แนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านทางห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ



 

ห่วงโซ่คุณค่า หรือ Value Chain Model ซึ่งสิ่งที่จะได้เรียนรู้ในเรื่องนี้ 2 ข้อ ดังนี้

1. แนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านทางห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ
2. ความเชื่อมโยงของหน้าที่ทางธุรกิจผ่านห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ

โดยจะพูดถึงแนวคิด การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านทางห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ และความเชื่อมโยงของหน้าที่ทางธุรกิจ ผ่านห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ โดยเนื้อหาของเรื่องนี้ ประกอบด้วย
1. แนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านทางห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ
2. ความเชื่อมโยงของหน้าที่ทางธุรกิจ ผ่านห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ

เรามาเข้าสู่บทเรียนกันดีกว่า

โมเดลห่วงโซ่คุณค่า หรือ Value Chain Model ที่นำเสนอโดย Michael E. Porter เป็นตัวแบบที่มองว่า ธุรกิจ เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์คุณค่าอย่างต่อเนื่อง และสัมพันธ์กันเหมือนกับลูกโซ่ ซึ่งแต่ละกิจกรรมในกระบวนการธุรกิจ ตั้งแต่การนำเข้าวัตถุดิบ จนกระทั่งผลิตสำเร็จ กลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ก่อนจะส่งมอบไปยังลูกค้า แนวคิดโมเดลห่วงโซ่คุณค่า หรือ Value Chain Model นั้น ให้ความสำคัญกับ กิจกรรม หรือ Activities ในการดำเนินธุรกิจเพื่อวิเคราะห์ว่า องค์กรจะสามารถเพิ่มคุณค่าในกระบวนการใดได้บ้าง ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณค่าโดยรวมให้กับองค์กร หรือ Firm Value โดยตัวแบบห่วงโซ่คุณค่านี้ ได้แบ่งกิจกรรมในองค์กรธุรกิจ เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือ กิจกรรมหลัก หรือ Primary Activities
กลุ่มที่ 2 คือ กิจกรรมสนับสนุน หรือ Support Activities

ซึ่งแต่ละกลุ่มมีรายละเอียดดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือ กิจกรรมหลัก หรือ Primary Activities ได้แก่ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับการผลิตสินค้าหรือบริการ หรือ Production และการกระจายสินค้าหรือบริการ หรือ Distribution ไปสู่ลูกค้าหรือผู้บริโภค ที่สามารถสร้างคุณค่า หรือ Create Value ให้กับลูกค้าได้ ซึ่งกิจกรรมหลัก หรือ Primary Activities ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยๆ คือ 1. โลจิสติกส์ขาเข้า (Inbound Logistics) 2. การดำเนินงาน (Operations) 3. โลจิสติกส์ขาออก (Outbound Logistics) 4. การขายและการตลาด (Sales and Marketing) 5. บริการ (Service) โดยแต่ละกิจกรรมย่อยมีรายละเอียดดังนี้

1. โลจิสติกส์ขาเข้า หรือ Inbound Logistics ได้แก่ การรับและจัดเก็บวัตถุดิบ เพื่อขนส่งไปยังฝ่ายการผลิต เช่น การตรวจรับวัตถุดิบที่นำมาผลิตสินค้า การรับสินค้ามาเพื่อนำไปเก็บในสต็อกสำหรับรอจำหน่าย รวมทั้งการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบ หรือสินค้าที่สั่งซื้อนั้นด้วย

2. การดำเนินงาน หรือ Operation ได้แก่ การแปลงวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการจัดเตรียมสินค้าเพื่อนำไปจำหน่าย หรือการควบคุมคุณภาพในการผลิตและจำหน่าย

3. โลจิสติกส์ขาออก หรือ Outbound Logistics ได้แก่ การจัดเก็บและการกระจายสินค้าสำเร็จรูป ไปยังลูกค้าหรือตัวแทนจำหน่าย เช่น การจัดการศูนย์กระจายสินค้าของร้านค้าต่างๆ การควบคุมการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า และการเตรียมการสำหรับการขนส่งสินค้าให้ลูกค้า

4. การขายและการตลาด หรือ Sales and Marketing ได้แก่ กิจกรรมการตลาดและการขายสินค้า เช่น การทำแคมเปญการจำหน่ายสินค้า การจัดโปรโมชั่นต่างๆ การติดต่อของลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ หรือการให้ข้อมูลกับลูกค้าเกี่ยวกับสินค้าและบริการ

5. บริการ หรือ Service ได้แก่ การบำรุงรักษาและการรับคืนสินค้าและบริการ เช่น การรับประกันสินค้า การรับคืนสินค้า การซ่อมแซมสินค้าหลังการขาย หรือการติดตามความพึงพอใจของลูกค้าหลังการขาย

กลุ่มที่ 2 คือ กิจกรรมสนับสนุน หรือ Support Activities ได้แก่กิจกรรมที่ทำให้การดำเนินการ ของกิจกรรมหลักเป็นไปด้วยดี ซึ่งกิจกรรมสนับสนุน หรือ Support Activities ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยๆ คือ

1. การบริหารและการจัดการ หรือ Administration and Management

2. ทรัพยากรมนุษย์ หรือ Human Resources

3. เทคโนโลยี หรือ Technology

4. การจัดซื้อจัดหา หรือ Procurement โดยแต่ละกิจกรรมย่อยมีรายละเอียดดังนี้

1. การบริหารและการจัดการ หรือ Administration and Management ได้แก่ การบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งรวมทั้งงานเลขานุการ งานการเงิน และงานบัญชี

2. ทรัพยากรมนุษย์ หรือ Human Resources ได้แก่ การจัดการด้านบุคลากร หรือทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งรวมทั้งงานการสรรหา การจ้างงาน การฝึกอบรมพนักงาน และการประเมินผลการทำงาน

3. เทคโนโลยี ได้แก่ การสรรหาเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิต และกระบวนการทำงานภายในองค์กร ทั้งเทคโนโลยีการผลิต และเทคโนยีสารสนเทศ รวมทั้งเรื่องการวิจัยและพัฒนา

4. การจัดซื้อจัดหา หรือ Procurement ได้แก่ การจัดซื้อจัดหาทรัพยากรต่างๆ มาใช้ในองค์กร ซึ่งรวมทั้งการจัดซื้อวัตถุดิบ เพื่อมาผลิตสินค้าหรือบริการ การจัดซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายต่อ และการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในองค์กร สำหรับการจัดซื้อวัตถุดิบและสินค้า รวมทั้งการจัดซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายต่อนั้น กระบวนการทั้งสองเรื่องนี้ จะเชื่อมโยงกับกระบวนการหลัก ในกระบวนการโลจิสติกส์ขาเข้าด้วย เมื่อพิจารณากิจกรรมต่างๆ ในตัวแบบห่วงโซ่คุณค่าแล้ว

องค์กรก็ต้องมาพิจารณาว่าจะนำระบบ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศอะไร มาช่วยสนับสนุนกิจกรรมใดบ้าง โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กร ซึ่งการจะเพิ่มคุณค่าให้องค์กรธุรกิจได้นั้น เป้าหมายสำคัญก็คือ การลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย และการเพิ่มรายได้ โดยเน้นไปที่กระบวนการทำงาน ที่มีประสิทธิภาพหรือ Operational Efficiency และการปรับปรุงความสัมพันธ์หรือความใกล้ชิด ระหว่างองค์กรธุรกิจกับลูกค้า และผู้ขายปัจจัยการผลิต หรือ Improve Customer and Supplier Intimacy ซึ่งทั้ง 2 เป้าหมายนี้ สามารถสนับสนุนกลยุทธ์การแข่งขันให้กับองค์กรได้ ตัวอย่างได้แก่ การที่ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ต่างๆ เช่น แม็คโคร เทสโก้โลตัส หรือบิ๊กซี สามารถลดต้นทุนในการสั่งซื้อ และการจัดการสต๊อกได้ จนทำให้ธุรกิจขายสินค้าได้ในราคาที่ถูกกว่าแหล่งอื่น นับเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า และตอบสนองกลยุทธ์การแข่งขัน ในด้านการเป็นผู้นำราคาได้ด้วย การใช้ระบบการสั่งซื้อออนไลน์ของบิ๊กซี เป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า และเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับ บริการของบิ๊กซีในสายตาของลูกค้า รวมทั้งยังสนับสนุนกลยุทธ์ Lock in customers ด้วย ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า โมเดลห่วงโซ่คุณค่า จะเน้นไปที่การวิเคราะห์กระบวนการ ทำงานภายในองค์กรเป็นหลัก เพื่อจุดมุ่งหมายในการเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กร โดยมีเป้าหมายว่าลูกค้าได้รับประโยชน์จากคุณค่านั้น และระบบสารสนเทศก็สามารถช่วยองค์กร ในการเพิ่มคุณค่าได้

จากการปรับปรุงกระบวนการทำงานในแต่ละกิจกรรม ของห่วงโซ่คุณค่าตามที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้ว อย่างไรก็ตาม องค์กรธุรกิจไม่ควรมุ่งเน้น การพัฒนากระบวนการทำงาน ภายในองค์กรเท่านั้น แต่ต้องพยายามให้ระบบสารสนเทศสามารถเชื่อมโยง และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และผู้ขายปัจจัยการผลิตด้วย โดยอาศัยแนวคิดในด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Management (SCM) และการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ Customer Relationship Management (CRM) มาร่วมด้วย Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทาน คือ เครือข่ายขององค์กรและ กระบวนการธุรกิจเพื่อการจัดหาวัตถุดิบ การแปลงวัตถุดิบให้เป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าสำเร็จรูป และการกระจายสินค้าเหล่านั้นไปยังลูกค้า จึงต้องเชื่อมโยง ผู้ขายปัจจัยการผลิต โรงงานผลิต ศูนย์กระจายสินค้า ร้านค้าปลีกและลูกค้า ในการนำสินค้าหรือบริการ จากต้นน้ำ หรือ Upstream ไปยังปลายน้ำ หรือ Downstream ซึ่งการกระทำดังกล่าว ก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของสารสนเทศ และการจ่ายเงินในห่วงโซ่อุปทานทั้งไปและกลับ ตัวอย่างเช่น บิ๊กซี มีการนำผักสดมาขาย คือผู้ค้าปลีกผัก ก็ต้องสั่งซื้อผักจากผู้ค้าส่ง ซึ่งได้ผักมาจากผู้ขายผัก ที่นำผักสดมาจากผู้ปลูกผัก เป็นการเชื่อมโยงกัน ต่อๆ กันเป็นลูกโซ่ ตามสายการผลิตและจำหน่าย ที่เรียกว่าโซ่อุปทานนั่นเอง โดยมีต้นน้ำคือ ผู้ปลูกผัก และปลายน้ำคือ บิ๊กซี รวมทั้งการจ่ายเงินในห่วงโซ่อุปทาน จากปลายน้ำกลับมายังต้นน้ำด้วย SCM หรือ Supply Chain Management คือระบบที่สนับสนุนขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ การผลิต การควบคุมคงคลัง การวางแผนงาน และการขนส่ง รวมทั้งการปรับปรุง ด้านการตัดสินใจ (Decision Making) การพยากรณ์ (Forecasting) การหาความเหมาะสม (Optimization) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง ประสิทธิภาพ หรือ Efficiency และประสิทธิผล หรือ Effectiveness ของการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น การสั่งซื้อควรจะทำเมื่อไหร่ เพื่อให้สินค้าเดินทาง จากต้นทางมาสู่ปลายทางที่ผู้บริโภค ในเวลาที่ต้องการ และมีต้นทุนในการดำเนินการต่ำที่สุด คือ การสร้างสมดุลระหว่าง ประสิทธิผลในการมีสินค้า ที่ลูกค้าต้องการ ในเวลาที่ต้องการ กับประสิทธิภาพ ในการมีต้นทุนการดำเนินการที่ต่ำที่สุด ในส่วนของการเชื่อมโยงระหว่างห่วงโซ่คุณค่า กับการจัดการในห่วงโซ่อุปทาน ก็คือ การเชื่อมโยงในส่วนของ กิจกรรมการจัดซื้อจัดหา หรือ Procurement และกิจกรรมโลจิสติกส์ขาเข้า หรือ Inbound Logistics ของห่วงโซ่คุณค่า ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ขายปัจจัยการผลิต ที่อยู่ในส่วนต่างๆของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การดำเนินการจัดซื้อวัตถุดิบ หรือสินค้าของธุรกิจ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

กล่าวคือ สามารถจัดซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม ตามคุณภาพที่กำหนด และมีสินค้าตามเวลาที่ลูกค้าต้องการ การจะกล่าวถึงการเชื่อมโยง ของห่วงโซ่คุณค่ากับ CRM นั้น เราควรทำความเข้าใจกับคำว่า CRM กันก่อนนะคะ CRM คือ ระบบที่ให้ภาพรวมของลูกค้า เพื่อการสร้างผลกำไรให้กับบริษัท โดยการพัฒนากลยุทธ์ในด้านการแบ่งส่วนตลาด เพื่อตอบสนองแต่ละส่วนของตลาด รวมทั้งการจัดการลูกค้า เพื่อให้ได้รับคุณค่าที่เหมาะสมในระยะยาว ระบบ CRM จึงไม่เพียงแต่เป็นซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้าง และรักษากระบวนการ และขั้นตอนสนับสนุนความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วย การให้ความสำคัญกับการสารสนเทศ ที่ปลายทางของห่วงโซ่อุปทาน หรือสารสนเทศในส่วนที่เกี่ยวกับลูกค้า สำหรับการเชื่อมโยงของห่วงโซ่คุณค่ากับ CRM นั้น ก็คือการเชื่อมโยงในด้านของปลายน้ำ ได้แก่ การเชื่อมโยงกิจกรรมการตลาดและการขาย หรือ Marketing & Sales และการให้บริการหลังการขาย หรือ Service ในห่วงโซ่คุณค่า กับกระบวนการต่างๆ ที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ตัวอย่างเช่น ระบบสมาชิกของซุปเปอร์เซ็นเตอร์ อย่างบิ๊กซี เทสโกโลตัส ที่จะให้ส่วนลดพิเศษกับการซื้อสินค้าบางชนิด เฉพาะกับลูกค้าคนนั้นๆ ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลการซื้อสินค้า ในรอบเดือนที่ผ่านมาของลูกค้าที่เป็นสมาชิก หรือ การส่ง SMS มาให้ส่วนลดเฉพาะกับสมาชิกคนนั้นๆ ให้ไปซื้อสินค้าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยระบบจะนำข้อมูลการซื้อสินค้าของสมาชิก ในรอบเดือนที่ผ่านมา เพื่อศึกษาว่าลูกค้าที่เป็นสมาชิก มีการซื้อสินค้าใดบ่อยๆ หรือซื้อจำนวนมาก เพื่อนำมากำหนดลักษณะของคูปองส่วนลด ที่ลูกค้าคนนั้นๆ ควรได้

 

สำหรับเรื่องของแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านทางห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจก็จบลงเพียงเท่านี้นะจ๊ะ เนื้อหาเยอะพอสมควรถ้าอ่านเหมื่อยก็ดูที่วีดีโอกันได้เลยนะ ยังไงก็ช่วยกันไลค์ ช่วยกันแชร์ และช่วยกันติดตามกันเยอะนะจ๊ะ แค่นี้ก็มีกำลังใจมาแล้วจ๊ะ