อุจจาระบอกโรค สังเกตยังไง (มีคลิป)



แต่จะมีใครสักกี่คนที่เคยเหลียวมองเจ้าของเสียอย่าง อุจจาระ ก่อนที่จะทิ้งมันไป เจ้าอุจจาระจะว่าหมดประโยชน์ ก็อาจจะถูกแต่ไม่ทั้งหมด เพราะอุจจาระยังทำหน้าที่ที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยรู้ นั่นคือ คอยพยากรณ์โรค

มีเรื่องเกี่ยวกับอุจจาระ ที่หลาย ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง จะบอกว่าลักษณะของอุจจาระ มันจะช่วยบอกโรคของเราได้เหมือนกัน จริง ๆ ก็แบ่งกว้าง ๆ ออกเป็น 2 แบบ แบบแรกคือ ลักษณะอุจจาระ ว่าเป็นก้อน แข็ง เหลว อย่างไร เราเรียกคะแนนว่า Bristol stool scale เราแบ่งออกเป็น 7 ชนิด ชนิดที่ 1 ก็คือ เป็นเม็ด แข็งเลย ชาวบ้านมักจะใช้คำว่า ขี้กระต่าย ออกมาเป็นเม็ด ๆ ต้องใช้การเบ่งค่อนข้างเยอะ ชนิดที่ 2 ถ้าคิดง่าย ๆ ก็คือ เหมือนเอาขี้กระต่ายมาโปะรวมกัน ก็จะเห็นความขรุขระของผิว แต่ว่าอาจจะเห็นเป็นก้อนยาว ๆ บ้าง ชนิดที่ 3 เป็นก้อน เป็นลำ แต่ว่าจะมีผิวที่ค่อนข้างจะมี รอยแตกแยกอยู่บ้าง แต่ว่าไม่เยอะแล้ว ชนิดที่ 4 คุณภาพดีสุด ๆ เหมือนกล้วยหอม ออกมาเนียนเลย ชนิดที่ 5 จะแตก ๆ หน่อย แต่ยังเป็นชิ้นอยู่ ชนิดที่ 6 จะเริ่มเหลวขึ้น แต่ยังมีความเป็นกึ่งเหลวกึ่งแข็ง ชนิดที่ 7 เหลวเป็นน้ำเลย ไม่มีเนื้อเลย ชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 จะพบในคนที่ มีปัญหาเรื่องท้องผูกค่อนข้างบ่อย ส่วนชนิดที่ 6 และ 7 ก็จะเป็นลักษณะท้องเสีย ชนิดที่ 3, 4, 5 ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างจะปกติ อันที่สองคือ ดูลักษณะสีของเขา คนปกติก็จะมีอุจจาระที่ สีเหลืองบ้าง สีน้ำตาลบ้าง สีคล้ำบ้าง ขึ้นกับลักษณะอาหารที่เรารับประทาน แต่คราวนี้ คนที่ผิดปกติเป็นอย่างไร ที่เห็นชัดเลย อย่างเช่น อุจจาระสีซีด เหมือนขี้เถ้า สีจะซีด ๆ เทา ๆ อาจจะบอกโดยอ้อมว่า คนไข้มีภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีเรื่องตัว-ตาเหลือง ตามมาด้วย หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน หรือถ้าเกิดว่าเราเห็นอุจจาระเป็นสีดำ ดำอย่างไร ดำอย่างที่เรียกว่า น้ำมันดิน หรือดำอย่างยางมะตอย และส่วนใหญ่จะมีกลิ่นคาว ๆ ร่วมด้วย เพราะว่ามันเป็นกลิ่นของเลือด อันนี้บอกว่า น่าจะมีเลือดออกในทางเดินอาหาร อันนั้นคือเลือดออกในทางเดินอาหาร ส่วนบน ๆ หน่อย ก็จะเห็นเป็นสีดำได้ แต่ถ้าเกิดว่าเลือดมันออกล่าง ๆ หน่อย ใกล้จะถึงทางออกแล้ว แล้วเลือดมันออก ก็จะเป็นสีแดง เป็นสีเลือดเลย หรือ อาจจะเป็นสีสนิม คือดำปนแดงก็ได้ นอกจากนั้นก็จะมูก ที่เราเห็นคือเป็นมูก อาจจะเป็นมูกเหลือง ๆ ลักษณะคล้าย ๆ วุ้นใส ๆ มีความเป็นเยื่อ ๆ ปนนิด ๆ ถ้ามีมูกด้วย บวกกับเลือดด้วย อันนี้คือ ค่อนข้างจะสำคัญ บอกว่าน่าจะมีแผล หรือมีการอักเสบ ที่รุนแรงในทางเดินอาหาร ถ้าเราสังเกตอุจจาระของเรา แน่นอนค่ะ ดีกว่าปล่อยให้มันกดชักโครก ลงไปเฉย ๆ โดยที่เราไม่เคยมองมันเลย เพราะว่าหลาย ๆ ครั้ง มันเป็นสิ่งแรกที่เราสังเกตเห็น เช่น ถ้าสมมุติว่าคุณมีเลือดออก แต่คุณไม่เคยก้มลงไปดูเลยว่าคุณมีเลือด บางครั้งมันก็อาจจะทำให้เราพลาดโอกาส การวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มแรก อย่างเช่น มะเร็งลำไส้ส่วนปลาย บางทีอาจจะมาด้วยเรื่อง ถ่ายเป็นเลือด เป็นมูกก่อน แต่ถ้าเราไม่เคยก้มลงไปมองมันเลย ถ่ายเสร็จก็กดชักโครกผ่านไป ไปรู้ตัวอีกที ก้อนมันใหญ่แล้ว เลือดออกเยอะมากแล้ว คือออก แม้กระทั่งยังไม่ถ่ายก็ออก อาจจะช้าเกินไป คือ เวลาเรารักษาโรค มันต้องเป็นความร่วมมือกัน ระหว่างหมอกับผู้ป่วยใช่ไหมคะ เป็นไปไม่ได้เลย ที่หมอจะเป็นผู้รักษาอย่างเดียว แล้วคนไข้ไม่ร่วมมือ เพราะฉะนั้น การที่คุณบอกข้อมูล เยอะเท่าไร ถูกต้องเท่าไร ก็ยิ่งทำให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น การคิดถึงโรคมันก็จะแคบลง ๆ และมีความแม่นยำมากขึ้น ทำให้เราถึงจุดมุ่งหมายได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้น ประโยชน์ไม่ได้เป็นของใครเลย เป็นของผู้ป่วยเลย