อิทธิพลทางสังคมมีผลต่อการตัดสินใจของแต่บุคคล


 

ในชีวิตประจำวันของเรา เมื่อเราต้องตัดสินใจบางอย่าง เช่น จะซื้อคอมพิวเตอร์ยี่ห้อไหน จะไปเที่ยวที่ไหนดี จะเดินทางด้วยสายการบินอะไร ใครครับ .. ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา ...

ก่อนอื่น มารู้จักกันก่อนนะครับว่า กลุ่มคนที่มีอิทธิพลเหล่านั้น เราจะเรียกว่าเขาว่าอะไรดี เราเรียกว่า “กลุ่มอ้างอิง” นะครับ

กลุ่มอ้างอิง คือ บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อแต่ละคน เพราะ.. เช่น เพื่อน ครอบครัว ดารา นักร้อง บุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของแต่ละบุคคล มากน้อยแตกต่างกันไป..

ถ้าจะแบ่งประเภทของกลุ่มอ้างอิง กลุ่มปฐมภูมิ สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มทุติยภูมิ และกลุ่มปฐมภูมิ

ปฐมภูมิ คือ กลุ่มบุคคลที่มีการติดต่อสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิดมาก จนกระทั่งมีความเหนียวแน่น ผูกพันกันสูง มีความเชื่อ ทัศนคติที่คล้ายคลึงกัน โดยกลุ่มปฐมภูมิ เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดและพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น ครอบครัว หรือ กลุ่มเพื่อนสนิท

อีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ กลุ่มทุติยภูมิ คือ กลุ่มที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันเป็นครั้งคราว จึงเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของแต่ละบุคคลน้อย ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนในชุมชน กลุ่มคนสมาคม หรือ กลุ่มชมรมทางธุรกิจ เป็นต้น คราวนี้คงไม่ยากแล้วนะครับ

กลุ่มที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของแต่บุคคล ก็คือ "กลุ่มปฐมภูมิ" นั่นแหละครับ นอกจากนี้ กลุ่มอ้างอิงมีผลต่อการคล้อยตามกลุ่มของแต่ละบุคคลอีกด้วยนะครับ ตามที่แต่ละท่านได้ทำแบบสำรวจง่ายๆ ก่อนเข้าบทเรียน ซึ่งเป็นแบบประเมินเกี่ยวกับ การคล้อยตามกลุ่ม เดาสิครับว่า เพราะอะไรคนถึงยอมทำตามคนอื่น ทั้งๆ ที่บางทีรู้ว่า เป็นสิ่งที่ผิด เช่น ยอมให้เพื่อนลอกการบ้าน ยอมโดดเรียนกับเพื่อนๆ เป็นต้น

มีการทดลองทางจิตวิทยา ของแอช (Asch) ในปี 1951 ซึ่งทำการทดลองกับอาสาสมัคร จำนวน 8 คน โดยให้อาสาสมัครเหล่านั้น ตอบคำถาม เส้นตรงเส้นไหนมีความยาวเท่ากับเส้นตรงตามเส้นตัวอย่าง .... ตามภาพที่เห็นนี่ล่ะครับ... เส้นไหนครับที่มีความยาวเท่ากับเส้นตัวอย่าง ... ??? เส้น B ใช่มั้ยล่ะครับ ดูแล้วไม่ยากเลย... โดยในการทดลอง อาสาสมัครจะถูกให้เข้าไปอยู่ในห้องทดลอง ที่มีหน้าม้าหรือคนที่ถูกเตรียมไว้ จำนวน 4-5 คน เพื่อตอบคำถามที่ผิดๆ ทำการทดลองทั้งหมด 50 ครั้ง เชื่อมั้ยครับว่า... ร้อยละ 76 ของอาสาสมัครเหล่านี้ ตอบผิดอย่างน้อย 1 ครั้ง

โดยเหตุผลที่ตอบผิดก็คือ ไม่อยากเป็นคนแปลกประหลาดในกลุ่ม จึงยอมตอบคำถามตามกลุ่ม ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิด ไม่ได้เชื่อ หรือบางครั้งก็ไม่เต็มใจที่จะตอบแบบนั้นด้วย ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น การยกพวกตีกันของกลุ่มวัยรุ่น วัยรุ่นบางคนไม่ได้อยากทำ แต่พอเพื่อนคนอื่นทำ ก็เลยทำด้วย โดยการคล้อยตามกลุ่มจะมากขึ้น หรือน้อยลง ขึ้นอยู่กับว่า เรามีความผูกพันกับกลุ่มนั้นมากน้อยเพียงใด ถ้ายิ่งมีความผูกพันกันมาก โอกาสที่จะคล้อยตามกลุ่มก็มีมาก

ส่วนลักษณะการมีอิทธิพลของกลุ่มอ้างอิงที่มีต่อบุคคล แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ

1. อิทธิพลเชิงข้อมูล อิทธิพลแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลใช้พฤติกรรมหรือความคิดเห็นของกลุ่มอ้างอิงมาใช้ในการตัดสินใจ เช่น เพื่อนสนิทมาบอกว่า ขนมร้านนี้อร่อยมาก เราก็จะไปลองกินขนมที่ร้านนี้

2. อิทธิพลเชิงบรรทัดฐาน อิทธิพลแบบนี้ เกิดขึ้นเมื่อบุคคลทำตามความคาดหวังของกลุ่ม เพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับ หรือได้รับรางวัลจากกลุ่ม หรือ เป็นการเลี่ยงการถูกต่อต้านจากกลุ่ม เช่น เพื่อนในกลุ่ม ล้อเลียน ว่าแต่งตัวแบบนี้เชยมาก เราจึงเปลี่ยนการแต่งตัวใหม่ ให้ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม

3. อิทธิพลเชิงการแสดงค่านิยม อิทธิพลนี้ เกิดขึ้นเมื่อบุคคล ยอมรับบรรทัดฐานหรือค่านิยม และนำมาเป็นแนวทางในการคิดและการกระทำของตนเอง โดยไม่ได้คิดว่าจะได้รางวัลหรือได้รับการลงโทษจากกลุ่ม เช่น เพื่อนๆ ในกลุ่มใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังที่ราคาแพง ตนเองเลยมีความเชื่อที่ว่า โทรศัพท์ยี่ห้อนี้ดี เพราะยอมรับความคิดหรือค่านิยมของกลุ่ม มาเป็นแนวทางสำหรับการคิดและการกระทำของตนเองแล้วนั่นเอง

นอกจากนี้ การที่เรายอมทำตามคนอื่น เวลาคนอื่นขอให้ทำอะไร แม้ว่าไม่อยากทำในตอนแรก แต่สุดท้ายเราก็ยอมทำตามที่คนอื่นร้องขอ การยอมทำตามจึงเป็นภาวะที่บุคคลยอมทำตามคำขอของบุคคลอื่น ซึ่งการศึกษาพบว่า การที่ยอมทำตามคนอื่น เพราะอีกฝ่ายหนึ่งใช้เทคนิคต่อไปนี้

1. เทคนิคการขอจากเล็กไปหาใหญ่ เทคนิคนี้ฝ่ายหนึ่งจะขอร้องเรา 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการขอเล็กๆ น้อยๆ ไม่เสียเวลามาก ไม่ต้องพยายามมาก ส่วนการขอร้องครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการขอร้องที่มากกว่า ใหญ่กว่า ต้องพยายามมากกว่า หรือบางครั้งต้องจ่ายเงินมากกว่าด้วย เช่น เมื่อเด็กเดินมาขายพวงมาลัย พวงละ 10 บาท เมื่อเราตัดสินใจซื้อ เด็กคนนั้นจะถามเราว่า 2 พวงเลยมั้ยครับพี่ ... นี่คือการขอจากสิ่งเล็กๆ ไปหาสิ่งที่ใหญ่กว่า ซึ่งการวิจัยพบว่า คนที่ตัดสินใจทำตามคำขอครั้งแรก มีโอกาสสูงมากที่จะตกลง และตามคำขอครั้งที่ 2 ด้วย ซึ่งมากกว่ากลุ่มที่ตัดสินใจไม่ทำตามคำขอร้องตั้งแต่ในครั้งแรก

2. เทคนิคการขอจากใหญ่มาหาเล็ก เทคนิคนี้ ครั้งแรกฝ่ายขอ จะเสนอคำขอร้องที่ใหญ่มาก จนถูกปฏิเสธ จากนั้นจึงขอสิ่งที่เล็กกว่า หรือ ลดสิ่งที่ขอลงมา จากการปฏิเสธก็จะกลายเป็นการยอมรับ เช่น ต้น ไปขอเงินแม่ “แม่ๆ ขอเงิน 5,000” แม่ตกใจและตอบว่า “ไม่ให้ ... จะเอาไปทำอะไรเยอะแยะ” ต้นเลยตอบว่า “พันเดียวก็ได้” จากตัวอย่างนี้ มีโอกาสสูงที่แม่จะตอบตกลงกับต้น มากกว่าการที่ต้นเดินไปขอเงินแม่เลย 1,000 บาท

3. เทคนิคได้คืบจะเอาศอก เป็นเทคนิคที่อีกฝ่าย ขอให้เราทำอย่างหนึ่ง หลังจากนั้น ก็เพิ่มเงื่อนไขทีหลัง ขณะที่เรากำลังทำ จะเป็นการขอให้ทำสิ่งที่เล็กๆ เหมือนการผูกมัดสัญญา (committing) ที่ยังทำไม่เสร็จ ก่อนที่จะขอให้ทำอะไรที่มากกว่านั้น เช่น ตาล ขอ ต้น ขอไปส่งซื้อของที่ตลาด เมื่อกำลังเดินทางไปตลาด ตาล ก็บอกต้น ว่า ไหนๆ ก็มาส่งตลาดละ เลยไปส่งที่บ้านเลยละกัน

4. เทคนิคการเอาเหยื่อมาล่อ คือ การนำสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจมาล่อ เพื่อให้ทำในสิ่งที่ต้องการ เช่น ต้น อยากให้ตาล ไปส่งซื้อขนมร้าน A จึงบอกตาล ว่า “ที่ร้าน A มีคนหน้าตาดีเยอะเลย ลองไปดูกันมั้ย” นี่ไงครับ... ต้นกำลังใช้เทคนิคเอาเหยื่อมาล่อ เหตุผลที่คนยอมทำตามคำขอร้องของผู้อื่นส่วนใหญ่ เป็นเพราะ แต่ละคนอยากจะทำอะไรคงเส้นคงวา อยากเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย จึงพยายามรักษามาตรฐานตนเองไว้ แม้บางครั้งจะไม่อยากทำแล้วก็ตาม สนุกดีนะครับ ...

การศึกษาเรื่องจิตวิทยากับพฤติกรรมของแต่ละคน เมื่อต้องอยู่กับคนอื่น... ลองเอาไปปรับใช้กันนะครับ แล้ว clip หน้าเราจะมาเรียนรู้กันต่อว่า ถ้าเราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น เราควรจะมีพฤติกรรมใดบ้าง ที่จะส่งเสริมการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

สวัสดีครับ เนื้อหาทั้งหมดนี้ก็คือคำบรรยายของคลิปวีดีโอนี้นะครับ เนื้อหาดีๆ นำมาฝากครับ จะนำคลิปวีดีโอ ดีๆ นำมาฝากเรื่อยๆ นะครับ อย่าลืมช่วยกันกดติดตามคลิปวีดีโอด้านบนด้วยนะครับ เพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าของคลิปครับผม