การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย


 

ประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงปฐมวัย เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อพัฒนาการของสมองในระยะยาว แม้ว่าพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพัฒนาการ แต่ประสบการณ์กลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้เซลล์ประสาท ในสมองส่วนต่างๆ ผสานเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่พัฒนาการด้านอารมณ์ ภาษา การเคลื่อนไหว การมองเห็น และความจำ หากสมองส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับการกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เซลล์ประสาทในส่วนนั้นๆ ก็จะผสานกันและเชื่อมโยงกับสมองส่วนอื่น ๆ ได้ดีขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่า synaptic pruning ลองจินตนาการว่าสมองเปรียบเสมือนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยมหานครแห่งการเคลื่อนไหว ภูเขาความทรงจำ และหมู่บ้านแห่งการมองเห็น เมื่อเวลาผ่านไป เมืองเหล่านี้ก็เติบโตขยับขยายออกไปจนเชื่อมต่อถึงกัน ถ้าเมืองใดเมืองหนึ่งไม่ถูกพัฒนา ก็อาจทำให้การสัญจรระหว่างเมืองต่างๆ มีปัญหา ไม่ต่างจากสมองที่อาจพัฒนาได้ไม่เต็มที่ และทำให้สารสื่อนำประสาทเดินทางติดขัด ในปี 1995 เบ็ตตี้ ฮาร์ทและท็อดด์ ริสลีย์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการเปิดรับภาษาของเด็ก โดยเฉลี่ยเด็กจากครอบครัวที่ฐานะขัดสน จะได้รับฟังคำศัพท์ราว 600 คำต่อชั่วโมง ในขณะที่เด็กจากครอบครัวที่มีฐานะ จะได้ฟังประมาณ 2,000 คำต่อชั่วโมง เมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบ ความแตกต่างของจำนวนคำจะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคำ นอกจากนั้นเด็กที่มาจากครอบครัวมีฐานะ ยังมักได้รับการกระตุ้นในแง่บวกมากกว่าอีกด้วย โดยเด็กจะถูกตำหนิเพียง 1 ครั้ง ในการชมทุกๆ 6 ครั้ง แต่เด็กจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน มีแนวโน้มที่จะถูกตำหนิมากกว่าถูกชมถึง 2 เท่า ซึ่งนี่อาจส่งผลกระทบต่อเด็กในระยะยาวได้ ในปี 1973 นักจิตวิทยาเดวิด ไวคาร์ทและทีมงาน ได้ทำการวิจัยโดยสุ่มแบ่งเด็กด้อยโอกาส 123 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกถูกส่งไปเรียน ที่โรงเรียนเตรียมอนุบาลชั้นนำแห่งหนึ่ง เป็นเวลา 2 ปี พวกเขาได้เรียนศิลปะ ฝึกการแก้ปัญหา และได้รับการดูแลการเอาใจใส่ ความรักและความเคารพเป็นอย่างดี ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร 40 ปีต่อมางานวิจัยชิ้นนี้ได้ถูกตีพิมพ์ และเผยแพร่สู่สาธารณะ ผลการวิจัยชี้ว่า เมื่อเด็กอายุ 5 ปี 67% ของเด็ก ที่ได้ไปเรียนในโรงเรียนเตรียมอนุบาล มีไอคิวสูงกว่า 90 และมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนต่อ เปรียบเทียบกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีเพียง 28% ที่มีความพร้อม เมื่อเด็กอายุได้ 14 ปี เด็กทั้งสองกลุ่มเริ่มมีพัฒนาการ ในระดับที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถึงอายุ 27 กลุ่มที่ได้เรียนเตรียมอนุบาล มีแนวโน้มที่จะมีบ้านเป็นของตนเองสูงกว่า และเมื่ออายุ 40 พวกเขาก็มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า และมีแนวโน้มที่จะเคยต้องโทษจำคุกน้อยกว่า นักวิจัยสรุปว่า การได้เรียนเตรียมอนุบาลเป็นระยะเวลา 2 ปี ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เด็กฉลาดขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างทักษะด้านสังคม ความกล้า และความมานะพยายาม ซึ่งเป็นลักษณะที่อาจส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จในชีวิต งบประมาณจำนวน 15,000 ดอลล่าร์ ที่ถูกใช้จ่ายไปกับเด็กกลุ่มนี้ ได้สร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในเวลาต่อมา โดยหลักมาจากอัตราการก่ออาชญากรรมที่ลดลง ซึ่งสามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ราว 195,000 ดอลล่าร์ ในปี 2006 นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล เจมส์ เฮคแมน ได้ตีพิมพ์ผลงาน ที่กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างในชื่อ Heckman Curve ที่แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทน จากการลงงบประมาณไปกับการศึกษา ซึ่งมักให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงปีแรกๆ รัฐบาลต่างๆ จึงเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ในประเทศเยอรมนี พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ในการเลี้ยงลูกเป็นจำนวนมาก พ่อแม่ในประเทศญี่ปุ่นสามารถลางานเพื่อไปเลี้ยงลูก โดยยังคงได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนถึง 1 ปีเต็ม ในขณะที่ประเทศฝรั่งเศส เด็กทุกคนจะได้สิทธิเรียนอนุบาลฟรี หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำหน้าที่นั้น จงจำไว้ว่า ทุกๆ นาทีที่คุณทุ่มเทไปกับการเคี่ยวเข็ญเด็ก คุณคือผู้กำหนดอนาคตของเขา ดังที่คำกล่าวหนึ่งของมหาวิทยาลัยมิชิแกนได้กล่าวไว้ว่า “มื้อค่ำธรรมดาๆ หนึ่งมื้อ อาจจะเป็นตัวกำหนดผลการเรียน ที่ดีกว่าการทำการบ้านเสียอีก”

 

เนื้อหาด้านบน นำมาจากคำบรรยายของคลิป Youtube นะครับ ถ้าชอบก็อย่าลืมกดตามด้วยครับผม