ลักษณะของเล็บสามารถบอกโรคได้



มีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้จากสถาบันโรคผิวหนังกรมการแพทย์ นั่นก็คือ ให้เราคอยสังเกตและดูแลสุขภาพของเล็บอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเล็บที่มีสุขภาพดีนั้น จะต้องมีลักษณะเป็นสีชมพูจางๆ และบริเวณพื้นผิวควรจะเรียบ ผิวหนังที่อยู่บริเวณรอบๆเล็บมีความแข็งแรง ถ้าหากว่ามีลักษณะที่แตกต่างจากนี้ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนภัยของความผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเราได้เช่นกัน

สรุปได้ว่าเล็บที่มีสุขภาพดีนั้นจะต้องเป็นเล็บที่มีสีชมพูจางๆ นิดนึง ซึ่งเป็นสีจากผิวหนังที่อยู่ด้านใต้ของเล็บ และพื้นผิวของเล็บควรจะเรียบ สำหรับผิวหนังที่อยู่บริเวณรอบๆเล็บ นั้นจะต้องมีความแข็งแรง และสังเกตว่าเล็บจะต้องไม่หนาเกินไป และก็ไม่บางเกินไป ถ้าหากว่าเล็บมีลักษณะที่แตกต่างจากที่กล่าวมานี้ แสดงว่าเล็บของเรามีการผิดปกติ และจะเป็นสัญญาณบอกโรคต่างๆได้ โดยลักษณะจะมี 5 อย่าง คือ 1.เล็บที่มีความหนากว่าปกติหรือว่าบางกว่าปกติ 2.เล็บที่เปลี่ยนสี 3.ผิวหนังที่อยู่บริเวณรอบๆเล็บนั้นมีลักษณะที่บวมและแดง 4.ปลายเล็บร่น และ 5.ก็คือเล็บของเรามีผิวที่มีลักษณะขรุขระ ดังนั้น เราจึงควรหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเล็บของเรา

 

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเล็บบ่งบอกถึงอะไรได้บ้าง

1. เล็บที่มีความหนาหรือว่าบางผิดปกติ มีโรคต่างๆหลายโรคที่ส่งผลทำให้เล็บของเรานานขึ้น อย่างเช่นโรคเชื้อรา ซึ่งโรคนี้นอกจากจะทำให้เล็บหนาขึ้นแล้วอาจจะทำให้มีสีที่เปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองหรือว่าสีขาวก็ได้ และยังส่งผลให้กับผิวเล็บแล้วก็ส่วนปลายของเล็บนั้นมีลักษณะขรุขระอีกด้วย โรคสะเก็ดเงินก็จะมักมีอาการลักษณะคล้ายๆกัน นั่นก็คือ จะทำให้เล็บมีความหนาหลายๆเว็บ นอกจากที่กล่าวมาก็ยังมี โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งกรณีนี้เล็บของเราจะมีความบางและอ่อนคล้ายๆ กับช้อน

2. เล็บเปลี่ยนสี สำหรับการสังเกตสีของเล็บนี้ สามารถบ่งบอกถึงโรคต่างๆได้ด้วยเช่นกัน กรณีที่เล็บมีสีขาวเพียงแค่ครึ่งเล็บจะพบได้ในคนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง สำหรับกรณีที่เล็บมีสีขาว 2 ใน 3 ของเล็บ จะพบได้ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน และก็คนที่เป็นโรคตับแข็ง แล้วก็คนที่เป็นโรคหัวใจ และอีกกรณีหนึ่งก็คือถ้าหากว่าเล็บมีสีขาวเป็นแถบขวางอาจจะเป็นสัญญาณของโรคโปรตีนในร่างกายต่ำกว่าปกติ

3. ผิวหนังรอบเล็บบวมแดง สำหรับบางคนที่จะต้องสัมผัสกับน้ำอยู่บ่อยๆ กรณีแบบนี้ จะส่งผลให้กับผิวหนังบริเวณรอบเล็บมีลักษณะที่เปื่อยยุ่ยได้ หรืออาจจะเกิดจากการระคายเคืองของสารเคมีต่างๆ เช่น น้ำยาล้างจาน หรือพวกน้ำยาสำหรับทำความสะอาดต่างๆ ด้วย และในบางครั้ง อาจจะมีการติดเชื้อราได้ เนื่องจากที่ไม่ได้รักษาความสะอาดให้ถูกต้อง สำหรับบางคนที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย บริเวณตามผิวหนังรอบๆเล็บ อาจจะบวมแดงและก็มีหนองด้วยเช่นกัน

4. ปลายเล็บร่น โดยคนปกตินั้นผิวหนังที่เป็นส่วนปลายจะต้องติดอยู่กับเล็บของเรา แต่ว่าก็มีกรณีบางกรณีที่เป็นผลมาจากโรคต่างๆ อย่างเช่นโรคสะเก็ดเงิน หรือว่าโรคไทรอยด์ หรือจะเป็นโรคเชื้อรา และก็พวกโรคผื่นผิวหนังอักเสบต่างๆ รวมถึงกรณีบางคนที่มีการใช้ยาบางชนิดด้วย อาจจะมีผลทำให้ขอบของผิวหนังที่ติดอยู่กับเล่มนั้นมีอาการร่นลงมา

5. เล็บที่มีผิวขรุขระ ลักษณะนี้สามารถพบได้บ่อยมาก ในบางครั้งผิวเล็บอาจจะเป็นหลุมเล็กๆ ถ้าหากเป็นหลายๆเล็บ อาจจะเป็นสัญญาณถึงการเป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือว่าโรคภูมิแพ้ต่างๆ แต่บางครั้งก็อาจจะพบได้ในเด็กบางคนซึ่งเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสาเหตุ หรือในบางครั้งกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการที่บาดเจ็บ แล้วก็อาการรุนแรง อาจจะพบเห็นเล็บที่เป็นร่องลึกตามแนวขวางซึ่งเกิดจากการสร้างเล็บที่ผิด ของร่างกาย

 

คำแนะนำในการดูแลรักษาเล็บ ควรที่จะหลีกเลี่ยงการทาเล็บเป็นประจำ เพราะว่าการทาเล็บนั้นเป็นผลให้เล็บของเรามีความเปราะและจะทำให้ไปปลายเล็บเผยอออกมาได้ บางครั้งก็จะทำให้เล็บบุ๋ม มีลูกคลื่น ดังนั้นเราควรดูแลรักษาความสะอาดเล็บเป็นประจำ และถ้าหากเมื่อเราตัดเล็บ ก็ไม่ควรแคะซอกเล็บมากเกินไป เพราะจะทำให้เล็บของเราเกิดการฉีกขาดได้ และเกิดเป็นแผลจนทำให้เชื้อโรคต่างๆเข้าสู่ร่างกายได้ และเวลาที่เราทำงานบ้างก็ควรที่จะมีการสวมถุงมือด้วย รวมถึงกรณีที่มีการใช้สารเคมีต่างๆ ก็ต้องสวมถุงมือด้วยเช่นกัน และนอกจากนี้การดูแลรักษาโดยการทาโลชั่นเพื่อถนอมผิวที่มือและเล็บเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยให้เล็บแข็งแรงมากยิ่งขึ้นได้ และทำให้เล็บมีความเงางาม เรียบเนียน และสุขภาพดีได้ด้วยเช่นกัน