โรคเอดส์สามารถรักษาให้หายขาด และมียารักษาได้ จริงหรือไม่? (มีคลิป)



มีกระแสว่าปัจจุบันโรคเอดส์สามารถรักษาให้หายขาด และพบผู้ป่วยที่หายจากโรคเอดส์แล้ว รวมทั้งมียาที่สามารถรับประทานก่อนเพื่อป้องกันโรคเอดส์เมื่อเราทราบว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง รวมทั้งเมื่อเสี่ยงมาแล้วก็มียาป้องกันหรือยาต้านเอดส์ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร

ตั้งแต่ทำการศึกษาวิจัยมา มีอยู่แค่ 1 คนเท่านั้นในโลกนะคะ ที่มีการรายงานและพิสูจน์ได้จริงว่า หายขาดจากการติดเชื้อ HIV ซึ่งคนนี้เป็นขาวต่างชาติ เขาติดเชื้อ HIV แล้วเขาก็เป็นมะเร็งเม็ดเลือดด้วย เขาก็เลยได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก 2 รอบนะคะ การปลูกถ่ายไขกระดูก รักษาได้ทั้ง 2 โรค รักษาทั้งมะเร็งที่เขาเป็นอยู่ แล้วก็รักษาการติดเชื้อ HIV ด้วย เพราะว่าปัจจุบันนี้ก็มีผู้วิจัยหลายๆ คน ที่พยายามจะเลียนแบบ คือพยายามปลูกถ่ายไขกระดูก ในคนที่ติดเชื้อ HIV เพื่อหวังว่าจะหายขาด แล้วก็ไม่ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต แต่ว่าขั้นตอนการทดลองนี้ ยังอยู่ในการวิจัยอยู่ แล้วก็ยังไม่มีคนไข้คนไหน นอกจากคนนี้เลย ที่มีการรายงานว่าหายขาดจากโรคนี้ ก็คงต้องติดตามผลการวิจัยต่อไปว่า ในอนาคตเราจะทำการปลูกถ่ายไขกระดูก แล้วสามารถทำให้หายขาด จากการติดเชื้อ HIV ได้หรือเปล่า

มีจริงค่ะ ก็คือการใช้ยาต้านไวรัส มาหยุดยั้งการแพร่กระจาย หรือการติดต่อของเชื้อเอดส์ หรือโรคเอดส์ ซึ่งอาจจะแบ่งเป็น 2 คำ เราอาจจะได้ยินคำว่า เพรป ก็คือ PrEP กับ เพป ก็คือ PEP นะคะ โดยที่เพรป ก็คือ PrEP นี่ เป็นการใช้ยาต้าน HIV เพื่อป้องกันก่อน ที่เราจะไปรับเชื้อมา ก่อนที่จะไปเที่ยวนะคะ ก็ก่อนที่เราจะมีความเสี่ยงนะคะ สำหรับเพป หรือ PEP ก็คือการใช้ยาต้าน HIV หรือยาต้านไวรัสเอดส์ สำหรับคนที่รับเชื้อ หรือคิดว่าตัวเองเสี่ยงมาแล้ว เช่น ไปเที่ยวมาแล้ว แต่กลัวว่าเราจะติดเชื้อ HIV หรือเปล่า ก็มากินยา เพื่อป้องกันเหตุการณ์นั้น ที่เราคิดว่าอาจจะมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ HIV

เงื่อนไขของการกินยานี้ก็คือ หนึ่ง เราต้องยังไม่ติดเชื้อ HIV ถูกไหมคะ อันที่สองคือ เรามีความเสี่ยงไหม เช่น ความเสี่ยง ได้แก่ ตอนมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน เป็นกลุ่มชายรักชาย มีคู่นอนหลายคน หรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรืออาจจะมีคู่ที่มีผลเลือดต่าง ก็คือเรายังไม่ติดเชื้อ HIV อาจจะมีคู่ที่ติดเชื้อ HIV อยู่ แล้วคู่นั้นอาจจะยังไม่ได้ รับประทานยาต้านไวรัส หรือยังไม่ได้เข้าสู่การรักษา เพราะฉะนั้น เรามีสิทธิ์ ที่จะติดเชื้อ HIV มาได้ อันนี้ก็เกณฑ์ที่เราพิจารณาว่า จะได้รับ PrEP เพื่อป้องกัน การติดเชื้อ HIV

ค่ะ ก็ถามว่าถ้าเราไปเที่ยว โดยที่ใช้ยานี้อย่างเดียว หรือกินยา PrEP อย่างเดียว เราจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ไหมนะคะ คือถ้าในส่วนของการติดเชื้อ HIV นี่ จะเห็นว่าจากการศึกษาเอง มันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จากการศึกษาพบว่า PrEP ที่ใช้ในกลุ่มชายรักชายนะคะ สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ ร้อยละ 40 กว่า จนกระทั่งถึงร้อยละ 80 กว่า ส่วนในกลุ่มที่เป็นชายหญิง ที่มีคู่ผลเลือดต่าง ก็สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ ประมาณร้อยละ 60-70 แต่สำหรับการศึกษาทั้งหมดนี้ เป็นการใช้ยา PrEP ร่วมกับการใส่ถุงยางอนามัย ไม่ใช่ว่าเรากินแต่ยาอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าการกินยา PrEP อย่างไรก็แนะนำว่า จะต้องใช้ควบคู่กับการใช้ถุงยางอนามัยด้วย

หลักการรักษาของโรคนี้ก็คือ เราต้องรับประทานยาต้าน HIV หรือยาต้านเอดส์ ไปตลอดชีวิตนะคะ อันนี้คือข้อมูล ที่เรามีอยู่ตอนนี้นะคะ แต่ในอนาคต เราอาจจะมีการหยุดยาได้ก็ได้ อันนี้เรายังไม่ทราบ แต่ถามว่า มีคนที่พูดว่า เราหายแล้ว หยุดยาต้านได้ ถามว่าโดยหลักการแล้ว ยาที่เรารับประทานเข้าไป มันจะแค่ยับยั้ง การแบ่งตัวของไวรัสเฉยๆ เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้ว ถ้าเราหยุดยาต้านไวรัส เชื้อจะแบ่งตัวกลับมาอีก เราถึงแนะนำว่า ให้รับประทานยาตลอดชีวิต

เรื่องอาหารเสริมกับภูมิคุ้มกัน เนื่องจากว่าเรารู้ว่า การติดเชื้อ HIV จะทำให้ภูมิคุ้มกัน หรือที่เราเรียกว่า CD4 ตกลงนะคะ แต่หลังจากที่เรารักษา ด้วยยาต้าน HIV แล้ว จะทำให้ CD4 เพิ่มขึ้น หรือภูมิต้านทานเราเพิ่มขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้น การที่จะทำให้ CD4 เพิ่มขึ้น ก็คือมีอยู่ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ ยาต้านไวรัส ที่เราต้องรับประทานต่อเนื่อง เพื่อจะรักษา CD4 หรือภูมิคุ้มกันเราให้แข็งแรง อีกอันหนึ่งที่แนะนำก็คือ เรื่องของการปฏิบัติตัวทั่วๆ ไป เช่น การออกกำลังกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่สุก สะอาด มีประโยชน์ อันนี้ก็คือเหมือนเราปฏิบัติตัวทั่วๆ ไป อันนี้ก็ไม่เจ็บป่วยบ่อยๆ ก็ทำให้ CD4 เราไม่ตกลงนะคะ เพราะฉะนั้น 2 ส่วนนี้คือส่วนหลักๆ ที่ทำให้เราสามารถรักษาระดับ CD4 หรือภูมิต้านทานไว้นะคะ ส่วนในเรื่องของอาหารเสริม จะเพิ่มภูมิต้านทานไหม อันนี้ก็คือไม่แนะนำ ถ้าเรารักษาร่างกายเราดีนะคะ รับประทานยาสม่ำเสมอแล้ว CD4 เราก็จะอยู่ในระดับที่สูง แล้วร่างกายเราก็แข็งแรง เพราะฉะนั้น อาหารเสริมไม่แนะนำ แล้วก็ไม่จำเป็น

สำหรับประเทศไทยแล้ว สถานการณ์เอดส์เมื่อปีที่แล้ว คาดว่ามีผู้ติดเชื้อ HIV อยู่ประมาณ 420,000 กว่าราย แล้วก็เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ ประมาณ 6,000 กว่าราย 6,000 กว่าราย คิดโดยเฉลี่ย ก็ประมาณ 17 รายต่อวัน ก็ถือว่ายังเป็นเลขที่ค่อนข้างสูง แล้วก็ในปัจจุบันที่ เราดูแลรักษาคนไข้ ก็พบว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ ก็จะมีอายุที่น้อยลง เช่น วันรุ่น ที่เราเจอนะคะ หรือนักเรียนมัธยมที่เราเจอเยอะขึ้น มีการศึกษาที่พบว่า มีเด็กที่มีเพศสัมพันธ์ อายุน้อยลงเรื่อยๆ นะคะ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ส่วนหนึ่งก็คือ เด็กเองอาจจะยังไม่ทราบ หรือยังไม่มีความรู้ที่ดีพอ ในเรื่องของตัวโรค การติดเชื้อ HIV เอง รวมถึงการป้องกัน หรือน่าจะหมดยุคที่มีการอาย หรือพ่อแม่อายที่จะคุยเรื่องนี้กับลูก หรือลูกอายเองที่จะคุยกับพ่อแม่ เพราะฉะนั้นก็คือ เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการป้องกัน เรื่องของการตืดเอดส์ หรือติดเชื้อ HIV ก็ควรจะเป็นสิ่งที่คุยกันในบ้าน แล้วก็ให้คำแนะนำด้วยนะคะ