แนวคิดทางจิตวิทยากับแรงจูงใจ (Motivation Theories)



 

เคยสงสัยกันไหมคะว่า เพราะอะไรเราถึงทำพฤติกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการตื่นไปทำงานแต่เช้าตรู่ การที่นักศึกษาขะมักเขม้นกับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ หรือแม้กระทั่งการที่เรายอมทำบางอย่างทั้งๆที่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ผิด เราจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะมีสิ่งที่เป็นแรงผลักดันหรือแรงกระตุ้นภายใน ที่ทำให้เราแสดงพฤติกรรมอย่างมีเป้าหมายหรือมีทิศทางเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

สิ่งนี้เราเรียกว่า แรงจูงใจ (Motivation)

ลักษณะของแรงจูงใจ หลักๆแล้วแรงจูงใจจะมีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกันคือ

แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motives) และแรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motives)

แรงจูงใจภายในจะเป็นสิ่งผลักดันจากภายในตัวบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิด ความสนใจ ความตั้งใจ ความพอใจ ความต้องการ การตั้งเป้าหมาย เป็นต้น ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมค่อนข้างถาวร ส่วนแรงจูงใจภายนอก เป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม อาจจะเป็นการได้รับของรางวัล คำชม คำยกย่อง เกียรติยศชื่อเสียง ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ไม่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่คงทนถาวร

เราจะเห็นได้ว่าแรงจูงใจนั้นไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์มีความซับซ้อน แรงจูงใจแบบเดียวกันอาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต่างกันได้ หรือแรงจูงใจต่างกันอาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่เหมือนกันก็ได้ค่ะ

ต่อไปเราจะมาพูดถึง แนวคิดทางจิตวิทยากับแรงจูงใจ (Motivation Theories) จริง ๆ แล้ว แนวคิดทางด้านจิตวิทยาที่เกี่ยวกับแรงจูงใจนั้น มีหลายทฤษฎี แต่ในที่นี้จะยกทฤษฎีของ Abraham Maslow, B.F Skinner และ Ivan Pavlov มาอธิบายเพื่อให้เข้าใจในเรื่องของแรงจูงใจมากยิ่งขึ้น Abraham Maslow Maslow เป็นนักจิตวิทยาที่กล่าวว่า มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอและไม่มีที่สิ้นสุด ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองจะเป็นแรงจูงใจในการเกิดพฤติกรรม ซึ่งความต้องการของมนุษย์มี 5 ลำดับขั้น หรือที่เรียกว่า Hierarchy of Needs โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ความต้องการที่ขาดแคลน (deficiency needs) และ ความต้องการเจริญงอกงาม (Growth needs) ค่ะ

ดังในภาพเราจะเห็นได้ว่าจะมีตั้งแต่ฐานไปจนถึงยอดสูงสุด นั่นคือ

1. ความต้องการพื้นฐานทางกายภาพและชีวภาพ (Physiologicalneed) คือ ความต้องการเบื้องต้นเพื่อความอยู่รอด เช่น อากาศ น้ำ อาหาร หรือการนอนหลับพักผ่อน เป็นต้น

2. ความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคง (Safetyneeds) ความต้องการนี้จะได้รับการตอบสนองก็ต่อเมื่อบุคคลรู้สึกว่าปลอดภัยต่อสิ่งอันตราย ที่มีต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น การอยู่ในสังคมที่มีกฎหมาย การซื้อประกันสุขภาพ เป็นต้น

3. ความต้องการด้านสัมพันธภาพ (Love and Belongingness) คือต้องการเพื่อน ต้องการคนรัก ต้องการเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น และไม่ต้องการอยู่เพียงลำพัง

4. ความต้องการคุณค่าของตัวตน (Esteem & Ego needs) คือความต้องการเคารพตัวเอง การพบคุณค่าแห่งตนเองและผู้อื่น และต้องการการยกย่องและเป็นที่ยอมรับ

ขั้นสุดท้าย ขั้นที่ 5. ความต้องการประจักษ์แจ้งแห่งตน (Self-actualization) เป็นความต้องการพัฒนาศักยภาพของตัวเองที่เป็นเอกลักษณ์ของตนให้ถึงขีดสุด

กล่าวโดยสรุป การเข้าใจในทฤษฎีของมาสโลว์จะทำให้เราได้ทราบถึงพื้นฐานของแรงจูงใจ ที่มาจากความต้องการที่ต้องการเติมเต็มและการเจริญเติบโตของมนุษย์ B.F Skinner เป็นนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม เขาเชื่อว่าเราจะเข้าใจและสามารถควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้เงื่อนไขของการเสริมแรง โดยได้คิดค้นทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบ operant conditioning เขากล่าวว่า

"บุคคลจะแสดงพฤติกรรมเช่นไรขึ้นอยู่กับผลของการกระทำในอดีต"

ซึ่งได้แบ่งผลลัพธ์ออกมา 2 เงื่อนไขคือ การเสริมแรง และการลงโทษ ไปชมตัวอย่างสถานการณ์กันค่ะ

จำลองเหตุการณ์ที่ 1 การเสริมแรงทางบวก (Positive reinforcement) คือการให้สิ่งเร้าที่พึงพอใจ แล้วทำให้เกิดพฤติกรรมเพิ่มขึ้น ตัวอย่าง แม่อยากให้เด็กชายบอยทำการบ้านให้เสร็จ แม่จึงอนุญาติให้เด็กชายบอยเล่นฟุตบอลที่เด็กชายบอยชอบทุกครั้งหลังจากทำการบ้านเสร็จ ทำให้เด็กชายบอยตั้งใจทำการบ้านจนเสร็จทุกครั้ง

จำลองเหตุการณ์ที่ 2 การเสริมแรงทางลบ (Negative reinforcement) คือการนำสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจออกไป แล้วทำให้เกิดพฤติกรรมเพิ่มขึ้น ตัวอย่าง แม่อยากให้เด็กชายบอยทำการบ้านจนเสร็จ แม่จึงบอกเด็กชายบอยว่าถ้าทำการบ้านเสร็จแม่จะไม่บ่นเรื่องที่เด็กชายบอยชอบเล่นเกม ทำให้เด็กชายบอยตั้งใจทำการบ้านเพราะไม่อยากถูกแม่บ่น

จำลองเหตุการณ์ที่ 3 การลงโทษ (Punishment) คือการให้สิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจ แล้วทำให้พฤติกรรมลดลง

ตัวอย่าง แม่อยากให้เด็กชายบอยทำการบ้านจนเสร็จ เมื่อเด็กชายบอยเล่นฟุตบอลและไม่ทำการบ้าน แม่จึงลงโทษเด็กชายบอยที่ไม่ทำการบ้าน

Ivan Pavlov พาฟลอฟเป็นนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย กลุ่มพฤติกรรมนิยม โดยเขาได้ทำการศึกษาพฤติกรรมที่ตอบสนองอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า reflex and respondent behavior โดยเราสามารถสอนให้เกิดพฤติกรรมเฉพาะอย่าง โดยอาศัยการกระทำซ้ำหรือการวางเงื่อนไข ซึ่งการวางเงื่อนไขก็คือการตอบสนองโดยอัตโนมัติต่อสถานการณ์ที่สร้างขึ้นอย่างช้าๆ โดยพาฟลอฟได้ทำการทดลองกับสุนัขในห้องทดลองดังต่อไปนี้

ก่อนการวางเงื่อนไข พาฟลอฟได้นำเอาอาหารมาให้สุนัข อาหารในที่นี้คือ unconditioned stimulus หรือสิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข สุนัขมีการตอบสนองอัตโนมัติต่ออาหารคือน้ำลายไหล หรือที่เรียกว่า การตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข unconditioned response

ต่อมา พาฟลอฟได้นำเอากระดิ่งมาสั่นให้สุนัขฟัง สุนัขไม่มีการตอบสนองอัตโนมัติต่อกระดิ่ง ในที่นี้กระดิ่งจึงเป็นสิ่งเร้ากลางหรือเรียกว่า neutral stimulus ขั้นวางเงื่อนไข

ผู้ทดสอบได้นำเอาอาหารกับกระดิ่งมาควบคู่กัน หลาย ๆ ครั้ง ในขั้นนี้สุนัขเริ่มเริ่มเกิดการเรียนรู้ในการตอบสนองต่อเสียงกระดิ่ง ต่อมาหลังจากการวางเงื่อนไข เมื่อสุนัขได้ยินเสียงกระดิ่งเพียงอย่างเดียว ไม่ตามด้วยอาหาร น้ำลายก็ไหลทันที ในที่นี้เสียงกระดิ่งเรียกว่าสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (conditioned stimulus) และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขนี้ เรียกว่า (conditioned response)

 

สวัสดีครับ เนื้อหาทั้งหมดนี้ก็คือคำบรรยายของคลิปวีดีโอนี้นะครับ เนื้อหาดีๆ นำมาฝากครับ จะนำคลิปวีดีโอ ดีๆ นำมาฝากเรื่อยๆ นะครับ อย่าลืมช่วยกันกดติดตามคลิปวีดีโอด้านบนด้วยนะครับ เพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าของคลิปครับผม