วิธีลดพุงให้ได้ผล



วีดีโอและเนื้อหาจากช่อง Jones Salad

วิธีลดพุง ให้ถูกทาง "โน โยโย่" เมื่ออยากลดน้ำหนัก ผู้คนจำนวนมากสับสนกับวิธีการลด ซึ่งมีมากมายหลายสูตรเหลือเกิน "จะเชื่อใครดีล่ะเนี่ย"

ดังนั้นก่อนที่คุณจะใช้วิธีใด ๆ ลดน้ำหนัก เราอยากให้คุณทำความเข้าใจ กับข้อเท็จจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ของร่างกายดูเสียก่อน

เมื่อเรากินอาหารเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนอาหารเหล่านั้น ให้เป็นพลังงาน ที่มีหน่วยว่า แคลอรี โดยร่างกายจำเป็นต้องนำพลังงานเหล่านี้มาใช้ เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ได้

ไม่ว่าจะเป็นหัวใจที่เต้น สมองที่คิด จนไปถึงการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของเรา ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ชายจะมีการเผาผลาญอยู่ที่ 2000 kcal ต่อวัน ส่วนผู้หญิง จะมีการเผาผลาญอยู่ที่ 1800 kcal ต่อวัน

ซึ่งถ้าหากว่า เรากินอาหารเข้าไปมากกว่าพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ พลังงานส่วนที่เหลือก็จะถูกเก็บเป็นไขมันสะสมแทน ซึ่งนั่นทำให้เราอ้วนขึ้นนั่นเอง "นาฬิกายืมเพื่อนมาใส่" "ส่วนพุงของตัวเองแน่นอน"

ในทางกลับกัน หากเรากินอาหารน้อยกว่าพลังงานที่เราใช้ ร่างกายก็จะสลายไขมันสะสมเหล่านี้ ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานได้เช่นกัน ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว หากเราลดพลังงานลงได้ 7000 kcal ไขมันจะถูกสลายไป 1 กิโลกรัม

ซึ่งทำให้เราผอมลงไป 1 กิโลกรัมนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น หากเรากินเพียง 500 kcal ต่อวัน พลังงานก็จะถูกลดลงประมาณ 1500 kcal ต่อวัน

นั่นหมายความว่า หากเราทำแบบนี้ได้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ น้ำหนักของเราก็จะลดลงไป 1.5 กิโลกรัม 1 เดือน น้ำหนักเราจะลดลงไป 6 กิโลกรัม

และหากลดอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ใน 2 ปี น้ำหนักเราจะลดลง 144 กิโลกรัมเลยทีเดียว "มีคำถาม" "แล้วทำไมบางคนกินน้อยมาก ๆ" "แต่น้ำหนักไม่ยอมลดล่ะ" หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หลายคน ลดน้ำหนักไม่ประสบความสำเร็จ

เนื่องมาจากพวกเขาอาจหักโหมในการลดน้ำหนัก มากจนเกินไป

เพราะหากเราลดน้ำหนักอย่างหักโหมมาก ๆ ร่างกายก็จะตกใจ คิดว่าเรากำลังจะตาย แล้วเปิดโหมดเอาชีวิตรอด โดยสั่งให้ทุกระบบประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น อัตราการเผาผลาญและการสลายไขมันในร่างกาย จะลดต่ำลง

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การลดน้ำหนัก ในช่วงหลัง ๆ ของเราอาจช้าลง ไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่เราคาดหวังไว้นั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเราเครียดกับการลดน้ำหนักมาก ๆ ร่างกายมักจะผลิตฮอร์โมนหิวมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ความอยากอาหารของเราเพิ่มสูงยิ่งขึ้น

ซึ่งอาจทำให้เราตบะแตก หรือเผลอให้กินอาหารเข้าไปมากโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อการเผาผลาญต่ำ แต่การกินมากขึ้น น้ำหนักจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า โยโย่ เอฟเฟค นั่นเอง

"แล้วเราจะลดน้ำหนักยังไง ไม่ให้โยโย่ดีล่ะเนี่ย"

1. ไม่ควรอดอาหาร

และควรกินอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ เพราะเมื่อเราได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ โอกาสที่ร่างกายจะกลัวตายย่อมลดลง

นอกจากนี้ สารอาหารที่มีประโยชน์ต่าง ๆ เช่น โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และไฟเบอร์ จะช่วยทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง ฮอร์โมนต่าง ๆ ทำงานได้อย่างปกติ ซึ่งจะทำให้เราลดน้ำหนัก ได้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อร่างกายมีการขยับมากขึ้น จะทำให้การเผาผลาญพลังงานต่อวันของเราเพิ่มสูงมากขึ้น การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ควรทำควบคู่กับการคุมอาหาร

นอกจากนี้การออกกำลังกาย ยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ซึ่งจะช่วยกระตุ้น การสลายไขมันในร่างกายให้มากขึ้นอีกด้วย

3. รู้จักร่างกายของตัวเองให้มากยิ่งขึ้น

เมื่อร่างกายของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนมีการเผาผลาญมาก บางคนมีการเผาผลาญน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างเช่น เพศ อายุ มวลกล้ามเนื้อ และพันธุกรรม

การใช้สูตรคำนวนหาค่าการเผาผลาญพลังงานของตัวเราเอง จึงช่วยให้เราวางแผนการลดน้ำหนัก ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

หรืออีกวิธีง่าย ๆ คือการใช้อุปกรณ์จำพวก Health Gadget ต่าง ๆ เช่น Activity Tracking ซึ่งเป็นตัวช่วยบอกค่าการเผาผลาญพลังงานทั้งวันของเรา

และยังสามารถตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อให้เราออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย "รู้ใจเรามากกว่าเมียอีกนะเนี่ย" "เหวยยยย" "ล้อเล่นนะเมียจ๋า"

สุดท้ายนี้ เราอยากให้คุณลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหมตัดพลังงานมาก จนร่างกายเสียสมดุล เพราะความสำเร็จในการลดน้ำหนัก ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจอย่างยิ่งใหญ่

ในตอนแรกที่เราคิดจะเริ่มลด แต่มันเกิดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ หลาย ๆ ครั้ง ในระหว่างทางที่เรากำลังลดน้ำหนักอยู่ต่างหาก

สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนเรา ให้เป็นคนที่มีวินัยในการดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น เปลี่ยนให้เรามีพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ และเปลี่ยนให้เรามีหุ่นที่ดี พร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง แค่เปลี่ยนให้สุด ก็หยุดโยโย่ได้แล้ว