีกหัวข้อหนึ่งนะค่ะ คือคำว่า ระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของเราเนี่ย ในโลกใบนี้เราสามารถแบ่งระบบเศรษฐกิจออกเป็นได้ 4 ระบบ ด้วยกัน 1 เราเรียกว่าเป็นระบบ คอมมิวนิสต์ 2 ระบบสังคมนิยม 3 ระบบผสม และ 4 ระบบทุนนิยม แต่ละระบบจะมีความแตกต่างกัน แต่ละระบบจะบ่งบอกถึงความสามารถในการใช้ทรัพยากรในการผลิต แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น What , How หรือ For Whom การตัดสินใจใช้แก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละระบบจะมีความแตกต่างกัน แต่ละระบบนี้เราจะใช้หลักเกณฑ์ในการการพิจารณา ก็ คือ 1 กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นของบุคคลหรือส่วนรวม 2. การตัดสินใจปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นของบุคคลหรือส่วนรวม 3. การจัดสรรทรัพยากรและผลผลิตผ่านกลไกตลาดหรือโดยการบังคับ ถ้าเป็นระบบที่ 1 เราเรียกว่าระบบเศรษฐกิจแบบ คอมมิวนิสต์ แบบคอมมิวนิสต์ นี้ การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะดำเนินไปตามแผนงานที่รัฐบาลได้วางเอาไว้ เพราะฉะนั้น กิจกรรมไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม What , How For Whom หรือเราจะผลิตอะไรอย่างไรผลิตเพื่อใคร รัฐบาลได้วางแผนเอาไว้แล้ว รัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพยากรการผลิต ดังนั้น ที่ดิน แรงงาน ผู้ประกอบการ รัฐบาลเป็นเจ้าของ ดังนั้นกลไกราคาจึงไม่มีบทบาทสำหรับระบบนี้เลย แต่ถ้าเป็นระบบที่ 2 ระบบสังคมนิยม ระบบสังคมนิยิมนี้รัฐจะเข้าไปควบคุมการผลิตในส่วนสำคัญ เอกชนมีอำนาจเพียงนิดหน่อยในการตัดสินใจที่จะผลิตสินค้า เล็กบางอย่างเท่านั้น เป็นธุรกิจเล็กๆเท่านั้น กลไกราคาก็ยนังไม่มีบทบาท นะค่ะสำหรับระบบนี้ ระบบที่ 3 เป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสม แบบผสมนี้เอกชนและรัฐบาลมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่ารัฐบาลก็ให้สิทธิกับเอกชนที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ก็คือ What , How , For Whom เอกชนมีอำนาจเต็มที่ นะค่ะที่จะผลิตอะไรก็ได้อย่างไรก็ได้ รัฐบาลจะเข้าไปมีส่วนร่วมบางธุรกิจเท่านั้น กลไกราคามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร ดังนั้นการที่จะผลิตอะไร อย่างไร กลไกราคาจะเป็นตัวแก้ไขปัญหาให้นะค่ะ อันที่ 4 เป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทุนนิยมนี้ก็คือปล่อยเสรีเต็มที่ เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพยากร รัฐบาลไม่เข้ามาดูเลย 2 มีเสรีภาพในการทำธุรกิจ ดังนั้นสิ่งที่จูงใจให้ เอกชนดำเนินงานทางธุรกิจก็คือ กำไร มีกำไรเป็นเครื่องจูงใจ นะค่ะ และก็ใช้ระบบของราคา ดังนั้นนักศึกษาจะเห็นได้ว่า ระบบเศรษฐกิจแต่ละระบบนี้ จะมีความแตกต่างกัน หัวข้อต่อไป หน่วยเศรษฐกิจ เราจะแบ่งหน่วยเศรษฐกิจออกเป็น 4 หน่วยด้วยกัน ซึ่งแต่ละหน่วยนี้จะมีความแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน หน่วยที่ 1 เราเรียกว่าหน่วยครัวเรือน หน่วยที่ 2 เราเรียกว่าหน่วยธุรกิจ หน่วยที่ 3 เราเรียกว่าหน่วยรัฐบาล และหน่วยที่ 4 เราเรียกว่าหน่วยต่างประเทศ แต่ละหน่วยจะมีลักษณะของแต่ละหน่วยแตกต่างกัน มาดูหน่วยที่ 1 ก่อน หน่วยที่ 1 เราเรียกว่าหน่วยครัวเรือน หน่วยครัวเรือนนี้ จะทำหน้าที่ในการบริโภคสินค้า หน่วยครัวเรือนจะบริโภคสินค้าได้ หน่วยครัวเรือนต้องมีเงินที่จะไปซื้อสินค้า แต่หน่วยครัวเรือนไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้า ดังนั้นหน่วยครัวเรือนจะมีรายได้ ต้องแสวงหารายได้ รายได้ที่หน่วยครัวเรือนจะแสงหามาก็คือการขายปัจจัยการผลิต เพราะหน่วยครัวเรือนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เมื่อต้นชั่วโมงบอกแล้ว ปัจจัยการผลิตมีอะไรบ้าง มีที่ดิน มีแรงงาน มีทุน มีผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจัยการผลิตทั้ง 4 ประเภทนี้ หน่วยครัวเรือนเป็นเจ้าของ ดังนั้นหน่วยครัวเรือนก็จะ นำปัจจัยการผลิตนี้ไปขายเพื่อแรกกับรายได้มา เช่น ถ้าคนไหนมีแรงงานก็ไปทำงานเพื่อแรกกับ ค่าจ้างเงินเดือน คนไหนมีที่ดิน ก็เอาที่ดินไปให้เขาเช่าก็ได้ค่าเช่ามา นะค่ะ เพราะฉะนั้นนี่คือรายได้ที่หน่วยครัวเรือนได้รับ เมื่อหน่วยครัวเรือนได้รับรายได้ตรงนี้แล้ว ก็ถึงเอารายได้นี้ไปซื้อสินค้ามา เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายสูงสุดของหน่วยครัวเรือนก็คือความพอใจสูงสุดนั่นเอง หน่วยที่ 2 หน่วยธุรกิจ หน่วยธุรกิจทำหน้าที่ในการผลิตสินค้า แต่หน่วยธุรกิจไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ดังนั้นหน่วยธุรกิจก็จำเป็นที่จะต้องไปซื้อปัจจัยการผลิตจากหน่วยครัวเรือน เมื่อหน่วยธุรกิจซื้อปัจจัยการผลิตจากหน่วยครัวเรือนได้แล้วก็จะมาทำการผลิตสินค้า โดยหวังกำไรสูงสุดนั่นเอง หน่วยที่ 3 หน่วยรัฐบาล หน่วยรัฐบาลก็จะทำหน้าที่ในเรื่องของดูแล ออกกฏ ออกระเบียบ เพื่อให้ประเทศอยู่อย่างสงบนั่นเอง เพราะฉะนั้นหน่วยรัฐบาลเนี่ย บางอย่างรัฐบาลก็จำเป็นที่ต้องผลิตสินค้า เช่นฉลากกินแบ่งรัฐบาล เห็นไหมค่ะ หรือ ขสมก ก็เป็นของรัฐบาล เพระฉะนั้นสิ่งเปล่านี้ธุรกิจเหล่านี้ รัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องผลิตและก็ออกกฎ ออกระเบียบ ดูแลความมั่นคงของประเทศนั่นเอง และหน่วยที่ 4 หน่วยต่างประเทศ หน่วยต่างประเทศก็จะดูแลในเรื่องของการนำเข้า ส่งออก สินค้า ให้กับประเทศ บางอย่างเราผลิตไม่ได้ หน่วยต่างประเทศก็ต้องนำเขาเข้ามา บางอย่างผลิตและเราจำเป็นต้องส่งออก หน่วยต่างประเทศก็จะทำหน้าที่นี้ ทีนี้จะเห็นได้ว่าแต่ละหน่วยเนี่ยต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ แต่ละหน่วยจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กัน เราก็มาดูเรื่องของความสัมพันธ์ของหน่วยเศรษฐกิจ อาจารย์จะแบ่งความสัมพันธ์ออกเป็น 3 ระบบใหญ่ๆด้วยกัน 1 เราเรียกว่า เป็นความสัมพันธ์ในระเบบเศรษฐกิจแบบปิดไม่มีรัฐบาล 2. ความสัมพันธ์แบบปิดมีรัฐบาล และ 3 เป็นความสัมพันธ์ในระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ความสัมพันธ์เนี่ยถ้านักศึกษาพิจารณาดีๆจะเห็นได้มีแค่ 2 ระบบ ใหญ่ คือ ปิด กับ เปิด แล้วปิด แยกออกเป็น 2 กรณีคือ ปิดไม่มีรัฐบาล กับปิดมีรัฐบาล ถามว่าระบบเศรษฐกิจแบบปิดกับระบบเศรษฐกิจแบบเปิดต่างกันตรงไหน ระบบเศรษฐกิจแบบปิดก็คือระบบเศรษฐกิจที่ปิดประเทศไม่มีการนำเข้าส่งออกไม่มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ แต่ถ้าเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิดก็คือ เปิดประเทศ มีการติดต่อกับต่างประเทศนั่นเอง เรามาดูแบบที่ 1 แบบที่ 1 เป็นระบบเศรษฐกิจแบบปิดไม่มีรัฐบาลเมื่อปิดแสดงว่าภาคต่างประเทศไม่มีและก็ไม่มีรัฐบาลด้วย ก็แสดงว่าหน่วยเศรษฐกิจ 4 หน่วย ที่อาจารย์พูดถึงก่อนหน้านี้ ก็เหลือแค่ 2 หน่วยแล้ว ถูกไหมค่ะ ก็จะเหลือแค่ หน่วยครัวเรือนกับหน่วยธุรกิจ เราก็มาดูระบบนี้เราจะเรียกว่าเป็นระบบเศรษฐกิจแบบง่าย เพราะเรามีหน่วยเศรษฐกิจที่เหลืออยู่เพียงแค่ 2 หน่วยเท่านั้น นะค่ะ ก็คือหน่วครัวเรือนกับหน่วยธุรกิจ เรามาดูว่า 2 หน่วยนี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เริ่มที่หน่วครัวเรือนก่อน หน่วยครัวเรือนจำเป็นที่ต้องบริโภคสินค้า แต่หน่วยครัวเรือนไม่ได้เป็นผู้ผลิต ดังนั้นหน่วยครัวเรือนเนี่ย ก็จำเป็นที่จะต้องซื้อสินค้าจากหน่วยธุรกิจ แต่ตัวเองก็ต้องมีเงินที่จะไปซื้อ ดังนั้นหน่วยครัวเรือนก็จะต้องขายปัจจัยการผลิตให้กับหน่วยธุรกิจก่อน นะค่ะ ลูกศรจะวิ่งจากหน่วยครัวเรือนมาที่หน่วยธุรกิจ เขียนว่าปัจจัยการผลิต อันได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน ผู้ประกอบการ ก็แสดงว่าหน่วยครัวเรือนได้เอาที่ดินให้หน่วยธุรกิจเช่า ถ้าหน่วยครัวเรือนต้องการทำงานก็ไปทำงานกับหน่วยธุรกิจ เห็นไหมค่ะ เพราะฉะนั้นหน่วยธุรกิจเมื่อได้รับปัจจัยการผลิตก็จะต้องจ่ายค่าตอบแทน เพราะฉะนั้นลูกศรจะวิ่งจากหน่วยธุรกิจมาที่หน่วครัวเรือน เขียนว่าค่าตอบแทนปัจจัยการผลิต เห็นไหมค่ะ เมื่อกี้ให้ที่ดินเขาไปเราก็ต้องจ่าค่าเช่าให้เขา เอาแรงงานเขาไปทำงาน หน่วยธุรกิจก็ต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานให้เขา นะค่ะ ตอนนี้หน่วยครัวเรือนก็มีรายได้แล้ว หน่วยธุรก็มีปัจจัยการผลิตแล้ว หน่วยธุรกิจก็ทำการผลิตสินค้า เอาปัจจัยการผลิตที่ได้นี้มาทำการผลิตสินค้า เมื่อผลิตเป็นสินค้าแล้วหน่วยธุรกิจไม่ได้เป็นผู้บริโภค หน่วยธุรกิจก็จะต้องขายสินค้านี้ ให้หน่วยครัวเรือน เห็นไหมค่ะเขียนว่าสินค้าและบริการ หน่วยครัวเรือนก็ได้รับสินค้ามาบริโภค หน่วยครัวเรือนก็ต้องจ่ายเงินให้กับหน่วยธุรกิจ ลูกศรก็จะวิ่งจากหน่วยครัวเรือนมาหน่วยธุรกิจ เขียนว่าค่าสินค้าและบริการ เพราะฉะนั้นนักศึกษาจะเห็นได้ว่าหน่วยครัวเรือนก็เอาเงินที่ได้จากค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตอันนี้ มาจ่ายเป็นค่าสินค้าและบริการมันก็จะวนกันเป็น วัฏจักร แบบนี้ นะค่ะ เมื่อหน่วยธุรกิจได้รับเงินค่าสินค้าก็จะนำเงินค่าสินค้ามาจ่ายค่าปัจจัยการผลิต หน่วยครัวเรือนได้รับปัจจัยการผลิตก็จะเอาเงินนี้ไปซื้อสินค้ามาบริโภค เห็นไหมค่ะ เพราะฉะนั้นนักศึกษาจะเห็นได้ว่าอันนี้ก็จะเป็น วัฏจักร ของการแรกเปลี่ยน นะค่ะ ระหว่างปัจจัยการผลิตที่หน่วยธุรกิจได้รับไปกับรายได้ที่หน่วยครัวเรือนจะได้รับ เป็นการแรกเปลี่ยนในรูปของ ของ 2 อย่าง ก็คือสิ่งของระหว่างปัจจัยกับสินค้ากับอีกอย่างนึงในรูปของตัวเงินก็คือค่าตอบแทนกับค่าสินค้านั่นเอง แบบที่ 2 ความสัมพันธ์แบบที่ 2 เป็นแบบปิดแต่มีรัฐบาล นักศึกษาจะสังเหตเห็นได้ว่า หน่วยครัวเรือนกับหน่วยธุรกิจนี้ยังคงเหมือนเดิม เห็นไหมค่ะ หน่วยครัวเรือนก็ยังคงให้ปัจจัยการผลิต หน่วยธุรกิจก็ยังจ่ายค่าตอบแทนอยู่ เห็นไหมค่ะ และหน่วยธุรกิจก็ส่งค่าสินค้าให้ หน่วยครัวเรือนก็ยังจ่ายค่าสินค้า ทีนี้พอแบบมีรัฐบาลขึ้นมา เมื่อมีรัฐบาลเราก็จะมีหน่วยรับบาลเพิ่มขึ้นมา หน่วยรัฐบาลมีความสัมพันธ์อย่างไร กับหน่วยรัฐบาลมีความสัมพันธ์อย่างไรกับหน่วยครัวเรือนก่อนนะค่ะ รัฐบาล บางอย่างรัฐบาลต้องผลิตอย่างเช่นเมื่อกี้อาจารย์บอก ก็คือ ฉลากกินแบ่งรัฐบาล เห็นไหมค่ะ รัฐบาลจำเป็นต้องผลิตเอง หรือโรงงานยาสูบก็เป็นของรัฐบาล รัฐบาลก็เลยจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิต ซึ่งปัจจัยการผลิตนี้จะอยู่ในหน่วยครัวเรือน เพราะฉะนั้นหน่วยครัวเรือนก็ส่งปัจจัยการผลิตให้หน่วยรัฐบาล เมื่อรัฐบาลได้รับปัจจัยก็จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนปัจจัยให้หน่วยครัวเรือน หน่วยครัวเรือนเมื่อได้รับค่าตอบแทนมีรายได้ต้องเสียภาษีให้รัฐ เห็นไหมค่ะ เพราะฉะนั้นเราต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐ รัฐบาลได้รับภาษีก็ต้องจ่ายคืนหน่วยครัวเรือนในรูปของเงินโอน เรามารู้จักกับเงินโอนนิดนึง นะค่ะ เงินโอนนี้ก็คือเงินที่รัฐบาลให้กับประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทน ตอนนี้หน่วยครัวเรือนมีเงินโอนที่ได้รับจากรัฐบาลได้แก่อะไรบ้าง เช่น เบี้ยชรา ที่ทุกวันนี้ คนที่อายุ 60 ขึ้นไป จะได้รับก็คือ เดือนละ 500 เป็นต้นไป นะค่ะ หรือ เมื่อเกิดน้ำท่วม เห็นไหมค่ะ รัฐบาลจะจ่ายเงินให้ค่าน้ำท่วมคนละหลัง หลังละ 5000 นั่นก็คือเงินโอน หรือเมื่อเรา เกษียณอายุ ไปเราก็จะได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตรงนี้ก็คือเงินโอน นะค่ะ อันนี้ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างฟากหน่วยครัวเรือนกับฟากหน่วยรัฐบาล ทีนี้เรามาดูฟาก ของธุรกิจกับรัฐบาลบ้าง รัฐบาล บางอย่างรัฐบาลก็จำเป็นต้องซื้อสินค้าจากหน่วยธุรกิจ เมื่อไหร่ที่รัฐบาลต้องซื้อสินค้ามาบริโภค รัฐบาลก็จะสั่งจากหน่วยธุรกิจ เพราะฉะนั้นหน่วยธุรกิจก็จะส่งสินค้าให้รัฐบาล นะค่ะ เป็นสินค้าและบริการ เมื่อซื้อสินค้าเขาก็ต้องจ่ายค่าสินค้า เห็นไหมค่ะ เพราะฉะนั้นค่าสินค้าก็จะวิ่งจากหน่วยรัฐบาลมาที่หน่วยธุรกิจ ทำธุรกิจก็ต้องเสียภาษีให้รัฐ นะค่ะ เพราะฉะนั้นหน่วยธุรกิจก็จ่ายภาษีให้กับรัฐบาล เมื่อรัฐบาลได้รับภาษีจากหน่วยธุรกิจแล้ว ก็จะจ่ายเงินคืนธุรกิจแต่ในรูปของเงินอุดหนุน อันนี้เป็นเงินอุดหนุนในการทำธุรกิจที่หน่วยรัฐบาลจะต้องมาดูให้กับหน่วยธุรกิจนั่นเอง เพราะฉะนั้นฟากของเงินโอน จะอยู่ในฝ่ายของหน่วยครัวเรือน แต่ฟากของเงินอุดหนุนจะอยู่ในหน่วยธุรกิจ อันนี้เป็นความสัมพันธ์แบบที่ 2 เราเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ในระบบเศรษฐกิจแบบปิดแต่มีรัฐบาล กรณีสุดท้ายค่ะ เป็นความสัมพันธ์ในระบบเศรษฐกิจแบบเปิด นักศึกษาจะเห็นได้ว่า ครัวเรือน ธุรกิจ และรัฐบาล ยังมีความสัมพันธ์แบบเดิม เมื่อมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดขึ้นมา เราก็จะมีหน่วยต่างประเทศเกิดขึ้น เพราะระบบเศรษฐกิจแบบเปิดก็คือระบบที่เรามีการเปิดประเทศ มีการติดต่อกับต่างประเทศนันั่นเอง เราติดต่อกับต่างประเทศ นะค่ะ ในฟากของเรื่องของการนำเข้าและส่งออก สินค้าบางอย่างที่เราผลิตไม่ได้ เช่น น้ำมัน เราจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ นะค่ะ เราก็จะต้องนำมาจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นต่างประเทศก็จะส่งสินค้าเข้ามาให้เรา เราเรียกว่าเป็นสินค้านำเข้า เข้ามาทางหน่วยครัวเรือน สาเหตุที่เข้ามาทางหน่วยครัวเรือนเพราะหน่วยครัวเรือนเป็นผู้บริโภค เป็นผู้ใช้ เมื่อหน่วยครัวเรือนได้รับสินค้าแล้ว ก็จะต้องจ่ายเงินให้กับต่างประเทศ เรียกว่ามูลค่าการนำเข้า เพราะฉะนั้นนักศึกษาจะเห็นได้ว่าถ้าเรานำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาเยอะๆเนี่ย เงินตราเราก็จะไหลออกไปต่างประเทศมากเท่านั้น นะค่ะ ที่เราเรียกว่าเป็นมูลค่าการนำเข้านั่นเอง แต่ถ้าสินค้าบางอย่างเราผลิตและเราต้องการที่จะส่งออก เราจะส่งออกทางฟากของหน่วยธุรกิจ เพราะฉะนั้น เช่น ข้าวหอมมะลิของไทย ส่งออกไปขายต่างประเทศ ก็จะส่งไปที่หน่วยต่างประเทศ มูลค่าก็จะส่งสินค้าไปต่างประเทศ เมื่อต่างประเทศได้รับสินค้าจากเรา ก็จะต้องส่งเงินให้เราเรียกว่าเป็นมูลค่าการส่งออก เพราะฉะนั้นเราควรที่จะผลิตสินค้า ส่งออกเยอะๆ เพื่อเงินต่างประเทศจะได้ไหลเข้ามาที่เรา นะค่ะ อันนี้ก็คือเป็นเรื่องของดุลการค้า ถ้าเราส่งออกเยอะๆ มากกว่ามูลค่าของการนำเขาเนี่ย ดุลการค้าเราก็จะเกินดุลนั่นเอง เพราะฉะนั้นนักศึกษาจะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ทั้ง 3 ระบบนี้ จะมีความแตกต่างกัน นักศึกษาต้องเข้าใจวงจรทั้ง 3 ระบบ ต้องบอกอาจารย์ได้ว่า แต่ละระบบนี้ใครให้อะไร ใครรับอะไร ลูกศรออกจากใครคนนั้นเป็นผู้ให้ ลูกศรตกที่หน่วยไหน หน่วยนั้นก็เป็นผู้รับ เพราะฉะนั้นนักศึกษาก็กลับไปทบทวน นะค่ะ ในเรื่องของความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจทั้ง 3 ระบบ ว่าแต่ละระบบ มีความสัมพันธ์อย่างไร โอเค นะค่ะ สำหรับ บทที่ 1 อาจารย์ขอไว้เพียงเท่านี้นะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ