ประเมินคุณภาพแล็บตรวจเลือดผู้ป่วย HIV



การให้ยาต้านไวรัสเอดส์กับผู้ป่วย ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี เป็นการป้องกัน ทำให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น ถ้าให้ยาแต่เนิ่น ๆ ปัจจุบันเรามีคนไข้สะสม ประมาณ 1,100,000 คน แล้วในจำนวน 1,100,000 คนนี้ ประมาณครึ่งหนึ่ง ได้เสียชีวิตไปแล้ว เพราะฉะนั้น เรามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ประมาณ 500,000 ราย ในประเทศไทย อัตราการติดเชื้อของผู้ป่วยในประเทศไทย ค่อนข้างสูงนะครับ โครงการ EQA ที่เราทำขึ้นมา EQA ย่อมาจาก External Quality Assurance ก็เป็นการประเมินคุณภาพภายนอก ต่อห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ที่ผู้ป่วย HIV เรามีการตรวจคุณภาพ ของห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เราตรวจภูมิต้านทานว่า ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานยังดีอยู่ไหม การตรวจภูมิต้านทานของผู้ป่วย ที่ติดเชื้อ HIV ทำได้หลายแบบ อันที่ 1 คือ ตรวจวัด CD4 คือดูภูมิต้านทาน อันที่ 2 ก็คือ ดูปริมาณไวรัสในผู้ป่วยว่า มีมากหรือมีน้อยอย่างไร อันที่ 3 ก็คือ ดูว่าไวรัสที่อยู่ในตัวผู้ป่วยนั้น มันดื้อยาหรือไม่ดื้อยาต้านไวรัสเอดส์ ทั้ง 3 วิธีนี้ จัดว่า CD4 เป็นวิธีที่ราคาถูกที่สุด สมัยโน้น 15 ปีที่แล้ว การที่เราจะประเมินคุณภาพของ ห้องปฏิบัติการใดปฏิบัติการหนึ่งนี่ ในแง่ของ CD4 จำเป็นที่จะต้องใช้เลือด เสมือนหนึ่งว่าเป็นเลือดที่มาจากผู้ป่วย แล้วก็่ส่งไปที่ห้องปฏิบัติการ แล้วก็ให้เขาตรวจวัดว่ามีจำนวน CD4 เท่าไร เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เราต้องใช้เลือด จากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพงมาก เราก็มีการปรึกษาหารือกับทาง กระทรวงสาธารณสุข กรมโรคเอดส์ ก็ได้รับมอบหมายว่าให้ลองพยายามทำ ว่าเราสามารถที่จะมีเลือด ที่เป็นตัวแทนที่เราสามารถที่จะส่ง ไปห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นมีอยู่ 30 กว่าแห่งได้ไหม ผมกับทีมงานก็เลยเริ่มต้นวิจัยว่า เราจะทำอย่างไรถึงจะให้เลือด มีความทนทานในสภาพอุณหภูมิของประเทศไทย แล้วก็จะเป็นการประหยัดเงินได้เยอะทีเดียว ใช้เวลา 1 ปี เราก็ประสบความสำเร็จ แล้วเราก็จะอนุสิทธิบัตร ของการที่เราจะทำให้เลือดนี่ สามารถคงทนในสภาพอุณหภูมิของประเทศไทยได้ ซึ่งกระบวนการที่เราจะทำนี่ ก็เริ่มต้นจากว่า เราได้เลือดจากผู้บริจาคใช่ไหมครับ จากธนาคารเลือด ในขั้นตอนแรก เราก็เอาเลือดมา แล้วก็ปั่นก่อนเพื่อแยกเอาน้ำเหลืองออกไป การที่เราแยกเอาน้ำเหลืองออกไป เราก็เอาน้ำเหลืองเก็บไว้ ส่วนเซลล์ส่วนที่เหลือก็จะเป็น เม็ดเลือดแดงกับเม็ดเลือดขาวอยู่ เราก็เอามาทำความสะอาดโดยการปั่นล้าง ด้วยฟอสเฟตบัฟเฟอร์ซาไลน์ หรือเราเรียกว่า PBS สองครั้ง เพื่อให้เลือด เซลล์เลือดมีความสะอาดนะครับ ปราศจากซีรัมที่ปนเปื้อนอยู่ จากนั้น เราก็เติม สติบิไรซิงเอเจนต์ตัวที่หนึ่งลงไป แล้วก็ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วก็มาปั่นล้างด้วย PBS อีก 2 ครั้ง หลังจากปั่นล้าง 2 ครั้ง คราวนี้เราเติม สติบิไรซิงเอเจนต์ตัวที่สองลงไป หลังจากที่เติมสติบิไรซิงเอเจนต์ที่สองลงไป แล้วเราก็ใส่ไว้ในตู้เย็น ทิ้งไว้ประมาณ 16 ชั่วโมงหรือว่าค้างคืน จากนั้น เราก็จะได้เลือดพร้อมอยู่ในสภาพที่ บีสติบิไรซิงเอเจนต์แล้ว เราก็ทำการปั่นล้าง เอาสติบิไรซิงเอเจนต์ทิ้งไป และเมื่อปั่นล้างแล้วเราก็จะเหลือเลือด ซึ่งมีทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ใช่ไหมครับ เราก็เอาซีรัมที่เราปั่นไว้ในวันแรก เติมกลับลงไป ทำให้เสมือนหนึ่งว่า มันเป็นเลือดที่ได้จากผู้ป่วย ภายหลังที่เราได้เลือดที่เราผ่าน สติบิไรซิงเอเจนต์มาแล้วนะครับ เราก็ส่งไปห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ในประเทศไทย แล้วก็ให้ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เหล่านี้ ตรวจวัด CD4 โดยวิธีของเขานะครับ จากนั้นก็ส่งผลกลับมาให้เรา เราก็เอาข้อมูลทั้งหมด ของห้องปฏิบัติการต่าง ๆ มายำรวมกัน เราก็พยายามดูว่า 95% มีกี่แห่ง แล้วนอก 95% มีกี่แห่ง เราก็ถือว่าสอบตกนะครับ ทีนี้การสอบตก เราก็ต้องมีวิธีช่วยเหลือใช่ไหมครับ เราก็อาจจะไปแนะนำว่า ดูว่ากระบวนการ ขั้นตอนที่เขา ตรวจวัด CD4 กระบวนการตรงไหนที่มีข้อผิดพลาดไหม ถ้ามีผิดพลาด เราก็ช่วยกันแก้ไข เพราะว่าจุดประสงค์ของ EQA อันหนึ่งก็คือว่า ช่วยทำให้ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ มีการตรวจวัด CD4 ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงแรก ๆ เราเริ่มต้นด้วย เรามีประมาณ 30-40 แห่งใช่ไหมครับ ใน 5 ปีถัดจากนั้น เรามีเพิ่มขึ้น 80 แห่ง ปัจจุบัน ในประเทศไทยเรามี 150 แห่ง ประเทศเพื่อนบ้าน เขาก็มีห้องปฏิบัติการ ที่ตรวจวัด CD4 เราก็เลยให้ความช่วยเหลือกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เลยรวมเอาห้องปฏิบัติการเพื่อนบ้าน เข้ามาด้วย นับถึงปัจจุบัน เรามีเกือบ 300 แห่งแล้ว ทีนี้ เอเชียนี่ เราก็น่าจะถือว่า เราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียน เราเป็นประเทศเดียวที่ก่อตั้งอันนี้ แล้วเราก็ถือว่า ของเราก็เป็นนานาชาติได้เหมือนกัน แต่ว่าในระดับภูมิภาค