หลักการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง



สาเหตุและสถิติของการทำงานผิดพลาดในระบบไฟฟ้า กฎของการใช้รีเลย์ป้องกัน พื้นฐานของรีเลย์ป้องกัน ความต้องการในการใช้งานรีเลย์ป้องกัน โครงสร้างของรีเลย์และคุณสมบัติของรีเลย์ รีเลย์กระแสเกินและการป้องกันการลัดวงจรลงดินสำหรับสายส่ง การป้องกันโดยรีเลย์ผลต่าง การป้องกันโดยไพล๊อตรีเลย์และรีเลย์ระยะทาง การป้องกันหม้อแปลงไฟฟ้า การป้องกันเครื่องกำเนิดไฟฟ้า การป้องกันบัสโซน การป้องกันมอเตอร์ 

เนื้อหาด้านล่างนี้จะเป็นคำบรรยายของวีดีโอนี้ ซึ่งถ้าหากใครไม่อยากอ่านก็สามารถดูวีดีโอได้เลย เพราะว่าเป็นเนื้อหาเดียวกันนั่นเอง

หลักการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง

บทที่ 1 ผมพูดเรื่องโครงสร้างของการทำงานอุปกรณ์ในระบบไฟฟ้ากำลังมันมีอะไรบ้าง มันจะมี 3 ส่วนใหญ่ๆ คืออุปกรณ์บริภัณฑ์ไฟฟ้ากำลัง ตัว Equipment ของมันเลย ก็คือถ้าลงรายละเอียดก็คือ Equipment บริภัณฑ์ไฟฟ้าก็คือตัว Generator ตัวสายส่ง ตัวหม้อแปลง ตัวอุปกรณ์ต่างๆ เสร็จแล้วก็อุปกรณ์ควบคุมการควบคุมส่วนใหญ่มันจะเป็นลักษณะของการทำงานที่เป็นฟังก์ชั่นของคอมพิวเตอร์อินเตอร์เฟส มีการรับสัญญาณมีการสั่งควบคุมระยะไกลเราเรียกว่าเป็น ระบบ Scada system คือ อุปกรณ์ควบคุม แล้วที่แรงเงาไว้คืออุปกรณ์ป้องกัน ตัวอุปกรณ์ป้องกันทำหน้าที่ป้องกันบริภัณฑ์ไฟฟ้าเป็นหลักเลยมันทำงานมันอาจจะมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ควบคุมไอที่ว่าตัวเมื่อกี้หรือมันทำงานเป็นอิสระมันมีหน้าที่สั่งตัดวงจรได้อิสระเลยเพราะถ้าเมื่อไหร่มันเจอปัญหาเกิดขึ้นมันมี Parality ในการทำงานได้ อุปกรณ์เหล่านี้คืออุปกรณ์พวกตรวจวัดสัญญาณ Relay สั่ง Trip ต่างๆ 

ในบทที่ 2 จะมาลงรายละเอียดละเราจะเข้าเรื่องแล้วเข้ามาที่ตัวอุปกรณ์ป้องกันว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง ในบทที่ 2 ครับเรื่องหลักการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง ว่ามีแนวทางยังไง เนื้อหาที่จะพูดถึงในบทที่ 2 นี้ ถามว่าเราเรียนองค์ประกอบและคุณสมบัติของมันคุณสมบัติต้องอะไรเมื่อตอนท้ายๆบทที่ 1 เกริ่นไปบ้างแล้ว มันต้องไวต้องคัดแยกเป็นว่า Fault จะ Trip ไม่ Trip ทำงานสัมพันธ์กับใครใครจะ Backup ใครแล้วก็จะมีเรื่องการแบ่งโซนแบ่งขอบเขตในการป้องกันเรามีการกำหนดโซนว่าลัดวงจรในพื้นที่ตรงนี้จากตรงนี้ถึงตรงนี้ในขอบเขตอุปกรณ์ เช่น จากหัวหม้อแปลง ถึงท้ายหม้อแปลงตัวนี้ตัวมันจะทำหน้าที่ละหรือถ้าเกินจากนี้มันจะไม่ทำหน้าที่เราจะกำหนดโซนกันให้ชัดเจนแล้วเราค่อยไป Set อุปกรณ์ตัวนั้นให้มันทำงานตามที่เรากำหนดโซนไว้ เราเรียกว่า Zone of Protection หรือขอบเขตในการป้องกัน 2.3 ผมจะเข้าถึงอุปกรณ์หลักประเภทและหลักการทำงานของรีเลย์ รีเลย์ในที่นี้คือ Protective Relay มันอาจจะต่างจาก Relay ปกตินิดนึง ปกติ Relay ทำงานยังไง Relay ความหมายมันก็กว้างแต่ในวิชาป้องกันมันคือ Relay Protection ในไฟฟ้าใน Electronic เป็นไงครับ Relay จ่ายไฟเข้าไป ป๊อกแป๊ก ป๊อกแป๊ก มีไฟเข้าไปหน้าสัมผัสทำงาน มี DC แบบ DC แบบ AC แบบอะไรก็ว่าไป ป๊อกแป๊กป๊อกแป๊ก กันไป ผมเคยให้ทำรายงานเรื่อง Relay มีนักศึกษาทำมา Relay กระป๋อง Relay รถยนต์เป็น รีเลย์ ทำรายงานเรื่องรีเลย์ ทำมาส่ง พอเปิดดูมันเป็น Relay รถยนต์ มีรูปมีหลักการอย่างดีและหลักการทำงานครบ ส่งในวิชานี้นะผมก็ส่งกลับ เอารายงานกลับไป ทำมาใหม่ให้เป็น Relay ที่เป็น Protective Relay ผมก็เขียนใส่ปกว่าทำมาใหม่ แสดงว่าไป Search Google ตัดแปะตัดแปะ เลยนะครับ

ตั้งแต่เทอมนั้นผมก็ไม่ได้สั่งงานที่เป็นรายงานและจะให้ทำอย่างอื่นแทน มีให้ Plot กราฟ งาน Assignment ในวิชานี้จะสนุก ทำเป็นกลุ่มจะสนุกมาก ให้ Plot กราฟ ให้เอา Excel ทำชีทคำนวณทำแบบคำนวณ ใส่ค่าลัดวงจรให้มันคำนวณ Fault คำนวณอะไรอัตโนมัติ Assignment ผมเป็นลักษณะนั้น Relay ผมพูดถึง Relay 3 แบบ คือ Relay เหนี่ยวนำก็คือ Electromechanical Relay Relay Electronic หรือเราจะเรียกว่า Solid State Relays แล้วก็ Relay ที่เป็น Microprocessor ใครที่ทำงานกับ Relay รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันโปรแกรมได้ ตั้งค่าเรา Set up จากแผ่นด้านหน้ามีหน่วยความจำมีการ Interface ได้ นั้น Relay แบบ Microprocessor ก็เข้ามา ที่ใช้ก็ทั้ง 3 แบบ ก็เรียกว่าก็ยังมีใช้ปนๆกันไม่ใช่ว่า Relay เหนี่ยวนำ mechanical Relay นี้จะเลิกใช้กันไปแล้วแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียมีเรื่องของการ Design ตามคนเลือกใช้ยังแตกต่างกันอยู่เสร็จแล้ว 2.4 เป็นเรื่องการป้องกัน ปฐมภูมิและการป้องกันสำรอง Primary Protection กับ Backup Protection มันเป็นอย่างไร แล้วก็อุปกรณ์เสริมการทำงานต่างๆของรีเลย์ ที่เกี่ยวข้อง เสริมการทำงานต่างๆ ออกซิรารี่ Equipment แบตเตอรี่ส่วนมากใน Substation จะใช้พลังงานจาก แบตเตอรี่ เพื่อที่จะมีไฟที่อิสระจากไฟของระบบไฟฟ้า นั้นถ้าเกิดปัญหาขึ้นกับระบบไฟฟ้า Relay จะทำงานไม่ต้องใช้ไฟจากชุดนั้นเราใช้ไฟจากแบตเตอรี่แล้วก็เรามั่นใจว่ามันมีพลังงานสำรองตลอดแม้ว่าไฟจะดับ รีเลย์ยังมีฟังก์ชั่นการทำงานสำคัญๆไว้ได้ มีเรื่องของแบตเตอรี่พูดคร่าวๆ อุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกับ Relay Circuit Breaker ในบทนี้ถ้าไม่หมดเวลาก็อาจจะจบได้ถ้าหมดเวลาก่อนก็ไม่เป็นไรเดี๋ยวมาต่อคราวหน้านะครับ

 มาดูองค์ประกอบของระบบป้องกัน ระบบป้องกันการตัดแยก การป้องกันคือการตัดมันออกไปง่ายที่สุด Isolate มันออกไป งั้นการตัดแยกออกไปให้ได้ถูกต้องและแม่นยำเราใช้อุปกรณ์ 3 ตัวทำงานหลักๆ อุปกรณ์หลักที่ใช้คือ Circuit Breaker เพราะ Circuit Breaker มันสามารถที่จะตัดต่อวงจรในขณะที่มีกระแสได้ตอนที่มีกระแสไหลผ่านเพราะว่าคุณสมบัติของมันคือ การดับอาร์ค มีหลายวิธีต้องลงรายละเอียดอีกทีนึง เดี๋ยวท้ายชั่วโมงอาจจะพูดคร่าวๆได้ ดับอาร์คด้วยอากาศ หรือใช้ ก๊าซ ใช้อากาศอัดเข้าไปอะไรพวกนี้หรือใช้เป็น Vactum Circuit Breaker หรืออาจจะใช้น้ำมัน Breaker ที่ใช้ น้ำมันในการจุ่มหน้าสัมผัสไว้ก็ได้ อุปกรณ์วัดและแปลงสัญญาณ Transducer ในความหมายคือตัวแปลงสัญญาณ Transducer ในวิชานี้คือ ct กับ pt หม้อแปลงกระแส กับ หม้อแปลงแรงดันนั่นเอง Transducer คือมันแปลงสัญญาณขนาดใหญ่ๆ มาเป็นขนาดเล็กๆ ความหมายของ Transducer มันก็คือหม้อแปลงกระแสกับหม้อแปลงแรงดันในที่นี้ในเรื่องของ Protection ในคำว่า Protection ถ้าเราพูดถึง Transducer เราอนุมาน ไว้เลยว่าแปลงกระแสเยอะๆเป็นกระแสน้อยๆ และ แรงดันเยอะๆเป็นแรงดันที่ต่ำลง และก็อุปกรณ์ตัวนึงอยู่ในชื่อวิชาด้วย Relay Relay ก็ทำหน้าที่ประมวลผลและตัดสินใจว่าจะหน่วงเวลาเท่าไหร่ดี จะรออีกตัวนึงก่อนไหม หรือกระแสขนาดนี้ตัดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ Relay ก็มีเงื่อนไขการทำงานมีกราฟ การทำงาน และตัวมันเองมี 3 รูปแบบมันอาจจะเป็นเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็กอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เป็น Microprocessor ก็ได้ แบบนี้ไม่ต้องหน่วงเวลา ถ้าสองอย่างนี้มารวมกันจะต้องทำยังไง มันจะเริ่มฉลาดขึ้นเป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วๆตัดสินใจได้ ในรูปอุปกรณ์ป้องกันเป็นแสดงอุปกรณ์ป้องกันในสายส่งที่ต่ออยู่ปลายสายส่ง 2 ข้าง สมมติมี บัส 1 บัส 2 และมี บัส 3 สมมติว่าเราดูการป้องกันสายส่ง 1 2 เส้นประ จะเห็นว่าเส้นประก็จะเป็นชุดของอุปกรณ์ป้องกันนะครับ

 Ct Vt ตรงนี้คือ Transducer Ct กับ Vt ก็คือตัวแปลงสัญญาณตัวแปลงสัญญาณส่งสัญญาณมาที่ Relay รีเลย์ รับสัญญาณกระแสแรงดันมาตัวมันเองจะรู้ว่าปกติไหม เช่นถ้าเกิด Fault ที่จุด P Relay ก็จะเห็นผิดปกติ Relay จะสั่ง Circuit Breaker เพื่อให้ตัดวงจรการตัดวงจรของ Circuit Breaker ก็คือ การจ่ายสัญญาณอะไรบางอย่างเข้าไปสัญญาณไฟฟ้านั่นแหละไปที่ชั้น Coil เขาเรียก ชั้น Trip พอมีไฟฟ้าจ่ายมาที่ตัวขดลวดขดนี้ปั๊ปมันก็จะไปทำให้ Circuit Breaker Main Contact ของมันสั่งตัดวงจรนั้นเป็น Circuit Breaker แบบมีชั้น Trip อยู่ใน Substation หรือว่าจะอยู่ใน Switch Gear Circuit Breaker ตัวใหญ่ๆ มีชั้น Trip อยู่แล้วไว้รับสัญญาณจาก Relay มีชั้น Trip คือมีสัญญาณ ที่จะรับสัญญาณชั้น Trip ตรงนี้ก็คือลักษณะของการทำงานนั้นตัวนี้ก็คือ Transducer ตรงนี้ Circuit Breaker ตัวนี้ Relay ในที่นี้สัญลักษณ์ที่ผมใช้ก็คือสายส่งผมจะเรียกสายส่ง 1 2 สายส่ง หนึ่ง สอง สายส่ง สอง สาม อุปกรณ์ที่ต่ออยู่ฝั่งของ บัส 1 จะใช้สัญลักษณ์ 1 2 เช่น Circuit Breaker B12 , Relay R12 อุปกรณ์ที่ต่ออยู่ที่ บัส 2 ที่ต่อมาบัส 1 ผมชอบใช้คำว่า B21 R21 ให้เป็นที่รู้กันไม่ได้หมายความว่าหนังสือทุกเล่มเป็นแบบนี้นะแต่เอาเป็นว่าเราตกลงทำนองนี้ ให้มันคุยกันและเข้าใจได้รวดเร็ว อย่าง Circuit Breaker ตัวนี้สายส่งจาก 2 ไป 3 ก็ตั้งชื่อ Circuit Breaker นี้ว่า B23 เพราะปกติเวลาใส่ โนเตชั่นของบัสเราจะใส่เป็นตัวเลขอุปกรณ์เราคงไม่ใส่มายิบย่อยๆ หรือว่าเวลาไปทำงานจริงๆ เจอรหัสหลายๆที่คนละรหัส การไฟฟ้า 3 ที่ ก็ คนละรหัสไม่ต้องพูดถึงโรงงานแต่ละโรงงานเลยคนละรหัสอันนี้ก็แล้วแต่จะตั้ง อันนี้ก็จะเป็นส่วนในการทำงานผมจะลองวาดรูปการทำงานคร่าวๆในภาพรวมสักรูปนึงเพื่อคนที่นึกภาพไม่ออก ทีนี้มาดูสมมติว่าถ้าวาดรูปการทำงานให้เห็น Circuit ในเชิงหลักการที่เป็น บัส 1 บัส 1 ก็จะมี Circuit Breaker ต่อไปยัง บัส 2 อันนี้ก็จะเป็น Circuit Breaker ในตัว Circuit Breaker เองจะมีสิ่งที่เราเรียกว่าชั้น Coil หรือเป็น Trip Coil Circuit Breaker ตัว Trip Coil ตัว Trip Coil ตัวนี้ถ้ามีกระแสไหลผ่าน Trip Coil สั่งตัดวงจรเสร็จแล้วเราก็มี Ct กับ Vt อันนี้เป็น Ct สมมติ เรา Protec ด้วยกระแสก่อน Current Relay Ct ตัวนี้ก็จะส่งสัญญาณมาที่ขดลวดของ Relay ตัวนึง ขดลวด Relay มันเอาไฟจากไหนมันก็ใช้ขดลวดของ Relay ตัว Relay ก็จะรับสัญญาณตรงนี้ก็จะเป็นกระแสที่ไหลทางด้าน Primary ตัว Relay เองก็มีหน้าสัมผัสนั้นถ้ากระแสเกินจุดที่มันทำงาน Relay หน้าสัมผัสก็จะต่อ ตัว Relay มีหน้าสัมผัส ตัวนี้ก็จะเป็น Relay อันนี้ B Breaker อันนี้ Relay รีเลย์ก็จะเป็นตัวจ่ายไฟไปที่ Trip Coil ให้มันทำงาน มันเอาไฟจากแบตเตอรี่ นี่คือภาพการทำงาน ครบแล้ว นั้นเมื่อไหร่ที่กระแสเกินค่าที่ Relay ถูก Set ไว้หน้าสัมผัส Relay ทำงาน มีไฟไปที่ Trip Coil Breaker เลยสั่งปลด ผมเขียนเป็นลักษณะของ Circuit ให้ดู นี่คือหลักการทำงานจะเห็นว่ามีอะไรบ้าง เครื่องวัด Transducer ในชุดป้องกันคือทั้งชุดของป้องกัน วงจรจริงๆซับซ้อนมากกว่านี้มากเลยนะครับ

Contact ต้องไปมีตัว Serin relay มี Logout Relay จะไป interrogation อะไร หรือจะส่งไป Alarm ไปที่ตู้ Alarm คนจะ Reset ยังไงวงจรมันซับซ้อนเยอะมากพูดถึงหลักการทำงานเฉยๆ นั้นตัวแบตเตอรี่ มี Circuit Breaker มี Relay มี Ct รีเลย์บางประเภทก็รับสัญญาณจาก Voltage Transformer ด้วย มาประมวลผลและนี่คือ Diagram ที่แสดงหลักการทำงาน นั้นใน Substation ต้องมี แบตเตอรี่ มี Relay ไอพวกนี้ส่วนใหญ่แบตเตอรี่อยู่ที่ แบตเตอรี่รูม มีห้องแบตเตอรี่ Breaker กับ Ct ถ้าเป็น Substation อยู่ Outdoor อยู่ด้านนอก อยู่ Switch Gear นะครับ

มีลูกถ้วย Support อยู่เคยเห็นใช่ไหมครับ เป็นลูกถ้วยและตัวอุปกรณ์นะครับ

Breaker กับ Ct รีเลย์ลากสายเข้ามา Relay ส่วนใหญ่อยู่ในห้องแอร์สบายกว่าเพื่อน Relay อยู่ในตู้ Control อยู่ในห้อง Control Room สบายกว่าเพื่อนเลย ผมเป็นหน่วยสมองกล ใช้สมองไม่ต้องออกไป เหมือน CirCuit Breaker ผมต้องการความแม่นยำสูงต้องดูแลดีๆ หน่อย Relay บอกยังงี้นะครับ
 ต่อวงจรทำนองนั้น เมื่อกี้ก็แสดงเฉพาะส่วนหลักๆในการสั่งตัดมันยังมีส่วนอื่นอีก ตัว Ct Pt ที่พูดถึงว่าเป็น Transducer ก็คือเป็นการแปลงกระแสและแรงดันในระบบไฟฟ้ากำลังมีค่าสูงมากแรงดันเราคุยกันเป็น kV เราคุย 500kV 230kV ง่ายดีเราคงไม่เขียนเลข 500 แล้วเติมศูนย์ 3 ตัว เวลาคำนวณสมมติเกิดคำนวณจริงได้ 400 กว่าๆ 49854 คงไม่ค่อยเขียนแบบนี้กันนะครับ

ก็ใช้เป็น kV กระแสก็เหมือนกันเป็น กิโลแอมป์ แต่กระแสบางครั้งเราก็นิยมเขียนเป็น แอมป์ อยู่นะครับ

อาจจะเป็น 1,000 Amp 3,000 Amp 4,000 Amp 5,000 แอมป์อาจจะยังพอโอเคให้เห็นกระแสของ Detail ของกระแสนิดนึงได้ แทนที่จะเขียน 3K อะไรแบบนี้ ดูแล้วมันจะฮ่วนๆไปก็เราต้องมีการแปลงให้มันเป็นกระแสแรงดันที่ต่ำลงด้วย Transducer ที่เห็นในรูปน่าจะเป็น Ct ส่วนใหญ่ถ้าเราเห็นมี 2 ขั้ว เข้ากับออก Ct เดี๋ยวคราวหน้าจะพูดเรื่อง Ct แต่ถ้ามีหัวจุกตรงกลางจุกเดียวอาจจะเป็น Pt เวลาเดินเข้าไปใน Switch Gear Switch Yard PT กับ CT เนี่ย ดูหลักๆก็ดูได้ถ้าเกิดมันมี 2 ข้างกระแสเข้าและออกน่าจะเป็น CT และมันเป็นหัวจุกมันมีจุกอยู่ข้างบนอันเดียวจั้มมาที่จุกมันก็คือ PT Breaker ก็จะใหญ่กว่านี้หน่อยจะมีเข้าออกเหมือนกันมีเข้ากับออกแล้วก็ชุดที่ขับหน้าสัมผัสให้มันตัดต่อกัน มารีเลย์ Ct มารีเลย์ รีเลย์ก็เป็นตัวประมวลผลการเพิ่มขึ้นของกระแสการลดลงของแรงดันจะเป็นสัญญาณเกิดความผิดปกติได้อุปกรณ์ที่ประมวลผลว่ามันผิดปกติแล้วคือ รีเลย์ อาจจะนึกว่าอาจจะวัดกระแสแล้วสั่งตัด ทำไมมันต้องโอโห้ หน้าตาวุ่นวายขนาดนี้ด้วย มันมีเงื่อนไขการทำงานที่มากกว่านั้นเช่นบางตัวต้องวัดทิศทางได้ บางตัววัดทั้งกระแส และแรงดัน ถ้ากระแสเยอะแต่แรงดันยังไม่ตกแสดงว่ายังไม่ Trip อันนี้แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละระบบว่าเป็นยังไง หรือบางตัวกระแสมีฟังก์ชั่นในการทำงานถ้ารับวงจรเยอะๆตัดเร็วๆกระแสวงจรน้อยๆ จะ Delay ลักษณะไหน จะหน่วงเวลายังไงและ Relay ค่อนข้างจะมีหลากหลายพอสมควร Relay ก็จะรับสัญญาณจากอุปกรณ์แปลงสัญญาณ Transducer หลังจากในรูป R12 กับ R21 ก็ประมวลผลว่าเกิดลัดวงจร การทำงานของมันมันจะช้าไม่ได้เลยเห็นปั๊บเกิดกระแสลัดวงจรลูกคลื่น Circle ที่มันวิ่ง 50 Hz ต่อวินาทีเกิด Fault เปรี้ยงๆ ยังไม่ทันไรของจะพังซะก่อน นั้น Relay ทำงานเป็นมิลลิวินาที ทำงานปุ๊บตัวมันทำงานได้เร็วมากยกเว้นมันถูก Set ให้หน่วง ถ้ามันถูก Set ให้รอก่อนมันก็จะรอแต่การหน่วงเวลาคุยกันที่หลัก 0. วินาที 0.3 ตัวนี้ Delay ไป 0.3 วิ 0.2 วินาที เต็มที่ไม่เกิน 0.5 วินาทีจะ Delay เป็น 1 หรือ 2 วินาที ถ้าเกิดเป็นเคสที่เรามั่นใจว่าปลอดภัยจริงๆและก็ต้องการ Confirm อะไรบางอย่างจริงๆว่ามัน Fault งั้นการทำงาน Relay เป็นหลักของเสี้ยววินาทีเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายของระบบไฟฟ้ากำลังนึกภาพกระแสมันเยอะมากมันเปรี้ยง มัน Trip ใครเคยเสียบปลั๊กแล้วมัน ช๊อตไหม ฟุ๊บ Breaker ตัด แปปเดียวเองนะครับ

แต่ว่าไหม้หมดแล้วละนี่ขนาดไฟเล็กๆกระแสต่ำๆกระแสต่ำแรงดันต่ำปลั๊กไฟกลายเป็นสีดำเลย ฉนั้นการทำงานของ Relay ต้องไวมากไม่งั้นก็เสียหายแน่นอนต่อให้ตัดไวก็ยังเสียหายได้ การประมวลผลว่าเกิดลัดวงจรอย่างในกรณีที่ยกมาก็คือ R12 กับ R21 ก็จะส่งสัญญาณ Trip ไปยัง Breaker B12 กับ B21 แยกสายส่ง 1 2 ออกไปการตัดแยกส่วนที่ลัดวงจรออกไปเรียกการ Trip ก็ได้ เป็น Trip สัญญาณที่ส่งจาก Relay เราเรียกว่า Trip Signal ส่งไปสัญญาณ Trip หรือเรียกว่าสั่ง Trip Breaker Trip คือตัดวงจร หรือเราเรียกว่าการเคลีย Fault เอา Fault ออกไป เคลีย Fault พอเราตัดปั๊บ กระแสมันก็ไม่มีแหล่งจ่ายมันก็ไหลต่อไม่ได้ถึงแม้การลัดวงจรจะยังคงอยู่แต่มันก็ไม่มีอะไรเพราะมันไม่มีแหล่งพลังงานการทำงานทั้งหมดก็เป็นเรื่องของมิลลิวินาที 0.1 0.2 วินาที ในการทำงานตรงนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของการป้องกันนะครับ

นั้นกระบวนการป้องกันนี้เหมือนบอก Relay ต้องคุณสมบัติยังไง Relay ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง Relay อันแรกคือต้องไวตำราบางเล่มเขาลิส ว่า คุณสมบัติของ Relay มีดังนี้ List มาบางทีเป็น 6-7 ข้อ 1.ต้องมีความไว มีแยกแยะ มีความเชื่อถือได้ บางทีเป็น 10 กว่าข้อ List ของ Relay ทั้งหมด จะท่องไหวไหมไม่รู้นะ แต่คือหลักการ ประเด็นหลักๆอย่างน้อยๆ พูดถึงมีอยู่ 3-4 คุณสมบัติที่ผมมองว่าเป็นหลักที่จะขาดไม่ได้เลยนะครับ

พูดถึงก็คือ Relay ต้องมีความไวและต้องน่าเชื่อถือได้ มีความไวคือต้องตัดวงจรไวพอ ที่จะไม่ให้เกิดความเสียหาย มีความน่าเชื่อถือได้ ก็คือ ถ้ามันเกิด Fault มันจะต้องทำงานอย่างถูกต้องในการตัดวงจรออก เกิด Fault แล้วไม่ทำงานอย่างนี้ถือว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ ทำบ้างไม่ทำบ้าง รวนๆ นอกจากนี้ต้องมีคุณสมบัติในการแยกแยะเขาเรียก Selectivity บางครั้งเขาใช้คุณสมบัติในการคัดสรรค์ในการคัดเลือกในการแยกแยะ ภาษาอังกฤษ คือ Selectivity ต้องเลือกได้ว่าต้องมองเห็นว่าควรตัดไม่ตัดมันอาจจะ Fault ว่าเห็นกระแสเยอะเหมือนกัน มันเห็นกระแสเยอะๆในกรณีนึงมันตัด มันเห็นกระแสเยอะๆที่เท่ากันแต่เป็นอีกกรณีนึงมันอาจจะไม่ตัดก็ได้ถามว่ามันรู้ได้ยังไง นั้นคือว่าทำไม Relay ถึงต้องมีกระบวนการทำงานซับซ้อน มีสัญญาณ Interlog กัน มันอาจจะไม่ตัดในอีกกรณีนึงนั้นคือเราเรียกว่ามันจะต้องมีคุณสมบัติแยกแยะด้วยการลัดวงจรอยู่ส่วนไหนจะตัดส่วนไหนบ้าง จะตัดส่วนไหนบ้างออกจากระบบนั้นคือสิ่งเหล่านี้้ข้อสอบสภามีถาม คุณสมบัติ Relay มีอะไรบ้างต้องมีความน่าเชื่อถือ ไปเลือกดูหน่อยว่างๆไปพลิกๆดู มันมีเฉลย Choice อะไรไว้ ก็จะทำนองนี้ละมีตามนี้นะครับ
นั้นจากรูปนะครับ
ยกตัวอย่างจากนั้น Relay R23 R23 อยู่ตรงนี้ใช่ไหมถ้ามี R23 ถ้าวาดในรูปคือของสายส่ง 23 สมมติ ถ้าวาดมีอุปกรณ์ป้องกันอยู่ตรงนี้เหมือนกันมันจะมี R23 ติดตั้งอยู่ตรงนี้ กระแสลัดวงจรที่จุด P ถามว่า R23 มองเห็นกระแสใกล้เคียงกับ R21 ดูรูปนะครับ
 R23 ตัวนี้นะครับ
มองเห็นกระแสใกล้เคียงกับ R21 กระแสเดียวกันเลยใช่ไหมถ้าเกิด Fault มันก็ไหลผ่าน R23 ด้วย ผ่าน R21 ด้วย แต่ R23 ไม่ควรทำงานต้องให้ R21 เป็นตัวตัดเป็นตัวสั่งตัด R23 ต้องยังไม่ทำงานเนี่ยคือคุณสมบัติของ Selectivity คุณสมบัติในการคัดเลือก R23 ต้องรู้ว่ากระแสลัดวงจรอยู่ตรงนี้ แต่ถ้ากระแสแบบเดียวกันแต่มาลัดวงจรอยู่บนสายส่ง 23 มันจะต้องทำงานอะไรที่ทำให้มันรู้อะไรทำให้มัน Backup แต่ถ้าเมื่อเวลาผ่านไประยะนึงปรากฎว่า R21 ไม่ยอมตัด ตัวที่ควรตัดถัดมาคือ R23 มันทำหน้าที่ Backup R21 อีกที มันก็แล้วแต่การ Design การออกแบบหลากหลายมากว่าเราอยากได้แบบไหนและจะSet ให้มันทำงานยังไง ก็ลักษณะทำนองนี้ บทที่ 4 เราจะพูดกันเรื่อพวกนี้เยอะพอสมควร ถึงให้ข้อมูลไว้ในเบื้องต้นพอสมควรก่อน ทีนี้มาดูเรื่องแบ่งขอบเขต เราจะมีการกำหนดโซน เวลาเรา Design ระบบป้องกันว่า Relay ตัวไหน Breaker ตัวไหนสั่งตัดเมื่อไรนั้นเรากำหนดโซนแล้วเราก็ค่อยไป Set ว่าให้ตัวมันทำงานในทำนองนี้แต่ทำจริงๆมันจะต้องมีการ มี Margine ในการทำงานเดี๋ยวเรียนไปก็จะพูดถึงเอง บทที่ 4 บทที่ 5 บทที่ 6 จากนั้น Margine ในการ Set ระบบป้องกันมีการเผื่อที่ที่เผื่อที่ค่อนข้างจะต้องเผื่อค่อนข้างมากพอสมควร เพราะกระแสลัดวงจรการคำนวณมันไม่ได้แม่นยำเป๊ะพอดี โดยจะมีการเผื่อ Margine ตรงนี้นิดนึงแต่โดย Concept ของหลักการก่อนนะครับ
ว่าเราจะกำหนดโซนก่อนให้รีเลย์หรืออุปกรณ์ป้องกันทำงานลักษณะไหนนั้นเพื่อให้ Relay สามารถตัดวงจรเฉพาะส่วนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เราจะกำหนดโซนในการป้องกันขึ้นมา อย่างในรูปมี Zone 1 , Zone2 , Zone3 จนถึง Zone 6 Zone 1 ก็หมายความว่าถ้ามีการลัดวงจรของอุปกรณ์ที่อยู่ใน Zone 1 Breaker ที่อยู่ใน Zone 1 จะเป็นตัวสั่งตัดวงจร Breaker ตัวนี้ตัดวงจรถ้าลัดวงจรเกิดขึ้นใน Zone 2 หมายความว่าที่บัส ที่อยู่ตรงนี้ Breaker 2 ตัวนี้จะตัดถ้าลัดวงจรโดนสายส่งสายส่งที่อยู่ใน Zone 3 Breaker หัวท้ายจะตัดนั้นการกำหนดโซนว่าถ้าลัดวงจรในโซนตัวไหนจะตัดวงจรบ้าง นั้นการกำหนด Zone ควรที่จะให้ครอบคลุม การที่จะยืนยันว่าครอบคลุม โซนแต่ละโซนมันจะเหลื่อมกันนิดๆ อย่างนี้ มันจะเหลื่อมกันเข้ามาแต่มันจะไม่เหลื่อมกันเยอะ เราจะไม่กำหนดโซนให้ครอบไปยาวๆเพราะว่า มันจะ Trip เป็นวงกว้างถ้าโซนกำหนดไปไกลมันก็ Trip เป็นวงกว้างมากขึ้น จากรูปก็เป็นแสดงตัวอย่างการกำหนดโซน Breaker จะเป็นอุปกรณ์ที่ค่อนข้างเป็นจุดหลักยึดในการกำหนดโซนได้จะเห็นเราครอบ Breaker โซน4 เราก็จะครอบ Breaker โซน 5 เราจะครอบ Breaker เพราะมันสามารถตัดวงจรได้ในหัวท้าย การแบ่งโซนจะมี Breaker เป็นอุปกรณ์สำคัญในการกำหนดขอบเขต สิ่งสำคัญอย่างนึงในการแบ่งโซน ก็คือแต่ละโซนต้องมีการเหลื่อมกัน Overlab แต่การ Overlab จะเหลื่อมกันน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเหลื่อมกันเยอะๆมันจะมีโอกาศที่มันจะ Trip พร้อมกัน 2 โซน ได้ Trip พร้อมกัน 2 โซนได้ Trip พร้อมกัน 2 โซน การเหลื่อมกันต้องเป็นบริเวณที่เล็กที่สุดต้องเหลื่อมแต่เหลื่อมให้น้อยที่สุด นั้นการกำหนดโซนแบบนี้จะใช้ Ct ต่อในลักษณะแบบนี้ได้นะครับ
อย่างเช่นที่จุดที่กำหนดระหว่าง โซน1 โซน2 เราอาจจะมี Ct สำหรับ โซน 2 กับ Ct สำหรับ โซน1 นะครับ
ในการวัดสัญญาณอย่างนี้ได้หรือจะเป็นรูปทางขวามือก็ได้ ก็คือไม่ได้ครอบ Breaker ไว้แต่ก็ยังเหลื่อมกันได้นะครับ
 ยกตัวอย่าง ระบบไฟฟ้ากำลังดังรูปนี้ เรากำหนดโซนได้ตามนี้ บัส 1 แล้วก็มี โหนต ที่ 2 แล้วก็มี บัส 3 มีบัส 4 นะครับ
 สายส่ง 13 Tap ออกมาที่จุด 2 ตรงนี้เหมือนการ Tap ออกมาระหว่างกลางสายส่งอาจจะทำแบบลักษณะชั่วคราว temporary ในบางครั้ง ฉนั้นการกำหนดในลักษณะนี้จะเห็นว่าโซนมันค่อนข้างจะต้องครอบคลุม Circuit Breaker ดู โซน นั้นเราดู โซน 3 โซน 3 ถ้าเกิด Fault ในพื้นที่ของสายส่ง 13 , 24 หรือหม้อแปลงที่อยู่ตรงกลาง เราจะต้องตัด Breaker สามตัว ต้องตัด Breaker 3 ตัว คือ B12 , B32 และก็ B42 เห็นไหมครับการ Design แบบนี้เราจะต้องยอมที่จะเกิดการ Trip พื้นที่ที่กว้างกว่านะครับ
และการเหลื่อมกันผลของการเหลื่อมกัน ผลของการเหลื่อมกันอย่างเช่น โซน3 กับ โซน4 ที่มันเหลื่อมกันถ้าเกิด Fault ที่ตำแหน่ง Y ซึ่งมันอยู่ในโซน 3 กับ โซน 4 ตำแหน่ง Y อยู่ในโซนท้ัง 3 และ 4 ถามว่า Breaker ตัวไหนควร Trip บ้างตามหลักเราเห็นด้วยสายตาเราเห็นเลยว่า B32 กับ B3 Trip พอแล้ว นึกภาพออกใช่ไหม Breaker B32 กับ B3 2 ตัวนี้ Trip เราก็เคลีย Fault ตำแหน่ง Y ได้ แต่ถ้าเรากำหนดโซนแบบนี้ไว้แล้วตัวอุปกรณ์วัดอุปกรณ์ป้องกันมันมองเห็นนั้นพอ Fault ที่ตำแหน่ง Y ปั๊บ อยู่ในโซน 3 พออยู่ใน โซน3 Breaker ทุกตัวที่อยู่ใน โซน 3 Trip หมดเลย Breaker ทุกตัวในโซน 3 Trip หมดเลย แถมมันยังอยู่ใน โซน4 ด้วยมันอยู่ในกรอบ สีแดงด้วยใช่ไหมมันยังอยู่ในโซน 4 พอ Breaker ทุกตัวในโซน 4 Trip หมดเลย ถ้าเราเหลื่อมกันมากเกินไปจะเกิดกรณีแบบนี้เกิดขึ้นแต่มันต้องเหลื่อมถ้าไม่เหลื่อม กันมันจะมีบางส่วนของระบบที่ไม่ได้รับการป้องกันเลย คือ Fault ตัวนั้นจะไม่มีใครมองเห็นเลยนั้นจะต้องกำหนดลักษณะนี้ มาดูในกรณีกรณีนี้ถ้าลัดวงจร ที่จุด X ก็ Trip 3 ตัว B12 , B32 , B42 ลัดวงจรที่จุด Y เป็นไงครับโซน 3 กับ โซน 4 Trip ทั้งคู่ มันก็จะ Trip ออกมานั่นคือกรณีที่ยกเป็นตัวอย่าง มาลองดูสมมติว่าที่จุด 2 เปลี่ยนเป็น Substation ที่จุด 2 คือ จุดนี้ โหนด 2 ตรงนี้เปลี่ยนเป็น Circuit Breaker เพราะฉนั้นจะมี Circuit Breaker เพิ่มขึ้น 3 ตัวที่จุดนี้ แทนที่จะเป็น โหนดเฉยๆ มีB21 B23 B24 เพิ่มเข้ามานั้นการลัดวงจรที่จุด X เดิมเรากำหนดโซนใหม่ตรงนี้กลายเป็น โซน 6 การลัดวงจรที่จุด X เดิมก็มีแค่ B12 กับ B21 Trip มันก็จะ Trip ในพื้นที่เล็กลง ตัดส่วนที่เล็กที่สุดของระบบออกไปนะครับ
 อันนี้คือคุณสมบัติอย่างนึงของระบบป้องกันเวลา Trip Trip เท่าที่จำเป็นด้วย ถ้าเกิด Fault ที่จุด Y จุด Y เดิมมันก็จะอยู่ใน 2 โซนเหมือนเดิมมันอยู่ในจุดเหลื่อมกันก็อยู่ใน โซน 7 กับ โซน 4 แต่มันก็ยัง Trip พื้นที่เล็กลงอยู่ดี มันก็จะ Trip B23 B32 แล้วก็ B3 ส่วนในกรณีจุด X ก็จะคิดแค่ B12 กับ B21 นั้นแบบนี้ดีกว่าไหม ดีกว่า แต่เราต้องมี Circuit Breaker เพิ่ม ต้องมีการลงทุนเพิ่มที่ โหนต 2 อย่างนี้นะครับ
 ทีนี้มาดูเรื่องของ Relay ประเภทและก็หลักการทำงานของ Relay หน้าที่ของ Relay ก็คือระบุว่าเกิดผิดปกติขึ้นหรือไม่นั่นคือ Relay ที่ต้องแยกความแตกต่างระหว่างสภาวะปกติ กับ สภาวะที่เกิดความผิดปกติ สภาวะการทำงานปกติหรือ Fault เกิด Fault เหมือนกันแต่ Fault อยู่นอกขอบเขตที่มันดูแล Fault อยู่นอกเขตกับสภาวะที่ผิดปกติ ตัว Relay ก็มีการใช้งานมานานมากพอสมควร เอาไว้ใช้ในการป้องกัน แบ่งออกเป็น Relay แบบเหนี่ยวนำแม่เหล็ก Electromachanical Relays รีเลย์เหนี่ยวนำ รีเลย์อิเล็กทรอนิกส์ Electronic or Solid-state Relays และก็ รีเลย์ที่เป็น Microprocessor หรือเป็น Computer Based Relays เป็น Computer Based Relays อันนี้คือหน้าตาตัวอย่าง Relay จะอยู่ในห้อง Control Room ที่ผมชี้ตรงนี้เป็น Relay ไว้ป้องกันเพื่อเวลาคนเข้าไปทำงาน Relay รับสัญญาณจาก Ct เหลือไม่กี่ Amp แรงดันรับจาก PT แรงดันก็ลดลงไม่ต้องไปทำงานกับแรงดันเป็นกิโลโวล กิโลโวลคงเข้าไปไม่ได้ แต่วันนี้สัญญาณที่มันส่งเข้ามาจาก Swtch Yard ส่งเข้ามามันเหลือไม่กี่ Amp งั้นคนก็เข้าไป Setup Relay เราสามารถทำ Relay ได้ขนาดเล็กพอขนาดเล็กหน้าสัมผัสเบาแม่นยำอยากได้การ์ดทำงานอย่างนี้เพราะเวลามันคุยกันเป็นหลักเป็น 0.1 วินาที มันจะทำงานให้แม่นสัมผัสแม่นยำอย่างนั้นเราจะเอาหน้าสัมผัสเบอเร่อ สับปึ้งมันคง Control เวลาได้ไม่แม่นยำแล้วก็เป็นเรื่องความปลอดภัยเข้าไป เทส เข้าไปทดสอบเข้าไปวัดสัญญาณได้ ตู้นี้ก็สั่งตรงสับสวิทช์ ปิดสวิทช์ส่งสัญญาณออกไปที่สวิทช์เกียร์ข้างนอกอยู่ข้างนอก Circuit Breaker ก็อยู่ข้างนอกรับสัญญาณจากข้างนอกเข้ามาอันนี้เขาวาดสกีนในตู้ให้คนเข้าใจ การจัดบัสแบบไหนครับ ถ้าผมเดาว่าตัวใหญ่ๆตัวนี้ เป็น Circuit Breaker หรือเปล่าและกลมๆเล็กๆหัวท้าย เป็น Disconnect Swtich และก็มี Disconnect Switch อีกตัวนึง ไปที่อีกบัสนึงอันนี้จะมีบัสอยู่ 2 บัสแต่เขาเขียนเป็นเส้นเดียว บัส มี 3 Phase น่าจะเป็น Main and Transfer Main and Transfer มองออกไหม มันก็อาจจะมี tired breaker สักตัวนึงอาจจะไม่แสดงในรูปอันนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะเอารูปเขามา ดูรีเลย์ทีละประเภท รีเลย์เหนี่ยวนำ ใช้หลักการเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็กเป็นเหมือนกับที่เราเรียนในวิชา Machine ตัวแรกที่เราเรียน Machine เป็นไงครับ ถ้ายังจำได้ Re lux Tance Fux อาจาร์ยวิชิต หรือ อาจาร์ยวิชากร รุ่นนี้ อาจาร์ยวิชิต บางคนก็ อาจาร์ยวิชากร เอาลวดไปพันๆจะมีรูปแกนๆสับพอจ่ายไฟแล้วเกิดแรงกระทำนั่นคือหลักการนี้เลย นั้น Relay ออกแบบเราออกแบบให้มันเป็นแบบเหนี่ยวนำหมุนก็ได้ เหมือนมอเตอร์ หมุนเป็นจานหมุนเหมือนมิเตอร์ไฟที่อยู่หน้าบ้านใช้หลักการเหนี่ยวนำ หรือ เป็นแบบแกนเคลื่อนที่เป็น Relay เป็น Plunger Type Relay กับ Induction Type Relay นะครับ
 Plunger Type เป็นแกนเคลื่อนที่ลักษณะแบบนี้อันนี้ก็จะเป็นรูปตัวอย่างขวามือ จ่ายไฟเข้าไปในขดลวด ขดลวดพัน ลักษณะนี้คือพันเข้าไปในกระดาษแล้วก็พันออกมา พันรอบมองออกใช่ไหม สัญลักษณ์ของการพันขดลวด พันอย่างนี้ นี่ก็จะเป็นแกนเคลื่อนที่ถ้าเกิดมีไฟในขดลวดนี่มากพอ เอาชนะแรงของสปริง งั้นเรา Set ได้ ให้ Relay ทำงานที่ กี่ Amp สปริงแข็ง สปริงอ่อน มันก็จะมีกลไก ในการ Set เทียบออกมาเป็นกระแสว่ากี่ Amp สปริงตรงนี้ก็ Set กระแสเขาเรียกว่ากระแส Pickup Current งั้นถ้าเกิดแรงที่เกิดจากการเหนี่ยวนำดึงแกนเนี่ยมากเอาชนะสปริงที่เรา Set ไว้ มันก็จะดึงแกนนี้ให้เคลื่อนที่หน้าสัมผัสแตะกันนั่นคือ สัญญาณ Trip ออกไป ภาพของหลักการ แต่จริงๆ แล้วมันจะมีกลไกอื่นๆด้วยมันอาจจะมีหน้าสัมผัสมากกว่า 1 หรือมันอาจจะมีการตั้ง การปรับตั้งมีชุดที่ใช้ปรับตั้งต่างๆ พอสมควร คือ Plunger Type หลักการทำงานในสภาวะปกติถ้าไม่มีกระแสไหลผ่านขดลวดหรือมีไม่มากพอ สปริงก็ดึงไว้ นั่นคือไม่เกิด Fault แต่ถ้าสัญญาณจาก CT ส่งมาแล้วมันมากพอ แกนเหล็กมีแรงกระทำเป็น F สปริง ทำให้หน้าสัมผัสที่ส่งสัญญาณ Trip ไม่แตะกันแต่เมื่อเกิดกระแสไหลมากพอสมมติมีแรง Fm มากกว่า Fs หน้าสัมผัสจะเคลื่อนที่ไปแตะเดี๋ยวผมเขียนรูปให้ดูนิดนึง มันจะมีตัวกระแสตัวนึง ที่เราจะใช้ในบทที่ 4 ด้วย คือ กระแส Pickup Current กระแส Pickup งั้นถ้าเกิดว่ามีกระแสเข้ามาแรงที่เกิดเหนี่ยวนำตรงนี้ Fm แรงที่สปริงดึงเป็น Fs ถ้าเกิดกระแสมากพอมันก็จะดึงแกนให้เคลื่อนที่หน้าสัมผัสก็จะแตะกระแสเริ่มต้นกระแสที่เริ่มเราเรียกว่ากระแส Pickup Current นั้นกระแสเริ่มต้นที่ทำให้แรงตัวนี้มากกว่าตัวนี้ละ แรง Fm มากกว่า Fs แล้วกระแสเริ่มต้นที่จ่ายเข้าไปทำให้แกนเริ่มขยับเราเรียกว่ากระแส Pickup Current กระแสเริ่มต้นทำงาน นั้น Relay เราจะเป็น คน Set เลยว่ากระแสเริ่มต้นทำงานของ Relay เป็นเท่าไรงั้นเราหยิบ Relay มาเรา Set ว่า Pickup Current 5 Amp 6 Amp 10 Amp นี่คือสิ่งที่เรา Set Relay กี่แอมป์ เบื้องหลังมันคืออะไรครับ เบื้องหลังไม่ว่าอะไรเราปักหมุดเข้าไปว่าเราจะเอาสปริงที่แข็งหรืออ่อน เป็นการปักหมุดเข้าไปนั่นเองในทางกลไก ของมันแต่หน้าปัดมันจะเขียนบอกเลยว่า 6 Amp หมายความว่า ปักหมุดที่ตรงนี้หรือ Tap เข้าไป กด Tap ตรงนี้ไว้เราจะได้กระแส 6Amp แล้วเริ่มทำงานนึกภาพออกใช่ไหม นี่คือกระแส Pickup Current Relay แต่ละตัวจะมี Pickup Current ค่านึงและก็จะมีค่าที่เรียกว่า Drop out Current Drop out Current หมายความว่าพอมันทำงานไปแล้วกระแสต้องลดลงมาถึงค่าค่าไหนหน้าสัมผัสถึงจะจาก เช่นเรา Set ไว้ที่ 5Amp ไม่ทำงาน 5Amp Relay ไม่ทำงานให้ทำงาน 6 Amp ให้ทำงาน 6 Amp พอ 6Amp มันเคลื่อนที่ไปสั่งทำงานสั่งตัดวงจรเรียบร้อยกระแสลดลง พอกระแสมันลดลงจาก 6Amp รีเลย์นี้ก็ยังต่ออยู่อาจจะลดลงมาจนถึง 5 Amp มันถึงค่อยจากออกจากกัน คือ ตอน 5 Amp มันไม่ทำก็จริงแต่ถ้าทำไปแล้ว ตอน 5 Amp อาจจะยังไม่จากออกจากกัน เขาเรียกว่า Drop out Current ถ้าเรามีโอากาศทำงาน Test relay มีคนนึงเมื่อกี้มาคุยไม่ต้องเทส Relay เราเช็คค่า Pickup Current เช็ค Pickup Current เช็คยังไงเอาไฟจ่ายมันเลยแต่ว่าใช้ Tester นะไม่ใช่ไปเอาไฟจากที่ไหนมาจ่ายนะมันมี Relay Tester จ่ายเข้าไปแล้วจับเวลาพอเท่านี้มัน Pickup จริงไหม เราก็เขียนใน Report เท่านี้มัน Drop out จริงไหม เราก็เขียนใน Report ส่วนใหญ่กระแส Drop out จะต้องต่ำกว่ากระแส Pickup ผมนึกภาพนะครับ
ถ้า รีเลย์ทำงานไปแล้วสมมติว่ากระแสเพิ่มๆขึ้นมาสมมติว่าตรงนี้ 5 Amp แล้วกัน เรา Set ไว้ที่ 6 Amp เพิ่มจนถึง 6 Amp กระแส Pickup Relay เลื่อนมาทำงานทำงานตรงนี้ดูดติดกันตรงที่ Air glad fux ตรงนี้ต่อกันเสร็จแล้วปรากฏว่ากระแสลดลงลดลง Relay ยังต่อกันอยู่ถึงแม้ว่า 6Amp มันถึงจะเริ่มขยับ 6 Amp มันเริ่มขยับแต่เมื่อไหร่หน้าสัมผัสแตะไปแล้วมันจะต้องลดลงมากพอมันจะต้องลดลงมาถึงตรงนี้ มันเป็น กระแส Drop out กระแส Drop out รีเลย์ถึงจะเริ่มแยกออกจากกัน 5.5 มันยังไม่จากออกจากกันเลย ทั้งๆที่เป็นขาขึ้น 5.5 มันยังไม่ทำงานนึกภาพออกใช่ไหม 5.5 ยังไม่ทำงาน แต่ถ้ามันทำงานไปแล้ว 5.5 มันยังไม่ยอมจากออกจากกัน มันไม่ใช่ว่าจะ 6 Amp ให้มันต๊อกแต๊กต๊อกแต๊ก ไม่ได้ขนาดนั้นไม่งั้น รีเลย์ จะเหมือน รีเลย์รถยนต์ ถ้าเกิดกระแสมันอยู่แถวนี้พอดี เพราะฉนั้นจะมี Pickup กับ Drop out เพราะเวลาที่มันทำงานไปแล้ว Air Glad Fux มันบีบลงพอมันแตะโดนกันแรงที่กระแสเดียวกันจะได้แรงมากกว่า ที่กระแสเดียวกันจะได้แรงมากกว่าถ้า Air glad มันแคบ เอาแม่เหล็กไปจ่อเหล็กระยะห่างๆไม่เปนไรถ้าดูดแนบไปเลยออกแรงแกะยากกว่าเดิม มันแตะกันไปแล้วมันดูดติดกันไปแล้ว กับที่มันยังไม่แตะออกแรงคนละเรื่องเลย อันนี้ก็ทำนองเดียวกัน นั้นกระแสสูงสุดที่ทำให้แกนเคลื่อนที่ เราเรียกว่ากระแส Pickup Current บทที่ 4 ใช้อีกเยอะเลยนะครับ
 Pickup คือ อะไรเอามา Set แล้วเดี๋ยวเราจะมา Setting Relay Set ที่กระแส Pickup กับ Time Delay บทที่ 4 Set ถ้าเราไปทำงานเจอตู้อุปกรณ์ Relay Protection นะครับ
 กระแส Pickup ตัวนี้ก็จะมีผลเลยว่าจะ Set ไปที่เท่าไร นั้นกระแสต้องลดลงจนถึงกระแสที่เรียกว่า Drop out ID นะครับ
 แกนถึงจะเริ่มเคลื่อนที่กลับ IP จะมากกว่า ID I Pickup จะมากกว่า I drop out โดยหลักการแล้วเป็นแบบนั้น มาดู รีเลย์แบบเหนี่ยวนำหมุนบ้างเมื่อกี้ Plunger Type ส่วนใหญ่มันจะเป็น อินซาราเนียส Plunger Type คือ Set ไม่ค่อยออกแบบเป็น Relay Time คือถ้ามีกระแสถึงจุดที่มันทำงานก็ทันทีเลย เพราะมันเป็นแกนเคลื่อนที่ ถ้าเป็นแบบ Induction ใช้การหมุนมันจะค่อยหมุนเอานั้นก็จะ Set ให้มัน Delay Time ได้อาจจะในระดับ Induction Disk Induction Disk Type กับ Induction Cup Type Relay ก็ใช้ขดลวดสร้างแรงบิดทำงานดีขึ้นนะครับ
 อันนี้หน้าตาเหมือนอะไร เหมือนมิเตอร์วัดพลังงานหน้าบ้านหมุนไปเรื่อยๆ แต่มันไม่มีตัวเลขนั้นก็สั่งหมุนนะครับ
 รูปคือทางซ้ายมือ นั้นหลักการทำงานใช้กระแสไฟผ่านขดลวดมันก็จะไปสร้างแรงบิดที่จาน ถ้าเกิดแรงบิดเอาชนะแรงสปริงเกิดกระแสที่จ่ายให้กับขดลวด Design ให้เกิดมุมของแรงบิด torque เอาชนะแรงสปริงได้หน้าสัมผัสก็จะเคลื่อนมาแตะกัน หน้าสัมผัสจะเคลื่อนมาแตะกัน ดังนั้น เราอยากให้มันทำงานที่กระแสเยอะๆเราก็ปักหมุดไปที่ตำแหน่งที่มันทำให้สปริงแข็งหน่อย เรียกว่า Tap Setting หรือเป็น Plug Setting แล้วก็ปรับไปทาง Machanic เราอยากให้มันหน่วงเวลานานๆค่อย Trip เราทำไงครับเราก็เอาหน้าสัมผัสเลื่อนมันให้ห่างจากกันตำแหน่งเริ่มต้นให้มันห่างๆ อันนี้ตรงไปตรงมา หน้าสัมผัสก็จะห่างๆกันแล้วก็ปรับหน้าสัมผัสให้ห่างจากกันโดยปกติเขาจะทำหน้าปัดออกมาหน้าสัมผัสมันห่างกันมากหน่อยมันก็จะออกทางฝั่งคนฝั่งผู้ใช้ก็จะเห็นเป็นหน้าปัดปรับค่าหน่วงเวลาบางครั้งก็เรียกว่า Time Dial Setting เป็นหน้าปัดเวลา เราก็เห็นว่าเป็น Time Dial Setting เราปรับที่ตรงนี้แต่ข้างหลังคือ ปรับการทำงานว่า นานๆแล้วค่อย Trip นะช้าหรือเร็วถึงจะ Trip แล้วก็ปรับการหน่วงเวลาแล้วจะปรับ 2 อย่าง เวลาเรา Set Relay หลักๆ จะมี 2 ค่า แต่เราต้องเข้าใจกราฟการทำงานของ รีเลย์ รีเลย์นี่สนุกมากเลยนะครับ
กราฟมันตายตัวตาม Standard แล้วเวลาเรา Set ถึงบทที่ 4 มันส์มาก แล้วเดี๋ยวทำชีทคำนวณทำแผ่นคำนวณออกแบบตามใจชอบสนุก ทีนี้ตัวหน้าปัดหรือบางครั้งเราเรียกว่า Time Multiplyer Setting นั้นเราปรับ 2 ค่าหลักๆ กระแสเอามากน้อยต้องการให้หน่วงเวลานานหรือไม่นาน Set อยู่ 2 ตัวหลักๆ แต่ว่าเบื้องหลังมันมีอะไรอีกพอสมควรเราต้องเข้าใจว่า Relay นี้ทำงานตามกราฟไหนถึงจะปรับได้ตามที่เราต้องการ อันนี้เป็นแบบถ้วยหมุนนะครับ
 มีแกนอยู่กับที่แล้วก็ถ้วยหมุนหลักการทำงานคล้ายๆ กันนะครับ
 Relay นี้เราออกแบบให้รับสัญญาณแรงดันได้ด้วยแรงดันเยอะๆค่อยทำงาน ทำงานเป็น Voltage Relay ก็ได้ เป็น Current Relay ก็ได้ เป็น Overvoltage และ Undervoltage แล้วแต่เรา มีทั้งแรงดันและกระแสทำงานร่วมกันก็ได้ เราเรียกว่า Impedance Relay เป็น Distance Relay อันนี้อยู่ในบทที่ 5 นะครับ
 บทที่ 5 หลังจากเรา Set Relay Overcurrent เรียบร้อยผมจะชี้ให้เห็นว่าบางครั้งมันไม่พอในการป้องกันได้ครอบคลุม จะต้องมี Relay ที่เรียกว่า Distance relay หรือ Impedance Relay เข้ามาในกรณีป้องกันสายส่งที่เป็นโครงข่ายซับซ้อนเกิดขึ้น นั้นทำไมต้องมี Relay หลายๆ แบบมี Distance Relay Pilot Relay มี Termal มีเต็มไปหมดเลยบางทีบางอย่างมันก็ทำงานซ้อนๆกันนั่นละครับเอาชัวร์ไว้ก่อนป้องกันให้มันครอบคลุมไว้ก่อนเพราะว่าถ้าเสียหายแล้วมันไม่คุ้มที่จะละเลยในบางประเด็นที่เราพอลงทุนได้ Relay แบบ Elctronic เมื่อกี้พูดถึงเหนี่ยวนำไปแล้วเป็นแบบ Electronic กับแบบ Microprocessor นะครับ
 แบบ Microprocessor ดูแบบ Electronic ก่อนจาก Relay เงื่อนไขการทำงานในยุคแรกๆก็เป็น mechanical แบบเมื่อกี้ละ นี้พอเงื่อนไขการทำงานมันคือกระแสกับเวลา รับกระแสมาประมวลผลฝั่ง Trip งั้นเขาพยายามที่จะใช้ความสะดวก คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ถามว่าปัจจุบัน Electronic กับ mechanical อันไหนถูกกว่ากัน ราคา Electronic ถูกกว่า เราเดินไปคลองถมบ้านหม้อโอ้ถูกมากเลยราคาของนี่แบบทำขึ้นมาได้ด้วย Electronic ราคาก็จะลดลงเบากว่า เบาแล้วแม่นนะครับ
 บอกค่า Amp เท่านี้ก็เท่านี้ Amp ถ้าใช้กลไกอาจจะ Error หน่อย มี Error บ้าง แต่ Electronic ก็แต่อันไหนชัวร์อันนี้เห็นชัดๆหมุนไปปั๊กชัวร์เลยแต่ Electronic โอกาศรวนได้มากกว่าเจอความชื้นหรือความร้อนมันก็รวนได้ต้องมี PowerSupply เห็นไหมครับแต่ละอย่างมีข้อดีและข้อเสีย งั้น Relay มันก็เลยมีค่อนข้างจะหลากหลายให้เลือกใช้อยู่ นั้นจากคุณสมบัติการทำงาน Relay ที่มีต้องการความแม่นยำ ก็เลยมีการพัฒนา Relay ที่เป็น Electronic เป็น Solid State ใช้ เทคโนโลยีทาง Electronic เข้ามา Relay นี้ก็ทำงานสัญญาณไฟฟ้าก็ขนาดเล็กลง บอบบางกว่า ฟึ้บเดียวมันก็อาจจะเสียแล้ว ทนต่อแรงดันกระแสเกินได้ไม่มาก สภาพอากาศที่เขาอยู่ก็ต้องระวังความร้อนความชื้นด้วยนะครับ
 ต้องมี Power Supply การทำงานของ Electronic Relay แบบ mechanical อาจจะคุยกันที่หลัก 5 Amp 10 Amp 20Amp ถูกไหม ได้ ถ้าเจอ Electronic เจอ 5 Amp เป็นยังไงครับลำบากอยู่ใช่ไหม งั้นก็อาจจะมีความบอบบางมากกว่าแล้วก็มีเรื่องความยืดหยุ่นอาจจะดีกว่า ราคาถูกกว่ายืดหยุ่นกว่า อาจจะ Setup ได้หลากหลายกว่าเนื้อที่ที่ติดตั้งก็เล็กกว่านะครับ
 Electronic เหล่านี้ อันนี้เป็นตัวอย่าง Electronic Relay มาดูหลักการทำงาน ผมก็จะพูดหลักการทำงานของ Electronic สมมติกรณีที่เราอยากวัดกระแสเกิน เอาให้รู้หลักเราอยากวัดกระแสเกินเราก็รับสัญญาณมาถ้าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มี mechanical เป็น Electronic ล้วนๆเป็น Solid State เรารับสัญญาณจาก Ct มา สัญญาณมากระแสเรามีสัญญาณกระแสเรานึกภาพถึง oscilloscope ตอนทำ Lab วงจร oscilloscope เก่งมากแต่วัดกระแสไม่ได้ วัดได้แต่สัญญาณแรงดันนะครับ
 นึกๆภาพออกใช่ไหม ตอนที่เราทำ Lab เราจะวัดกระแส เราเอา R ตัวนึงไปชั้นไว้ให้ไหลผ่าน R แล้วเราวัด Vol ค่อม R Vol ตัวนี้จะสะท้อนกระแสที่ไหลผ่าน R ทำชั้น Ohm เราทำชั้น Ohm ทุกอย่างที่เรียนมาตั้งแต่ ปี แรก เดี๋ยวมีโอกาศผมจะท้าวความให้หมดเลย จริงว่าไม่มีประโยชน์ Machine , Circuit , Lab เดี๋ยวผมจะพาท้าวความไปด้วยถ้ามีโอากาศ เราก็ทำชั้น Ohm ใช่ไหมครับ ทำชั้น Ohm งั้นตรงนี้เราก็วัดแรงดันได้เราได้แรงดันมาตรงนี้กระแสสลับ รับจาก CT กี่ Amp ก็แล้วแต่ 5Amp 10 Amp มาตรงนี้กระแสสลับเราได้แรงดันตรงนี้เป็นกระแสสลับตัวนี้ก็ผ่านอันนี้อะไร full bridge rectifier Rectifier เราก็ได้เต็มคลื่นได้ full bridge rectifier rectifier มาเรามาผ่าน amplifier ตัวนึงอาจขยายแรงดันตรงนี้แล้วแต่ออกแบบนะครับ
 ผ่าน R มันเป็นวงจรขยาย กรองฟิลเตอร์ ฟานฟิลเตอร์ ตัวนึงกรองได้ เราก็จะได้สัญญาณเรียบๆ เราจะได้ DC เรียบๆ ไม่มีอะไรเลยใช่ไหมเห็นไหมครับหลักการถ้าเกิดจะทำขึ้นมาแบบง่ายๆ แต่มันคงต้องการ Detail ในความแม่นยำมากกว่านี้นะครับ
 เราจะได้ DC เรียบๆ เอามาทำอะไรครับ Comparator คือ ถ้าแรงดันมากกว่าแรงดัน Reference ถ้าแรงดันที่มันมา ถ้ามันเห็นแรงดันตรงนี้มาสูงกว่า Reference เป็นไงครับ ส่งสัญญาณ สัญญาณเราจะ Delay time ก็ได้ หรือไม่ Delay ก็ได้หรือจะ Set time ไว้เท่าไหร่ก็ได้นี่คือเราก็ใช้ Concept แบบนี้ได้ก็เป็น Relay ได้แล้วใช่ไหมกระแสเยอะๆเป็นไงครับถ้ากระแสตรงนี้เยอะก็จะมีสัญญาณสั่ง Trip หลังจากหน่วงเวลาไปแล้วได้ ก็จะเป็น Solid State Relay นั่นเองนะครับ
 ลองดูผมให้เห็นภาพสัญญาณนิดนึง สัญญาณกระแสเห็นไหม สัญญาณตรงนี้ปกติ ปกติพอ Fault แล้วกลายเป็นสูงเลย Fault ที่เวลานี้ตรงนี้คือเวลาที่ Fault ที่เกิด Fault คือตรงนี้ เกิด Fault เปรี้ยงงั้นสัญญาณกระแสเป็นรูปแบบนี้ V1 จะมองเห็นยังไง V1 ก็คือถูก rectifier ออกมา ถูก Rectifier เห็นว่า V1 ก็คือในสภาวะปกติมันก็เป็น Full Bridge พอ Fault มันก็จะเป็นแบบนี้ ก็จะเป็น Full Bridge ของกระแส Fault เป็น Full Bridge ของกระแส Fault V1 เอามาผ่านฟิลเตอร์ เป็น V2 มันก็จะเริ่มเรียบขึ้น เห็นไหมครับ V1 มาผ่านฟิลเตอร์เป็น V2 ที่ตำแหน่ง V2 เป็นยังไงครับมันก็จะเริ่มเรียบๆ เรียบขึ้นเอา V2 ไปผ่าน Comparator เทียบกับ V Reference VR นั้น VR อยู่ที่นี่เส้นประ งั้น V2 เกิน VR เป็นไงครับมันก็จะเกิดสัญญาณ V0 ออกมา สัญญาณ V0 ออกมาหลังจากที่เราเซฟ Timer ไว้เป็นเวลา T พอเวลาผ่านไป T มันก็ค่อยสั่งออกมาก็จะเห็นว่าเงื่อนไขในการทำงานกระแสเกินหน่วงเวลาเท่านี้เราใช้อุปกรณ์ Electronic มาทำได้ ใช่ไหมครับ อันนี้คนที่เก่งๆอิเล็กทรอนิกส์เขาทำได้กว่านี้หลากหลายกว่านี้ อันนี้เอาแค่หลักการ Concept เฉยๆ มาดูรีเลย์ที่ยอดนิยมในปัจจุบันอีกอันนึงก็คือ รีเลย์ Microprocessor Relay นะครับ
 หรือเป็นคอมพิวเตอร์ Relay เป็น Microprocessor Based Relay จากหน้าที่ของ Relay ต้องมีการรับสัญญาณ Input มาประมวลผลตัดสินใจ Relay ในหัวข้อที่ผ่านมามันเหมือนคอมพิวเตอร์เล็กๆตัวนึงใช่ไหมครับรับสัญญาณแบบนี้ต้องหน่วงเวลาเท่านี้ แบบนี้ต้องเท่านี้แบบนี้ต้องอย่างนี้ เหมือนมีขบวนการมี Logicบางอย่าง พอเทคโนโลยีปัจจุบัน ยุคหลังๆเราทำ Microprocessor ครับ Processor ตอนนี้ราคาไม่แพงแล้วใช่ไหม ราคามีให้เล่นเยอะแยะเลยนะครับ
 ทำเงื่อนไข อะไรได้เยอะแยะเลย เขาก็นำมาประยุกต์เป็น รีเลย์ นะครับ
 เป็น รีเลย์ คราวนี้เป็น Digital และสัญญาณไม่ใช่ Analog นะ 2 แบบแรกยังเป็นสัญญาณ Analog อยุ่ใช่ไหม ถึงจะเป็น Electronic ก็สัญญาณ Analog แต่คราวนี้เป็น Digital นะครับ
 งั้นเราต้องมี A to D Analog to Digital ส่งเข้าไปให้มันรับรู้ ต้องมี A to D ต้องมีชุด Analog to Digital ว่ากระแส 5Amp Digital มองเห็น Code อะไร จาก Code นี้ประมวลผลอย่างนี้สั่ง Output จะสั่ง Output ก็เป็นไงครับ ก็ต้องมีชุดที่เป็น Output เหมือนของ Microprocessor เหมือน Output ของ PLC แบบนี้นะครับ
สั่งออกมา นี่ก็เป็นหน้าตาทั่วๆไป มี Processor เรารับสัญญาณเข้ามานะครับ
 ก็ต้องมีฟิลเตอร์ป้องกันแรงดันกระชาก มี A to D เห็นไหมครับ ชุด A to D ก็ต้องมี การ Sampling เราเรียนเรื่องการแปลงสัญญาณไหม มีวิชาไหนไหมครับ Sampling ออกมานะครับ
แล้วเราก็ส่งเข้าไปกลายเป็น Code 01 ละ Processor ก็จะรู้เรื่งเรา Set Program ได้แต่เราคงไม่ต้องไป Design ตรงนั้นนะครับ
คงน้อยคนให้ไปทำงั้นอาจจะเป็นผู้ใช้มากกว่าเราจะเห็นหน้าตาที่ทำเป็น Patch ออกมาแล้ว รีเลย์เราอาจจะคีย์ด้วย Patch หรือเราจะมีสัญญาณ Interface ต่อคอมเรา Set up เรียบร้อยด้วย Software เขาแล้วเราอันโปรแกรมเข้าไปใช่ไหมให้ รีเลย์ทำงานแบบนี้นะครับ
อัดเข้าไปให้รีเลย์ ทำงานงี้ ฝั่ง Output ก็จะมี Digital Output isolation filters แล้วก็ไปที่ชุด Control หน่วยความจำ มี Ram มี Rom มี E prom ก็อันนี้แล้วแต่ผู้ผลิต Design นี่หน้าตา Digital Relay อาจจะเป็น Distance Relay เป็น MultiFunction Relay นี้เดินเข้าไปโรงงานอุตสหกรรม MultiFunction Relay เยอะเลยนะครับ
เราใช้ MultiFuction นะ ตัวมันเองทำ Overcurrent Undervoltage นู่นนี่อะไรเต็มไปหมด Set ก่อนนะครับ
 ดูไม่รู้เรื่องทำไงดีครับปลดฟังก์ชั่นนี้ออก Overcurrent พอรู้เรื่อง Set มาใช้ Undervoltage Set เป็นเจออะไรแปลก Disable มันไป ใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพคนทำเขาก็ทำมาเผื่อซื้อแยกไม่ได้ไงก็ราคาเดีววกัน ปลดไปก่อนแล้วเดี๋ยวไปอ่านคู่มือเอา เดี๋ยวใครได้ทำงานเกี่ยวข้องก็คงจะรู้เอง วุ่นวายมากเลย บางอย่างมันแปลกๆ ผู้ผลิตล้ำหน้า Standard อีกอย่างนึง นั้น Relay จะมีความสามารถในการตรวจสอบเรากดดู History ได้ไหมเกิดอะไรขึ้นอะไรได้มันมีเริ่มมีลูกเล่น แทนที่จะสั่ง Trip อย่างเดียวมีความสามารถในกาารตรวจสอบสื่อสารระหว่าง Relay ด้วยกันคุยกันได้ อยู่สถานีนี้ อีกอันอยู่อีกที่นึงส่งสัญญาณถึงกันได้ เราเรียกว่า Pilot relay ก็คือเป็นแบบอยู่ในบทที่ 6 เป็น Relay นำร่องคือคุยกันได้มีเงื่อนไขการทำงานที่มันไม่ได้รู้จากตัวมัน มันรู้ด้วยว่าอีกฝั่งนึงเห็นกระแสเท่าไร มีสัญญาณสื่อสารถึงกันอันนี้ก็จะพูดถึงในบทที่ 6 อีกทีนึงหรือจะเป็นพวก MultiFunction ที่เป็น Deferencial Relay ก็อยู่ในบทป้องกัน Generator ป้องกันหม้อแปลงอยู่บทหลังๆไปอีก 7 8 9 งั้นส่วนนี้ก็ Overview ไปก่อนนะครับ
 นั้นปัจจุบันนะครับ
เรามักจะออกแบบ รีเลย์มีทั้งแบบ Analog ทั้ง Computer ควบคู่กันไปแล้วแต่เลือกใช้แต่ถ้าเป็นอุตสหกรรมยุคใหม่ Plant ใหญ่ๆเช่น โรงงานอะไรพวกนี้ส่วนใหญ่จะใช้ MultiFunction เป็น Multifunction ตัวเดียวจบเลยนะครับ
มันทุกอย่างอยู่ในตัวเดียวกันนะครับ
เดี๋ยวมีโอกาศ มีเวลาผมจะไปลองหาชีทมาให้ดูกันอาจจะทำได้หลายอย่างเลยนะครับ
ได้ทั้ง Termal Overload ทั้งกระแส ได้นั่นนี่ มี PlugIn เข้าไปสำหรับป้องกัน Generator โดยเฉพาะ มี Plug เข้าไปเป็น มอเตอร์ โดยเฉพาะอย่างเดียว ก็ แล้วการ Set ถูกผิดนี่ตอบยากมากเลยนะครับ
 ถูกผิดก็พอสมควรนะครับ
ว่าเรา จะ Set เท่าไหร่ ดีแต่ว่าเอา Safty อะได้อย่างนี้ Safe ไหม Safe ดีไหม เริ่มตอบยากและในการ Set Relay อย่างนี้ดีไหมตอบยากและสมมติยกตัวอย่าง มอเตอร์ง่ายๆ Set เท่าไหร่ดี จะSet ที่มอเตอร์กี่ % ของ มอเตอร์ Overload ผมบอก Standard เท่าไรสัก 125 % แล้วเขาถามว่าแล้วเท่าไหร่ดีหละผมก็บอก เอา 115 แล้วกัน ทำไมต้องมีก็แล้วกันด้วย ทำไมไม่เอาไปเลย 125 ได้ไหม หรือ 100 ได้ไหม ผมไม่รู้ไงเพราะว่ามอเตอร์ตัวนี้ 100% ไม่อยากให้มันทำงานเกิน 100% แต่ว่ามาตราฐานต้องทนได้ 125 สมมตินะ มอเตอร์ตัวนี้ต้องทนได้ 125 เพราะมันทำตามมาตราฐานนี้มา ผม Set 115 ผมผิดไหม มอเตอร์ก็ยังไม่พังถูกไหม ผม Set ไว้ที่ 100 ผมผิดไหมผมก็ไม่ผิด ผมSetไว้ที่ 90 ได้ไหม ผมSetไว้ที่ 90 ก็ได้สมมติว่าผมดันไปรู้มาว่าคนเลือกมอเตอร์มันไม่เลือกมอเตอร์มาทำงานเต็มพิกัดหรอกมันอาจจะเลือกมอเตอร์มาทำงานที่ 80 % เพราะฉนั้นเมื่อไรมอเตอร์ตัวนี้ทำงาน 90 % เมื่อไรผมว่าต้อง Alarm ต้องอะไรแล้ว ผมก็ยังถูกอยู่ใช่ไหมก็ยังไม่ผิดถูกไหม อันนี้ก็แล้วแต่เงื่อนไขในการทำงานนะครับ
 แต่ว่าเวลาเราคุยกันเราต้องเอา Safty ก่อนใช่ไหม Safe หนะ Safe แน่ แต่ดีไหมนั้นอีกเรื่อง อันนี้มันเป็นเงื่อนไขของแต่ละที่ หรือ Set มอเตอร์ตัวนี้ให้ไม่มีวัน Trip เลยผมเห็นที่นึง มอเตอร์ไม่มีวัน Trip เลยเอางี้ Set ทำไมงี้ อ่อมอเตอร์ตัวนี้เอาไว้ดับเพลิงครับ มันจะ Trip ไม่ได้มันต้องเป็นตัวสุดท้ายที่รันอยู่ในโรงงานผมก็มีนะเขา Set ยังงี้ คือ ไม่ให้ Trip ตัวนี้ถึงแม้มันจะ Overload แย่แล้วยังไงเป็นไงครับมอเตอร์ดับเพลิงเป็นไงครับไฟไหม้อยู่มัน Trip มันก็โดนไฟไหม้อยู่ดีมันไม่ต้อง Trip ยังงี้เป็นต้นแล้วแต่เงื่อนไขของการใช้งานด้วย