มาลาเรีย ภัยเงียบที่ไม่มีใครนึกถึง



 

ในปัจจุบันมีประชากรกว่า 2 พันล้านคน จาก 95 ประเทศทั่วโลก อาศัยอยู่ในบริเวณ ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย ประมาณการว่า... ผู้ติดเชื้อทั่วโลกมากกว่า 200 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตราว ๆ 4 แสนคน โดยส่วนใหญ่จะเสียชีวิต จากไข้มาลาเรียขึ้นสมอง โรคมาลาเรียเป็นปัญหาสาธารณะสุข ที่สำคัญของประเทศไทยเช่นกัน ถึงแม้ว่าโรคนี้ จะมีอัตราการป่วย และการตายลดลง แต่ยังคงมีผู้ติดเชื้อมาลาเรีย อย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ทางกระทรวงสาธารณะสุขแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกันกับองค์การอนามัยโลกนะคะ แล้วก็ได้กำหนดยุทธศาสตร์ ในการกำจัดมาลาเรีย ให้หมดไปจากประเทศไทยนะคะ ภาพในปี พ.ศ.2569 ค่ะ ที่นี้ การที่เราจะกำจัดมาลาเรียให้หมดไปนั้น จำเป็นต้องทราบก่อนค่ะ ว่า... มีใครเป็นผู้ติดเชื้อบ้างนะคะ แล้วก็ติดเชื้ออยู่ในบริเวณใดนะคะ แล้วก็มีการแพร่กระจายเชื้ออย่างไรนะคะ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ก็จะเป็นข้อมูล ที่ทำให้เรารู้แหล่งเป้าหมาย ที่จะไปกำจัดมาลาเรีย ในบริเวณเหล่านั้นนะคะ ได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ ผู้ที่ติดเชื้อมาลาเรีย แต่ไม่แสดงอาการนะคะ จัดเป็นภัยเงียบที่ไม่มีใครนึกถึงค่ะ ผู้ติดเชื้อมาลาเรียที่ไม่แสดงอาการ คือผู้ติดเชื้อที่พร้อม จะเป็นแหล่งแพร่กระจายของโรค โดยมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำเชื้อ จากคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหนึ่ง ซึ่งหากจะกำจัดเชื้อมาลาเรียให้หมดไป ต้องตรวจรักษาผู้ที่ติดเชื้อ แต่ไม่แสดงอาการด้วย เพื่อตัดวงจรของโรคมาลาเรีย สำหรับวิธีมาตรฐานนะคะ ที่เราจะใช้ในการตรวจ หาเชื้อมาลาเรียในปัจจุบันนี้ค่ะ เรายังคงใช้วิธี ใช้กล้องจุลทรรศน์นะคะ การใช้กล้องจุลทรรศน์จะตรวจพบ เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อนะคะ สูงมากถึงจำนวน 5 หมื่นพาราไซต์ ต่อเลือด 1 มิลลิลิตร หรือว่าเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า... ประมาณ 50 พาราไซต์ ต่อเลือด 1 ไมโครลิตรค่ะ ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับภูเขาน้ำแข็งนะคะ จะสังเกตได้เลยว่า... การที่เราตรวจเชื้อในวิธีมาตรฐานเหล่านี้ เราทำให้เราสามารถพบเชื้อได้ เฉพาะส่วนบน ของภูเขาน้ำแข็งเท่านั่นค่ะ ทางทีมนักวิจัย ของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน ก็เลยพัฒนาวิธีตรวจเชื้อมาลาเรีย ที่มีความไวสูง เพื่อจะนำมาค้นหา... ผู้ที่ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการของโรคค่ะ ซึ่งเทคนิคนี้ จะสามารถตรวจเชื้อมาลาเรียได้ ในปริมาณน้อยนะคะ ในคนที่มีเชื้อมาลาเรียเลีย เพียง 20-30 พาราไซต์ ต่อเลือด 1 มิลลิลิตรเท่านั่นค่ะ ซึ่งจัดเป็นวิธีที่สามารถตรวจเชื้อ ในระดับต่ำกว่าการตรวจด้วย กล้องจุลทรรศน์ถึง 2 พันเท่า แล้วก็ต่ำกว่าการตรวจด้วย เทคนิค PCR ทั่วไปถึง 50 เท่า ขั้นตอนพิเศษที่เราเพิ่มเข้าไป ในขบวนการนี้ ที่ทำให้มีการตรวจ ได้มีความไวมากขึ้นกว่าปกติ ก็คือว่า... เราเพิ่มความเข้มข้นของปริมาณ DNA ที่เราใส่เข้าไปในการตรวจตัวอย่างนะคะ โดยที่เราพยายามทำให้ DNA ในเลือด 1 มิลลิลิตร สามารถลงไปอยู่ในหลอดทดลองได้ทั้งหมด ก็เลยทำให้เพิ่มโอกาส ในการตรวจหาเชื้อมาลาเรียได้ค่ะ จนถึงวันนี้... เทคโนโลยีการตรวจเชื้อมาลาเรีย ความไวสูงที่พัฒนาขึ้น ได้ทำการตรวจวัดตัวอย่าง ที่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปแล้วมากว่า 6 หมื่นตัวอย่าง จาก 260 กว่าหมู่บ้าน บริเวณชายแดนไทย พม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม พบว่ามีการติดเชื้อมาลาเรีย ของผู้ที่ไม่แสดงอาการ เพิ่มมากขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งเป็นการติดเชื้อมาลาเรีย ชนิดฟิลซิปารัม 5 เปอร์เซ็นต์ และการติดเชื้อมาลาเรียไวแวกซ์ 13 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากการใช้เทคนิคนี้ ในการกำจัดมาลาเรียแล้วนะคะ เทคนิคยังสามารถนำไปใช้ ในทางอื่นๆด้วยเช่นกันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น... เทคนิคนี้จะสามารถนำไปใช้ ในการช่วยเหลือ ในการพัฒนายาชนิดใหม่ ๆ โดยการที่นำไปใช้ในการติดตามผู้ป่วย ที่ได้รับยาชนิดใหม่ ๆ มานี้ ตามไปเพื่อที่จะดูว่า... ขนาดยาหรือปริมาณยา ที่เหมาะสมที่สุด ที่จะออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อมาลาเรีย ในร่างกายคนไข้ เป็นปริมาณใดค่ะ แล้วก็ไม่ใช่แค่ในการพัฒนายาเท่านั้นนะคะ เทคนิคนี้ได้ถูกนำไปใช้เป็นมาตรฐาน เป็นตัวเปรียบเทียบมาตรฐาน ในการผลิตชุดตรวจมาลาเรียใหม่ ๆ อีกด้วย โดยใช้เป็นตัวเปรียบเทียบความไว แล้วก็เป็นตัวเปรียบเทียบ ความเฉพาะเจาะจงค่ะ