งานศิลปะ กับ งานฝีมือ แตกต่างกันอย่างไร?



 

เมื่อได้ยินคำว่า "ศิลปะ" คุณนึกถึงอะไร ภาพวาด เช่น ภาพโมนาลิซ่า ประติมากรรม หรือ สิ่งก่อสร้างชื่อดัง แล้วแจกัน ผ้าคลุมเตียงควิลท์ หรือ ไวโอลินล่ะ ผลงานเหล่านี้เรียกว่า ศิลปะด้วยไหม หรือเรียกว่า งานฝีมือ แล้วมันต่างกันอย่างไร การตอบนั้นไม่ง่ายเลย ช้อนหรืออานม้าสักอัน อาจทำขึ้นอย่างปราณีต ในขณะที่อนุสาวรีย์ สร้างขึ้นอย่างไร้แรงดลใจ เครื่องดนตรีเอง ก็ไม่ใช่ทุกชิ้นจะเน้นประโยชน์ใช้สอย และภาพวาด หรือรูปปั้น ก็ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อคุณค่าในตัวงานไปซะทุกชิ้น ถ้าเราแยกงาน "งานศิลปะ" ออกจาก "งานฝีมือ" ได้ยากนัก แล้วทำไมต้องมานั่งแบ่งแบบนี้ด้วยล่ะ อาจกล่าวได้ว่า มันเป็นผลมาจาก การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทุกวันนี้เราเห็นได้ชัดว่า ดาร์วินชี หรือ มิเกลอันเจโล เป็นศิลปินในตำนาน และรู้แน่ว่า พวกเขามีพรสวรรค์ที่พิเศษ แต่พวกเขาเผอิญใช้ชีวิตอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ด้วย เพราะก่อนยุคของพวกเขาไม่นาน แนวคิดเรื่อง "ศิลปิน" ยังแทบไม่มีเลย ถ้าคุณบังเอิญเดินเข้าไปในห้องผลิตงาน ของสมัยยุโรปยุคกลาง คุณก็จะได้เห็นสิ่งที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นห้องของ ช่างสลักหิน ช่างทอง ช่างทำหมวก หรือ ช่างวาดภาพปูนเปียก ศิลปินผู้เชี่ยวชาญ ที่ปฎิบัติตามข้อกำหนด ของสมาคม จะรับประกันว่า ทั้งนักเรียนฝึกหัดและผู้ชำนาญการ จะใช้เวลาหลายปี ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งที่ดีขึ้น และจะชี้แจงขั้นตอนความสำเร็จไว้อย่างละเอียด เพื่อถ่ายทอดขนบไปยังคนรุ่นต่อไป ผู้อุปถัมภ์ มองช่างฝีมือเหล่านี้ เป็นกลุ่ม มากกว่าเป็นศิลปินเดี่ยว และผลงานของช่างฝีมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นแก้วมูราโน่ (Murano) หรือ ลูกไม้ถัก ล้วนเป็นสิ่งแสดงสถานะทางสังคม ซึ่งไม่ได้มองด้านความงามเท่านั้น แต่ยังมองถึงการแสดงออกถึงขนบบางอย่าง ลูกค้าที่ว่าจ้างช่างฝีมือให้ผลิตงาน ไม่ว่าจะเป็น เก้าอี้ดีๆสักตัว รูปปั้นหิน สร้อยคอทองคำ หรือ ตึกทั้งหลัง กลับมักเป็นคนที่ได้ชื่อ มากกว่าช่างออกแบบรือช่างก่อสร้างเสียอีก ราวๆ พ.ศ. 1943 ผู้คนเริ่มมีเส้นแบ่ง ระหว่าง “งานศิลปะ" และ "งานฝีมือ” ในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี แนวคิดใหม่ทางวัฒนธรรม ซึ่งภายหลังเรียกว่า แนวคิดมนุษยนิยมในยุครุ่งเรือง ได้เริ่มก่อตัวขึ้น กลุ่มนักคิดชาวฟลอเรนซ์เริ่มส่งต่อแนวคิด เรื่องการสร้างผลงานกรีกและโรมันแบบคลาสสิกแนวใหม่ โดยให้คุณค่ากับความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคล มากกว่าการผลิตงานเป็นกลุ่ม นักวาดภาพที่กล้าหาญจำนวนหนึ่ง ที่ได้รับเงินค่าจ้างเป็นตารางฟุต ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ก็ร้องทุกข์ได้สำเร็จ ให้ผู้อุปถัมภ์ จ่ายค่าจ้างตามคุณค่าของงานแทนขนาดพื้นที่ ทัศนคติของคนรุ่นถัดมา ต่อผลงานและผู้สร้างงานนั้นๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก เช่น ในปี พ.ศ. 2093 จิออร์จิโอ วาซารี่ เพื่อนของ มิเกลอันเจโล (Michelangelo) ได้พิมพ์หนังสือที่มีอิทธิพลมาก ชื่อว่า "ชีวิตของสุดยอดนักวาดภาพ ประติมากร และสถาปนิก" เป็นการยกระดับบุคคลในอาชีพสร้างสรรค์ ให้กลายเป็นดาราดัง ด้วยการบอกเล่าถึง ประวัติส่วนตัวที่น่าสนใจ ถึงตอนนี้ คนมองว่า ภาพเขียน ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม คือ ศิลปะ และผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้น คือ "ศิลปิน" ในขณะเดียวกัน คนจะเรียกกลุ่มที่ยังทำ ตามกฏเกณฑ์และขนบของสมาคมอยู่อย่างซื่อสัตย์ ผลิตเทียน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับทองคำ หรือประตูเหล็กอันประณีต ว่า "ช่างฝีมือ" และผลงานของพวกเขา ก็ถือเป็นงานจุลศิลป์หรือมัณฑนศิลป์ ซึ่งแสดงถึงสถานะที่ต่ำกว่า ทำให้การสร้างความแตกต่าง ระหว่าง "ศิลปะ" และ "งานฝีมือ" ชัดเจนยิ่งขึ้นในโลกตะวันตก ดังนั้น ถ้าเราบอกว่า ภาพวาด ของเรมเบรนท์ หรือ ปิกัสโซ่ เป็นผลงานศิลปะ แล้วทำไม หน้ากากแอฟริกัน แจกันเครื่องปั้นดินเผาจีน หรือ พรมแนเวอโฮ (Navajo) ถึงไม่เป็นล่ะ คำตอบคือ ตามแนวคิดประวัติศาสตร์ศิลป์ คุณค่างานที่ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จะเป็นข้อยกเว้น มากกว่าเป็นกฏ ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ความแตกต่างระหว่างงานศิลปะและงานฝึมือ นั้นไม่เคยมีอยู่เลย ที่จริงแล้ว ผลงานบางอย่างที่น่าจะ จัดเป็นงานฝีมือ อย่างพรมของชาวเปรู แจกันสมัยราชวงศ์หมิง หรือเสาไม้แกะสลักโทเท็มโพล (Totem Pole) จัดเป็นผลงานวัฒนธรรมชั้นเลิศ เมื่อนักประวัติศาสตร์ศิลป์ในศตวรรษที่ 19 ได้เห็นว่าศิลปะที่ไม่ใช่ของชาวตะวันตกนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยนับพันๆปี พวกเขาก็จัดผลงานเหล่านี้ให้อยู่ในประเภท “ศิลปะแบบดั้งเดิม” เป็นการชี้นำว่า ผู้ผลิตผลงานเหล่านี้ไม่สามารถ สร้างผลงานในรูปแบบใหม่ๆได้ พวกเขาจึงไม่ใช่ "ศิลปิน" สิ่งที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์ในยุคนั้นไม่ได้คำนึงถึงก็คือ ผู้ผลิตผลงานเหล่านี้่ ไม่ได้ตั้งใจจะคิดค้นสิ่งใหม่เลย เพราะคุณค่าของผลงานของพวกเขา คือการอนุรักษ์ศิลปะที่สืบทอดกันมา โดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลงมัน ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ผลงาน เช่น ผ้าคลุมเตียงควิลท์ เครื่องปั้นดินเผา และงานแกะสลักไม้ ได้มีบทบาทมากขึ้น ทั้งในหนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะ และพิพิธภัณฑ์ เคียงข้างมากับภาพวาด และประติมากรรม บางที อาจถึงเวลาที่เราต้องเลิกใช้คำกำกวม อย่าง งานศิลปะ กับ งานฝีมือ แล้วหันมาใช้คำอย่าง "ทัศนศิลป์" ที่ให้ความหมายด้านสุนทรียศาสตร์แบบกว้างๆ เพราะท้ายสุดแล้ว ถ้าความนิยมของเรา ต่อสิ่งของและผู้ผลิตสิ่งของเหล่านั้น ยังอิงกับวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ "ศิลปะ" และความหมายของมัน ก็ย่อมเป็นไปตามความคิดเห็นของผู้ชมแต่ละคน

 

เนื้อหาด้านบน นำมาจากคำบรรยายของคลิป Youtube นะครับ ถ้าชอบก็อย่าลืมกดตามด้วยครับผม