ประวัติผีกระสือ กระสือเป็นตัวอะไร เกิดมาได้ยังไง (สรุปจบในโพ้สเดียว)



ด้านล่างนี้คือคำบรรยายคลิปวีดีโอนี้ 

แอบบอกก่อนนะคะ ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับกระสือเนี่ยมันเป็นเรื่องราวของความเชื่อ ของอะไรแบบนี้ใช่มั้ยคะ 

ดังนั้นตัวอ้างอิงอาจจะมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ มันเป็นอารมณ์แบบ คติชนอ่ะ เป็นคติความเชื่อของคนนะคะ 

ดังนั้น มันจึงรวมจากตามที่คนเขาเขียนไว้ที่ต่างๆ ว่าเขาเชื่อยังไง เขาคิดยังไง แล้วก็ วิวเอามาผสมรวมกันเป็นเวอร์ชั่นเดียว ประมาณนั้นค่ะ

 ซึ่งแปลว่า เราฟังเอาสนุกกันนะ ไม่ฟังเอาไปอ้างอิงทางวิชาการอะไรค่ะ

แต่ว่า

ถ้าใครอยากไปอ่านตามนะคะ เล่มนึงที่สามารถไปหาอ่านได้และวิวใช้ ก็คือนี่เลย "ตำนานผีไทย" ของ ส.พลายน้อย นะคะ ก็เล่มคลาสสิคสุดๆ เล่มนี้ค่ะ

 โอเค นอกเรื่องมาไกลนะคะ ควรจะเข้าเรื่องสักที 

แต่ขอบอกว่า การเล่าเรื่องผีในที่นี้ วิวจะไม่ได้มาเล่าเรื่องผีเหมือนรายการผีนะ ไม่งั้นต้องไปดูรายการอื่นที่เป็นรายการผีนะคะ ที่นี่เราจะมาคุยเจาะลึกกันเรื่องกระสือเลยค่ะ

 ว่ากระสือเป็นใคร กระสือลักษณะเป็นยังไง เราจะสังเกตกระสือได้ยังไง และกระสือมีญาติเป็นใครบ้าง ฟังดูน่าสนใจใช่มั้ยคะ เรามาเริ่มที่คำถามแรกกันก่อนเลยค่ะ

 กระสือคืออะไร เรารู้กันดีนะคะว่ากระสือคือผู้หญิงที่สามารถถอดหัวไปได้เวลากลางคืน แล้วก็มีตับไตไส้พุงเนี่ย ติดไปด้วยกับหัวนั้นนะคะ 

แต่จริงๆ แล้ว

ถ้าเป็นสมัยโบร้าณโบราณเลยเนี่ย กระสือก็ถอดออกไปมี

แต่ไส้นะ ไม่มีตับไตไส้พุงหัวใจอะไรต่างๆ 

ดังนั้นนะคะ พอกระสือมี

แต่ไส้เนี่ย สมัยโบราณเขาเลยมีอีกชื่อหนึ่งเรียกกระสือค่ะ

 นั่นก็คือ "ผีลากไส้" นั่นเองค่ะ

 ภาพกระสือในความทรงจำของเราที่มีตับไตไส้พุงมีหัวใจอะไรอย่างนี้ ส่วนใหญ่นะคะเราจะได้มาจากใบปิดหนังเรื่อง "กระสือสาว" นะคะ ที่นำแสดงโดยคุณสมบัติ เมทะนี กับคุณพิศมัย นะคะ ก็ภาพนั้นเป็นภาพแรกเลย เป็นภาพกระสือในความทรงจำของใครหลายๆ คนค่ะ

นอกจากนี้นะคะ 

ถ้าไม่นับเรื่องกระสือสาว ยุคก่อนที่จะเป็นกระสือสาวเนี่ย ความเชื่อเรื่องกระสือส่วนใหญ่จะไม่ใช่ผู้หญิงสาวนะคะ 

แต่จะเป็นผู้หญิงแก่ค่ะ

 ซึ่งกระสือเหล่านี้ กลางวันก็เป็นมนุษย์ธรรมดาใช่มั้ย กลางคืนถอดหัวเนี่ยออกไปหากิน ทีนี้ถามว่ามันกินอะไรรู้ไหมเล่าเธอ ไม่ใช่กินกล้วยนะเออ หมดทั้งเครือยาวๆ เพราะนั่นคือเพลงค้างคาวกินกล้วยนะคะ ไม่ใช่ คือกระสือเนี่ย ถอดหัวออกไป แล้วสิ่งที่มันจะไปกินนะคะ ก็คือเป็นพวกของที่อี๋ๆ ทั้งหลายอ่ะ ของที่แบบ สกปรก ของเน่าเสีย เน่าเฟะ โดยเฉพาะห้องน้ำนะคะ เพราะว่าในสมัยโบราณเนี่ย ห้องน้ำมันไม่ได้เป็นกิจจะลักษณะเป็นโถส้วมแบบปัจจุบัน มีบ่อซึมบ่อเกรอะต่างๆ สิ่งที่เขาทำในสมัยโบราณคือ ขุดหลุม แล้วก็เจาะรู แล้วก็เข้าห้องน้ำไปใช่มั้ยคะ 

ดังนั้นของเสียต่างๆ มันก็ไปหมักหมมกันอยู่ในนั้น เขาเชื่อกันว่าในเวลากลางคืนเนี่ย กระสือจะถอดหัวไป แล้วก็ไปไล่กินของพวกนี้ นี่แหละค่ะ

 พอกินๆๆ เสร็จ ตื่นเช้ามาทำยังไง เช็ดปากนะคะ ใครตากผ้าเอาไว้ตอนกลางคืน ไม่เก็บผ้า กระสือก็จะไปเช็ดปากกับผ้าพวกนั้นนี่แหละค่ะ

 ที่สำคัญนะคะ จะบอกว่าหลายคนรู้สึกว่ากระสือเป็นผีที่น่ากลัว แบบ

ถ้าชั้นเห็นกระสือหรือ ชั้นจะวิ่งหนี อะไรอย่างนี้ กระสือไม่ได้น่ากลัวกับมนุษย์นะคะ เพราะว่าในความเชื่อของเราเนี่ย เราเชื่อกันว่า กระสือกลัวคนค่ะ

 คือ

ถ้าเกิดกระสือลอยๆ มา ตุ๊บป่องๆๆ เห็นคนที่ไหน ส่วนใหญ่กระสือจะหนีนะคะ ลอยหนีไป เพราะว่ากลัวคนจำหน้าได้ค่ะ

 ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน 

แต่จะมีคนอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน ที่กระสือจะเป็นอันตรายกับคนเหล่านี้นะคะ ก็คือ หนึ่ง คนที่ไปทำให้กระสือมีความแค้น ปกติกระสือก็ไม่ยุ่งกับใครอ่ะ 

แต่

ถ้าแค้นใครเมื่อไหร่เนี่ยนะ เอาให้ตายเลย แน่นอนค่ะ

 ส่วนคนประเภทที่สองนะคะ ก็คือคนที่เพิ่งจะคลอดลูกนั่นเองค่ะ

 เพราะว่า กระสือชอบของเหม็น ของคาว ใช่มั้ย ทีนี้คนที่เพิ่งจะคลอดลูกเนี่ย มันก็ยังมีกลิ่นคาวเลือดอยู่นะคะ 

ดังนั้น ส่วนใหญ่

ถ้ากระสือได้รู้ว่าใครเพิ่งคลอดลูก ได้กลิ่นขึ้นมา กระสือก็จะลอยตุ๊บป่องๆๆ ไป แล้วก็ไปกินตับไตไส้พุงของผู้หญิงท้องคนนั้น หรือไปกินตับไตไส้พุงของลูกที่เพิ่งคลอดออกมา เพราะยังเหม็นกลิ่นคาวเลือดอยู่ หรืออีกทีนึงก็คือกินเด็กเข้าไปทั้งตัวเลย ทำนองนี้นะคะ คนทั่วไปที่เห็นกระสือเนี่ยนะคะ ก็จะไม่ได้เห็นเป็นหัวเป็นลำไส้เป็นไรหรอก เพราะว่ากระสือมันหนีไปไกลใช่มั้ย สิ่งที่เห็นก็คือลอยอยู่วิบๆ เป็นดวงไฟสีเขียวๆ ทำนองนี้นะคะ ก็ นี่คือกระสือในจินตนาการของคนไทยน่ะนะ ทีนี้ ถามว่ากระสือเนี่ยเป็นผีใช่มั้ยคะ แน่นอนว่าผีก็จะต้องคู่กับหมอผีใช่มั้ย 

ถ้าเป็นคนปกติโดนผีชนิดอื่นเข้า สิ่งที่เราจะสามารถแก้ได้เนี่ย ง่ายมากเลยใช่มั้ย ก็ไปเรียกหมอผีมา แล้วก็ไล่ผีออกไป ไล่ๆๆ ออกไป 

แต่กระสือเนี่ยนะคะ เราเชื่อว่าเป็นผีชนิดพิเศษค่ะ

 เป็นผีที่แบบ สิงเข้าไปถึงหัวใจของคนที่โดนสิงเลยนะ คือ

ถ้าเกิดใครร่างเป็นกระสืออ่ะ มันไม่ใช่ว่าแบบ มีผีอีกตัวนึงเข้ามาสิงในตัวเอง แล้วพอไล่ออกไปก็จบ 

แต่กระสือเนี่ย มันสิงเข้าไปถึงในหัวใจของคนคนนั้นเลย 

ดังนั้น กระสือกับคนนั้นน่ะ ได้หลอมรวมกันนะคะ กลายเป็นสิ่งเดียวกันไปเรียบร้อยแล้ว คือเค้าเรียกว่าสิงเข้าไปจนถึงกายละเอียดอ่ะ มันถึงส่งเอฟเฟคต์ออกมาได้รุนแรงถึงขนาดที่ สามารถบิดกายหยาบ ก็คือร่างกายของกระสือเนี่ย ให้แบบ เปลี่ยนแปลงไปได้ จนสามารถถอดหัวถอดไส้อะไรออกมา ผิดธรรมชาติขนาดนั้นได้นะคะ 

ดังนั้น เขาบอกว่ากระสือไม่สามารถเรียกหมอผีมาไล่ได้ค่ะ

 เพราะว่า

ถ้าไล่กระสือออกไปจากตัวเมื่อไหร่ ก็คือ ร่างของเหยื่อก็ตายตามไปด้วยเลย แน่นอนนะคะ ทีนี้มันจะมีความเข้าใจผิดอย่างนึงเกี่ยวกับกระสือค่ะ

 คือหลายๆ คนเนี่ยเข้าใจว่ากระสือจะต้องเป็นเมียของกระหังเท่านั้น อะไรอย่างนี้ใช่มั้ย จริงๆ แล้ว ไม่เกี่ยวกันนะคะ กระสือกับกระหังเป็นคนละสปีชี่ส์กัน อยู่กันคนละบ้าน คนละหลัง คนละอย่าง ก็คือต่างคนต่างเป็นผีของตัวเองไป 

แต่

ถ้าสองตัวนี้เกิดบังเอิญมาพบรักกัน ก็ดีๆ เป็นครอบครัวสุขสันต์กันไปนะคะ อ้ะ ไปที่ข้อถัดไปค่ะ

 ทีนี้นะคะ เราพูดถึงลักษณะทั่วไปของกระสือแล้ว เรารู้กันแล้วว่ากลางคืนกระสือนี่เป็นกระสือชัดเจนมาก ลอยหัวตุ๊บป่องๆ 

แต่กลางวันเนี่ยกระสือเป็นคนธรรรมดาใช่มั้ย ปะปนอยู่ในหมู่พวกเรานี่แหละ ทีนี้เราจะรู้ได้ยังไงคะ ว่าใครเป็นกระสือ ในความเชื่อเนี่ย เขาก็มีการบอกไว้อีกนะ ว่าเราจะสามารถสังเกตคนในเวลากลางวันได้ ว่าไอ้คนเนี้ย เป็นกระสือแน่ๆ เลย โดยมีจุดสังเกตทั้งหมด 4 ข้อด้วยกันค่ะ

 ข้อแรกคือ กระสือจะไม่ค่อยสบตาคน เวลาใครมองตากระสือจะแบบ ไม่ๆๆๆๆ ไม่มองตา ทำนองนี้นะคะ ข้อที่สองนะคะ ที่เราจะสามารถสังเกตกระสือได้ คือกระสือจะเป็นคนที่เงียบๆ ไม่ค่อยคุยกับใคร เวลาอยู่ในที่ชุมชนเขาเม้ามอยอะไรกันต่างๆ กระสือก็จะบอกว่า (กระแอมไอ) ไม่พูดดีกว่า 

แต่ว่า เสื้อมีขายอยู่ในลิ้งก์ด้านล่าง ไม่ใช่นะคะ ใจเย็นๆ อดไม่ได้จริงๆ มันแบบใส่อยู่พอดี นี่ไม่ได้ตั้งใจนะ เอาเป็นว่ากระสือเนี่ยก็จะไม่ค่อยพูดอะไรกับใคร คือแบบเวลาใครคุยด้วยก็จะเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยคุยกับใครค่ะ

 ทำนองนี้นะคะ ส่วนข้อที่สามนะคะ ก็คือ กระสือเนี่ย จะเป็นพวกไม่ชอบเข้าไปอยู่ในปาร์ตี้ ไม่ชอบชุมชน ชอบอยู่คนเดียว ชอบเก็บตัวอยู่บ้าน อะไรอย่างเงี้ย ก็ทำนองนั้นนะคะ ส่วนข้อที่สี่นะคะ ก็คือ กระสือเนี่ยอาจจะไม่ชอบแสงสว่างด้วย ก็คือต่อให้อยู่ในเวลากลางวัน ก็จะไม่ชอบไปยืนกลางจ้งกลางแจ้งอะไรนะคะ หลังจากฟังไปครบ 4 ข้อแล้วนะคะ สมมติ อินโทรเวิร์ตอย่างพวกเราทั้งหลาย ก็จะรู้สึกว่า เราเป็นกระสือค่ะ

 ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ๆ เดี๋ยวอันนี้อธิบายให้ฟังทีหลังว่าทำไมนะคะ ไป ไปต่อที่ประเด็นถัดไปดีกว่าค่ะ

 ฟังเรื่องกระสือกันมาแล้วนะคะ อยากรู้มั้ยว่ากระสือเกิดจากอะไร คนเราก็เป็นมนุษย์ของเราอยู่ดีๆ อยู่ดีๆ จะกลายเป็นกระสือได้ยังไงนะคะ ก็ต้องบอกว่า การเกิดกระสือมีทั้งหมด 2 วิธีด้วยกันค่ะ

 น่ะ วิธีแรกเป็นวิธีที่เราคุ้นเคยกันดี ก็คือ มีกระสืออยู่ตัวนึง อยากสืบทอดเชื้อสายกระสือให้กับใครบางคน สิ่งที่ทำก็คือ ใช้น้ำลายนั่นเอง ก็คือเหมือนติดเชื้ออ่ะ เอาน้ำลายไปป้าย อะไรอย่างเงี้ย หรือให้กินน้ำลาย อะไรทำนองนี้นะคะ ส่วนมากเขาจะเรียกว่า "การสืบต่อทายาท" กัน เหมือนทายาทอสูรทำนองนั้นเลยนะ เจ้าคือทายาทคนต่อไป (เพลง: ทายาทอสูร ขับร้องโดยมณีนุช เสมรสุต) ซึ่งตอนที่สืบต่อให้ทายาทเนี่ย เขาบอกว่า

ถ้าไม่สืบต่อให้ทายาทเนี่ยนะคะ กระสือตัวที่เป็นต้น

แบบเนี่ย จะตายไม่ได้เลยนะ เหมือนกับว่า จะต้องทนทรมานเป็นกระสือแบบนั้นต่อไป 

ดังนั้นกระสือบางตัวเนี่ย เวลาที่อยากตายมากๆ ก็จะแบบ เอาน้ำลายไปป้ายคนอื่น แล้วมันก็มีความเชื่อถึงขั้นว่าในบางบ้านที่หาทายาทไม่ได้จริงๆ เนี่ย กระสือถึงขั้นต้องเอาน้ำลายตัวเองไปป้ายแมวเลยนะ ให้แมวเป็นแมวกระสือแทน ทำนองนี้ค่ะ

 อย่างเรื่องแสงกระสือนี่ นี่ยังไม่ได้ดูนะ 

แต่ว่า

ถ้าดูจากตัวอย่างหนัง ก็เดาว่าสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของนางนั่นแหละค่ะ

 นางเอกน่ะ ส่วนวิธีที่สองเนี่ย ก็คือ กระสือตัวแรก ตัวต้นตอเลยนะ เป็นตัวแรกในตระกูลที่เป็นกระสือ ถามว่า ไปทำอะไรมาถึงกลายเป็นกระสือ ก็ต้องบอกว่าส่วนใหญ่นะคะ เขาถือว่ากระสือเนี่ยคือคนที่เล่นมนตร์ดำ เล่นไสยศาสตร์ อะไรต่างๆ แล้วพวกเนี้ยมันจะมีข้อห้าม มันจะแบบ ห้ามทำนี่ ห้ามทำนู่น ห้ามทำนั่น แล้วก็เผลอไปทำ ไปทำผิดกฎเขา 

ดังนั้นนะคะ ก็เลยเหมือนเข้าสู่ดาร์กไซด์อ่ะ กลายเป็นกระสือในที่สุดค่ะ

 ก็เลยต้องชดใช้กรรมต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ทำนองนั้นนะคะ นี่ก็เป็น 2 วิธีของการกลายเป็นกระสือค่ะ

 ซึ่งทำให้วิวแอบคิดต่อ แอบจินตนาการเอง คิดขำๆ ว่า เดี๋ยวต่อไป

ถ้ามันเป็นจริง กระสือจะต้องครองโลกแน่ๆ เลย เพราะว่า มันเหมือนเชื้อโรคอ่ะ มันมี

แต่คนติด มันไม่มีคนหาย เราไม่สามารถแก้โรคกระสือได้ใช่ป่ะ 

แต่ว่าเราสามารถติดโรคกระสือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้ 

ถ้ามีคนเล่นมนตร์ดำมากขึ้นเรื่อยๆ หรือกระสือจะสูญพันธุ์เพราะคนเลิกเล่นมนตร์ดำ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ ฟังมาขนาดนี้แล้วนะคะ หลายคนก็อยากรู้วิธีต่อกรกับกระสือใช่มั้ยคะ เพราะว่า เฮ้ย เราก็กลัวไง เราก็ไม่อยากให้กระสือมายุ่งกับเรา แม้ว่ามันจะไม่ได้ทำอะไรเราก็ตาม 

แต่ว่า ใครจะอยากเห็นไส้ลอยไปลอยมาใช่ป่ะ โดยเฉพาะบ้านที่เพิ่งมีเด็กแรกเกิด มีอะไร ก็แบบ ไม่เอา ไม่อยากให้กระสือมาใกล้ มีวิธีจัดการกระสือนะคะอยู่ด้วยกัน 2 วิธีค่ะ

 ไม่ใช่เรียกว่าจัดการให้ตายหรอก เรียกได้ว่า วิธีป้องกันไม่ให้กระสือมายุ่งกับเราอ่ะนะ วิธีแรกนะคะ กระสือมันเป็นไส้ห้อยๆ ใช่ป่ะ 

ดังนั้นเราก็เอาอะไรที่แบบ กระสือกลัว มาวางๆๆๆ ไว้รอบๆ นั่นก็คือ พืชที่มีหนาม นั่นเองนะคะ โดยเฉพาะพวกหนามพุทรา หนามอะไรพวกเนี้ยจะใช้กันเป็นพิเศษเลยนะ ก็คือส่วนใหญ่เขาจะเอาพื้นที่มีหนามมาวางๆๆ ไว้แถวส้วมไง ไว้แถวตรงที่แบบ เข้าห้องน้ำ อะไรทำนองนี้ เพราะว่าพอกระสือจะลงมาในหลุม ก็จะแบบ เฮือก! นี่มัน หนาม! 

ถ้าชั้นลงไปมันจะต้องเกี่ยวไส้ชั้นแน่ๆ เลย ทำนองนี้นะคะ กระสือก็จะไม่เข้ามา เช่นเดียวกับบ้านของเด็กแรกเกิดค่ะ

 ก็จะทำไว้แบบนี้เหมือนกัน เรียกว่า "กับดักกระสือ" ว่าอย่างงั้นเถอะนะคะ ส่วนอีกวิธีนึงค่ะ

 ไม่ได้เรียกว่าวิธีจัดการโดยตรงหรอก 

แต่ว่าที่เมื่อกี้เล่าไปว่ากระสือจะมาเช็ดปากตอนเช้าๆ ใช่มั้ย 

ถ้าใครตากผ้าไว้ข้ามคืนอะไรอย่างนี้ ก็จะเห็นว่าที่ผ้ามีรอยเปื้อนๆ อะไรงี้ 

ถ้าใครเอาผ้าอันนี้ไปต้ม กระสือจะแบบ ปวดแสบปวดร้อน กระสือจะแบบ ปวดแสบปวดร้อนจังเลย อะไรทำนองนี้ และเผลอๆ นะคะ กระสือตัวนั้นก็จะเดินมาหาเลยนะ มาเป็นแบบมนุษย์เลย แล้วก็แบบ ปวดท้อง อย่าต้มอีกเลย ชั้นทนไม่ได้อีกแล้ว ทำนองนี้เป็นต้น

นะคะ นี่ก็เป็น 2 วิธีที่เราจะสามารถไปทำร้ายกระสือได้ ซึ่ง ก็ แล้ว

แต่ความเชื่อแล้วกันน่ะนะ ทั้งหมดนี้นะคะ ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อกระสือแบบไทยนั่นเอง 

แต่จริงๆ แล้ว รู้มั้ยคะว่ากระสือไม่ใช่ความเชื่อของแค่คนไทยนะ มันมีแบบ คนบริเวณแถบๆ เนี้ย บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราอ่ะ มันมีวัฒนธรรมร่วมอยู่ ก็คือเราเชื่อเรื่องกระสือร่วมกันนะคะ 

แต่ว่าอาจจะชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ในเขมรเนี่ย ก็เชื่อเรื่องกระสืออย่างหนักเลยแหละ เขาเรียกกระสือว่า "เอิบ" นะคะ ซึ่งตรงนั้นน่ะ เขมรเขาเชื่อเรื่องมนตร์ดำเรื่องอะไรเยอะอยู่แล้วใช่ป่ะ 

ดังนั้นที่เขมรก็จะเชื่อเรื่องแบบ ทำมนตร์ดำผิดพลาด แล้วกลายเป็นกระสือ เป็นอะไรต่างๆ ค่ะ

 ส่วนในลาว เรียกคล้ายๆ ไทยเลย ไทยเรียก "กระสือ" ใช่มั้ยคะ ลาวเรียก "กะสือ" ก็คือไม่มี ร. เรือนั่นเอง อีกที่นึงที่มีความเชื่อเรื่องกระสือแล้วน่าสนใจมาก ก็คือที่มาเลเซียนั่นเอง เขาบอกว่า ในหนังสือของส.พลายน้อยเนี่ยจะเขียนว่า เชื่อว่าเป็นผีอีกตัวนึง ชื่อว่า "ฮันตูปินังกาลัน" นะคะ ก็จะมีเรื่องเล่าของกระสือมาเลย์เหมือนกันนะ ว่าแบบ เออ เป็นผู้หญิงที่มีน้ำมันอยู่ขวดนึง 

ถ้าเอาน้ำมันนี้มาทาคอ คอก็สามารถหลุดออกจากร่างได้ ออกไปหาอาหารกิน อะไรต่างๆ 

แต่ วิวไปเจออีกตัวนึงมา ซึ่งรู้สึกว่า เฮ้ย มันเหมือนกระสือมากกว่าไอ้ฮันตูปินังกาลันนี่อีก คือไปนั่งคุยกับช่องชื่อ "Kok-bisa" มานะคะ อันนี้เป็นของอินโดนีเซียนะ น่าสนใจมาก เขาบอกว่าบริเวณเกาะบาหลีอ่ะ มีความเชื่อเรื่องผีตัวนึงนะคะที่หน้าตาเหมือนกระสือมากเลย เขาเรียกว่า "เลียค" (Leyak) นี่นะคะ เอาจริงๆ นะ เลียคเนี่ย เกือบจะเหมือนกระสือของไทยเลยนะคะ เพราะว่าตอนกลางวันก็เป็นผู้หญิงธรรมดา ตอนกลางคืนถอดหัวออกไป ลากไส้ออกไป แล้วก็เวลาเจอผู้หญิงคลอดลูก หรือว่าเจอเด็กทารกอะไรอย่างเงี้ย ก็ไปกินไส้ กิบตับ กินไต กินพุงเหมือนกันหมดเลย ต่างกันแค่ว่า ตอนกลางคืนเนี่ยนะคะ 

ถ้าเป็นกระสือของไทย มันก็จะออกไปกินของโสโครกอะไรต่างๆ ใช่มั้ย 

แต่

ถ้าเป็นเลียคเนี่ย เขาบอกว่าจะอยู่ตามสุสานต่างๆ แล้วก็ไล่กินศพต่างๆ ค่ะ

 ทั้งเลียค ทั้งฮันตูปินังกาลันอะไรของแบบ ชาติอื่นๆ เนี่ย แสงมันจะไม่ใช่แสงสีเขียวเหมือนของไทย มันจะเป็นแสงสีเหลืองนะคะ ทีนี้เนี่ย มีอีกจุดนึงที่มีความเก๋กว่านะ คือตำนานเลียคนี่คือมันไม่ใช่แบบ ต่างคนต่างอยู่อะไร มันเหมือนเป็นแบบ อาณาจักรเลียคอะไรของมันเลยอ่ะ ซึ่งเลียคเนี่ยนะคะ มีแบบ Queen of Leyak อ่ะ เป็นพระราชินีแห่งเลียคในตำนาน ชื่อว่า "รังดา" นะคะ ก็เก๋ดี และเค้าบอกว่ามีแบบ legendary Leyak อีกประมาณ 3 ตัวด้วยกัน 

แต่ว่าเราจะไม่ไปเจาะลึกตรงนั้นนะคะ เดี๋ยวไว้

ถ้ามีโอกาส เดี๋ยวจะไปหามนุษย์อินโดนีเซีย นี่แหละมานั่งคุยกันนะคะ จะได้เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ นะคะ อีกข้อนึงนะคะ ที่เป็นความเก๋ของเลียค คือเขาบอกว่าเลียคเนี่ย สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้ด้วยนะ ก็แปลงร่างเป็นตัวนั้นตัวนี้ได้ แล้วมันก็จะบินได้ โดยตัวนึงที่เลียคชอบแปลงร่างเป็นนะคะ ก็คือ หมู นั่นเอง 

ดังนั้นนะคะ บางทีเราอาจจะเห็น หมูบิน อยู่แถวบาหลีอะไรเงี้ย ก็ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นกระสือเวอร์ชั่นบาหลีนะจ๊ะ คิดถึงอู๊ดด้ากันมั้ยทุกคน ไม่เกี่ยว เก็บ! ทั้งหมดนี้นะคะก็คือเรื่องราวของกระสือ ที่วิวอยากจะนำมาเล่าให้ทุกคนฟังในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระสือของไทย หรือว่ากระสือนานาชาติ อะไรต่างๆ นะคะ ทีเนี้ย จะบอกว่าอันนี้คิดเองนะ คือในความคิดของวิวอ่ะ วิวรู้สึกว่า กระสือเนี่ย มันเป็นกลไกของสังคม ที่พูดถึงคนชายขอบ เฮ้ย ทำไมมีศัพท์เทคนิคเต็มไปหมดเลย เอาเป็นว่ามันเป็นกลไกของสังคมที่พูดถึงคนที่แบบ ไม่เหมือนตัวเองอ่ะ ก็คือ ใครที่สังคมไม่เข้าใจ สังคมพยายามเข้าไปคุยด้วย สังคมพยายามเข้าไปยุ่งด้วย แล้วเขาไม่ยุ่งด้วยไง คือสมัยก่อนคนเราไม่รู้จักอินโทรเวิร์ตไม่รู้จักอะไร คนก็รู้สึกว่า ก็อยู่รวมกันในสังคม ก็ควรจะมาเข้าร่วมกัน 

ดังนั้นก็เลยพยายามหาคำอธิบาย เพื่อกีดกันคนที่แบบ อ่ะ พอชั้นไปคุยด้วยแล้วเธอไม่คุยด้วย อ๋า เป็นกระสือใช่มั้ย อะไรทำนองนี้นะคะ ก็เป็นหนึ่งในกลไกของสังคม ที่พยายามบีบให้คนมาอยู่ร่วมกัน ทำนองนี้ค่ะ

 

แต่ว่าในยุคสมัยปัจจุบัน เราก็เข้าใจความแตกต่างของคน

แต่ละประเภทแล้วเนอะ 

ดังนั้นความเชื่อพวกนี้ก็เป็นความเชื่อที่เก็บไว้สนุกๆ 

แต่อย่าถึงขั้นที่แบบ ไปยกพวกไล่กันออกจากหมู่บ้าน เหมือนแบบ ข่าวป่งข่าวปอบอะไร ที่มีให้เห็นกันเป็นระยะๆ เลยค่ะ

 สำหรับภาพยนตร์เรื่อง "แสงกระสือ" นะคะ ที่จะเข้าฉายในวันที 14 มีนาคมนี้ จริงๆ แล้ววิวแอบตีความเองจากการดูเทรลเลอร์นะ ว่ามันก็น่าจะเหมือนกับที่วิวพูดเรื่องคติชนวิทยาเมื่อกี้นี่แหละ ว่ามันเป็นการตีความใหม่ไง ว่าด้วยเรื่องคนชายขอบ และการได้รับการยอมรับต่างๆ คือสภาพของการที่ไม่เหมือนใครในสังคม มีอะไรที่แบบ แตกต่างออกไปเนี่ย แล้วคนเขาจะคิดยังไง สังคมจะยอมรับมั้ย จะขับไล่ หรือจะอะไรต่างๆ ซึ่งวิวมองว่าการเอามาตีความ แล้วใส่ความโรแมนติกเข้าไปเนี่ย มันดูน่ารักมากเลยนะคะ ดูได้จากในตัวอย่างภาพยนตร์เลยค่ะ

 เอาเป็นว่า

ถ้าเข้าไปดูในโรงกันแล้ว ชอชไม่ชอบยังไง เหมือนหรือไม่เหมือนที่วิวตีความ ก็คอมเมนต์คุยกันด้านล่างได้เลยนะคะ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่เห็นว่าความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่เก๋ เป็นความเชื่อที่ เออ 

ถ้ามาอยู่ในยุคโมเดิร์นจะเป็นยังไง ก็อย่าลืมนะคะ ไปดูภาพยนตร์เรื่อง "แสงกระสือ" นะ วิวไปดูหนังตัวอย่างมาแล้ว รู้สึกน่าสนใจมาก นานๆ ทีจะเห็นคนเอาผีไทย ที่เป็นแบบ ผีไท้ผีไทย มา แล้วก็มาประยุกต์ให้เป็นสมัยใหม่ โดยแบบ เอามาทำเป็นเรื่องโรแมนติกอ่ะ ไม่ได้เน้นไปที่เรื่องผี ไม่ได้เน้นไปที่เรื่องอะไรนะคะ ให้อารมณ์เหมือนแบบ พวกหนังซอมบี้ต่างประเทศ ที่เขาเน้นเรื่องโรแมนติคเลยอ่ะ กำลังจะเข้าในโรงภาพยนตร์แล้ว อย่าลืมไปดูกันนะคะ