เราสามารถชะลอความเสื่อมของดวงตาได้ยังไงบ้าง (มาชมคลิปกัน)



เมื่อเราอายุมากขึ้น อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเรา กลับเสื่อมถอยลง ไม่เว้นแม้กระทั่งดวงตา บางโรครุนแรงมาก ถึงขนาดทำให้ตาบอดได้เลย ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง จึงมีความสำคัญมาก

โรคตาที่มักพบในคนสูงอายุ ได้แก่สายตายาว ตาแห้ง ต้อกระจก และต้อหินค่ะ

สายตายาว เกิดขึ้นได้กับผู้สูงอายุ ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปทุกคน โดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

สายตายาว เกิดมาจากกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ แล้วก็เส้นใยที่อยู่รอบ ๆ เลนส์ตานั้น เสื่อมสภาพแล้วก็หย่อนยานลง ให้ทำความสามารถในการที่จะป่องเลนส์ เพื่อที่จะมองใกล้ทำได้ไม่ดีเท่าเดิม

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรามีสายตายาวแล้ว ก็เมื่อเรามองตัวหนังสือ ในระยะ 30-40 เซนติเมตร แล้วรู้สึกว่าเราต้องเพ่ง หรือมองไม่ชัด

เมื่อเราเริ่มรู้ตัว ว่าเราเริ่มสายตายาวแล้ว เราควรจะไปตัดแว่นค่ะ การใส่แว่นมีความสำคัญมาก เพราะทำให้เราไม่ต้องเพ่ง ทำให้เราไม่ปวดตา และการเปลี่ยนแว่นทุก ๆ 2 ปี ควรจะทำ เนื่องจากสายตาเรา จะยาวขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ ถ้าเกิดเราไม่ตัดแว่น แล้วเราพยายามเพ่งไปเรื่อย ๆ นั้น ทำให้เรามองไม่เห็นด้วย แล้วก็ยิ่งปวดตา ปวดศีรษะมากขึ้นด้วยค่ะ

โรคตาแห้ง เป็นโรคที่เกิดกับผู้สูงอายุเกือบทุกคน โดยเฉพาะคนที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากฮอร์โมนเพศมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผิวแห้ง ทำให้ต่อมไขมันที่อยู่ขอบตาแห้งไปด้วย ทำให้การสร้างน้ำมันไม่ดีเท่าที่ควร

อาการของตาแห้ง ก็ได้แก่... เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล ตามัวแล้วก็ใช้สายตาได้ไม่นานเท่าเดิมค่ะ วิธีดูแลและป้องกัน โรคตาแห้งก็คือ... 1.ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่มีลมเป่า เพราะว่าลมจะทำให้น้ำตาแห้ง และนอกจากนี้ก็ทำให้น้ำมัน ที่อยู่ที่ต่อมไขมัน ใต้ขอบตาเรานั้น เหนียวมากขึ้นด้วย สิ่งแวดล้อมที่มีลม ที่นั่งเวลาขับรถ แล้วก็เวลาที่เราขับมอเตอร์ไซค์ หรือว่าขี่จักรยาน ต้องพยายามป้องกันไม่ให้ลมเข้าตา

ข้อ 2.พยายามกระพริบตาบ่อย ๆ คนปกติกระพริบตา นาทีละประมาณ 20 ครั้ง แต่เวลาที่เราจ้องโทรศัพท์ จ้องโทรทัศน์ทำให้เราลืมกระพริบตา การกระพริบตาจะทำให้น้ำมันและน้ำตา ระเหยได้ช้าลง

ข้อต่อมา ก็คือเราต้องหยอดน้ำตาเทียมค่ะ เพราะน้ำตาเทียม ช่วยให้ตาชุ่มชื้น แล้วก็สบายตามากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ แล้วก็นั่งดูโทรทัศน์เป็นเวลานาน ๆ

สำหรับคุณผู้หญิงที่แต่งหน้านะคะ ไม่ควรใช้เครื่องสำอางค์ เขียนบนขอบตาสีขาว หรือที่เรียกว่า Water Lines ค่ะ เพราะจะทำให้น้ำมัน ออกมาได้น้อยลงค่ะ

โรคต้อกระจก คือภาวะที่เลนส์ขุ่นขึ้น

ตามัวมองไม่ชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่หลังจากที่อายุ มากกว่า 40 ปีขึ้นไปนั้น มักจะเกิดต้อกระจกทุกคน

ในปัจจุบันประเทศไทย มีคนที่มีตาบอดจากต้อกระจก ถึงปีละ 60,000 คน รวมทั้งคนที่อายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไปนั้น พบว่ามีอาการตามัวจากต้อกระจก ได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก ก็คือเราต้องป้องกันไม่ให้แสง UV เข้าไปในตาของเราได้ ได้แก่การใส่แว่นกันแดด แว่นกันแดดนี่เราต้องเลือก ชนิดที่มี UV filter เคลือบสารที่กัน UV ได้มากที่สุด จะเป็นสีอะไรก็ได้ ตามใจของเราเลยค่ะ ไม่มีผลกับการป้องกัน

การติดฟิล์มรถยนต์ก็ช่วยได้ เพราะเวลาขับรถ เราต้องจ้องเป็นเวาลานาน ๆ การกันแสง ก็จะช่วยทำให้ตาเรา มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ และป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ค่ะ การสูบบุหรี่ เป็นการทำให้เกิดพวกสารอนุมูลอิสระ ขึ้นภายในลูกตา แล้วทำให้เกิดต้อกระจกได้ ดังนั้นควรจะลด ละ เลิก ให้น้อยที่สุดค่ะ

การใช้ยาหยอดสเตียรอยด์พร่ำเพรื่อ ก็ทำให้เกิดต้อกระจกได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะซื้อ ยาสเตียรอยด์หยอดเองค่ะ ควรจะใช้ตามคำแนะนำ ของแพทย์สั่งเท่านั้น

และข้อสุดท้าย เบาหวานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดต้อกระจก ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ควรจะคุมน้ำตาลให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ค่ะ

ต้อหินทำให้เกิดตาบอดได้ จากสถิติพบกว่า... คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปนั้น จะตรวจว่าเป็นพบว่าเป็นโรคต้อหิน 1 เปอร์เซ็นต์ค่ะ พยาธิสภาพของโรคต้อหิน ก็คือเส้นประสาทโดนทำลาย แล้วก็สูญเสียไปในเวลาก่อนกำหนด อาจจะเกิดจากความดันตาที่สูง หรืออาจจะเกิดจากการที่มีสารอนุมูลอิสระ เกิดขึ้นในลูกตาเรา อันหนึ่งก็คือเกิดจากการสูบบุหรี่ด้วยนะคะ แล้วก็พวกโรคประจำตัว อย่างเช่น... โรคความดันสูง หรือว่าโรคไขมันในเส้นเลือด การป้องกันการเกิดโรคต้อหินนั้น ก็คือ... 1.พยายามอย่าไปนวดตาแรง ๆ เพราะการนวดตา ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น เปรียบเสมือนเราบีบลูกโป่ง ดังนั้นเส้นประสาทตาของเรา ก็จะตายได้เร็วขึ้น ข้อ 2.ถ้ามีกรรมพันธุ์ หรือพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้อหิน หลังจากที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ก็ต้องไปตรวจตาทุกปีนะคะ