การสังเกตและเลือกซื้อเนื้อที่ปลอดภัยจากพยาธิ



เมื่อเราจะทำอาหาร เราจำเป็นจะต้องใช้เนื้อสัตว์ในการปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปลาเนื้อหมูหรือว่าเนื้อวัวก็ตาม แต่ว่าเนื้อสัตว์เหล่านี้ ในบางครั้งอาจจะมีพยาธิปะบนมาด้วย ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ให้ปลอดภัย ดังนั้นสำหรับบทความนี้ จะมานำเสนอวิธีการสังเกตเนื้อสัตว์ที่เราจะซื้อมาปรุงอาหารว่ามีพยาธิปะปนมาด้วยหรือไม่

 

พยาธิตัวตืด

พยาธิชนิดนี้มีได้หลายอย่าง มีทั้งพยาธิตืดวัว และก็พยาธิตืดหมู ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเราจะสามารถพบพยาธิตืดวัวได้มากกว่าตืดหมู และพยาธิชนิดนี้ก็พบได้ทั่วไปสำหรับพื้นที่หรือว่าประเทศที่มีการบริโภคเนื้อหมูและก็เนื้อวัว

ลักษณะของเนื้อที่มีพยาธิ

เนื้อหมูหรือว่าเนื้อวัวที่มีพยาธิตัวตืดปะปนอยู่ในนี้ ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นเป็นลักษณะของไข่พยาธิ โดยจะเป็นทรงกลม สีขาวเหลือง ซึ่งขนาดเล็กพอๆกับเม็ดสาคู และก็จะสังเกตได้ว่ามีลักษณะที่คล้ายคลึงกับถุงน้ำใสๆ ขนาดเล็กๆ สีขาวๆ ซึ่งภายในนั้นจะมีหัวของพยาธิ โดยกรณีนี้จะเป็นระยะติดต่อ จะพบกระจายอยู่ทั่วเนื้อสัตว์ที่มีพยาธิติดมาด้วย

เมื่อคนเรารับประทานเนื้อวัวหรือว่าเนื้อหมูที่ปะปนไปด้วยไข่พยาธิตัวตืด โดยไม่ได้ปรุงให้สุก่อน ตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ภายในไข่ก็จะโผล่หัวออกมา และหลังจากนั้นจึงเจริญเติบโตเป็นพยาธิอีกครั้ง ซึ่งเป็นพยาธิตัวเต็มวัย จะอยู่ตามผนังลำไส้ของคนเรา ซึ่งก็จะมีป้องที่ยาวออกไปได้เรื่อยๆ พยาธิตัวตืดนี้เมื่อโตเต็มวัยแล้วจะส่งผลให้คนที่มีพยาธิเกิดอาการท้องอืด หรือว่าอาหารไม่ย่อย และบางครั้งก็จะมีการเบื่ออาหาร ไปถึงมีอาการคลื่นไส้หรือว่าอาเจียน บางทีอาจจะเกิดภาวะเลือดจางและตัวซีดได้เช่นกัน

 

พยาธิไส้เดือน

สำหรับพยาธิชนิดนี้เราสามารถพบได้มากที่สุดคือพบในฟาร์มของสุกรซึ่งมากถึง 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว ด้วยพยาธิไส้เดือนนั้นจะเข้าสู่ร่างกายของหมูโดยการกินอาหาร ในบางครั้งหมูหรือว่าสุกรนี้อาจจะกินพวกอาหารที่ปนเปื้อนกับอุจจาระ ซึ่งมีการปะปนของไข่พยาธิอยู่ด้วย พอกินเข้าไปแล้ว ไข่พยาธินี้ก็จะเจริญเติบโต ตามปอดหรือว่าลำไส้และอวัยวะภายในอื่นๆ ของหมูที่กินพยาธินี้เข้าไป

ลักษณะของเนื้อหมูที่พบพยาธิ

โดยพยาธิไส้เดือนนี้จะเป็นลักษณะเรียวๆ เป็นเส้นๆ นุ่มๆ สีขาวแดง จะปะปนอยู่ในเครื่องในของหมู บางครั้งก็จะทำให้เราเกิดความสับสนกับเส้นเลือดของหมูได้เช่นกัน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่แล้วพยาธิไส้เดือนนี้เราจะพบได้มากในเครื่องในของหมูมากกว่าในเนื้อหมู ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นไส้ ตับ ปอด และก็ไต เป็นต้น กรณีของตับหมูนั้น หากเราสังเกตว่า มีจุดเลือดออกเหมือนมีเม็ดเลือดขาวมารวมกัน นี่บ่งบอกถึงการเป็นระยะที่ตัวอ่อนกำลังเคลื่อนตัวผ่านตับ ซึ่งก็จะทำให้มีรอยโรคซึ่งเรียกว่า milk spot ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลังจากที่หมูได้ติดพยาธินี้แล้วเป็นเวลา 10 ถึง 14 วันถ้าหากว่าหมูไม่ได้มีการติดพยาธิซ้ำอีกครั้งรอย milk spot นี้ก็จะหายไปได้เอง แต่กรณีที่หมูมีการติดพยาธิเพิ่มอีกเราก็สามารถพบเห็นรอย milk spot ได้อีกเช่นกัน

ถ้าคนเราได้รับประทานเนื้อหมูที่มีพยาธิไส้เดือนติดมาด้วย หรืออาจจะมีไข่พยาธิปะบนมา พยาธิเหล่านี้ก็จะสามารถเข้าไปสู่ร่างกายของเรา และเจริญเติบโตขึ้นภายในร่างกายของคนเราด้วย เป็นผลทำให้คนเราเจ็บป่วยได้ ซึ่งลักษณะอาการก็จะเป็นการหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก แล้วก็มีไข้ ถ้ากรณีที่มีพยาธิไส้เดือนอาศัยอยู่ที่ลำไส้เล็ก ก็จะทำให้มีอาการท้องใหญ่ หรืออาจจะเป็นโรคขาดสารอาหาร บางครั้งก็ทำให้ปวดท้อง มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน ถ้าหากร้ายแรงคือมีพยาธิจำนวนมากกระจุกรวมตัวกันเป็นก้อนก็จะทำให้ลำไส้อุดตันได้

 

พยาธิตัวกลม ไทรชิเนลลา สไปเรลีส

พยาธิตัวกลมชนิดนี้ก็เป็นพยาธิที่พบมากในทั้งเนื้อสัตว์แล้วก็สัตว์เลี้ยงต่างๆ รวมไปถึงสัตว์อื่นๆที่เป็นสัตว์ป่า เช่น พบในหมี หนู หมู แล้วก็สามารถพบได้ในอาหารพวกแหนม โดยพยาธินี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 8 วันถ้าหากว่าอยู่ในแหนม

พยาธิตัวกลมชนิดนี้จะเป็นพยาธิที่มีขนาดเล็กมาก ดังนั้นจึงทำให้สังเกตเห็นได้ยาก เมื่อแพทย์ต้องการจะตรวจสอบ แพทย์จะต้องทำการตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยไปตรวจภายในห้องปฏิบัติการ

ลักษณะของเนื้อที่พบพยาธิ

พยาธิตัวกลม ไทรชิเนลลา สไปเรลีส ตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ภายในลำไส้เล็กของสัตว์ต่างๆรวมทั้งคนที่เป็นโรคนี้ด้วย ถ้าหากว่าพยาธิชนิดนี้ได้มีการผสมพันธุ์กันแล้ว พยาธิตัวเมียก็จะทำการปล่อยตัวอ่อนของพยาธิออกมา ซึ่งสุดท้ายแล้วพยาธินี้ก็จะเดินทางไปยัง ภายในกล้ามเนื้อลาย โดยพยาธินี้มักจะชอบไปอาศัยอยู่ในกล้ามเนื้อที่มีการเคลื่อนไหวอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นลิ้น กระบังลม หรือแม้กระทั่งกล้ามเนื้อแถวน่อง

ในช่วงแรกประมาณ 7 วันหลังจากที่เรากินเนื้อที่มีพยาธินี้เข้าไปแล้ว จะรู้สึกมีอาการท้องร่วง ลักษณะเหมือนกับอาหารเป็นพิษ และก็จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แล้วก็อ่อนเพลีย พอสัปดาห์แรกผ่านไป คนที่ติดพยาธินี้จะมีลักษณะที่ไข้สูง หน้าบวม หนังตาบวม เยื่อบุตาอักเสบ บางครั้งก็จะมีเลือดออกใต้หนังตา ตาพร่า อ่อนเพลียมาก ปวดตามกล้ามเนื้อต่างๆ และมีอาการเจ็บ เคลื่อนไหวแขนขาได้ลำบาก แม้กระทั่งการพูด การหายใจ การกินหรือจะเป็นการเคี้ยวอาหารก็ลำบากเช่นกัน ถ้าหากโชคร้ายกว่านี้อาจจะมีอาการอื่นแทรกซ้อน เช่นกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และถ้าหากรุนแรงมากก็อาจจะถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณสัปดาห์ที่ 5 ถึงสัปดาห์ที่ 6 ไข้ก็เริ่มจะลดลง อาการปวดกล้ามเนื้อต่างๆลดลง จนค่อยๆดีขึ้น จนกลายเป็นปกติ

 

นอกเหนือจากเนื้อหมู เนื้อวัว ที่เรารับประทานแล้ว เนื้อสัตว์อื่นๆก็ยังสามารถพบพยาธิได้อีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปลา เนื้อกุ้ง เนื้อหอย เนื้อเป็ด เนื้อไก่ เนื้อกบ แม้กระทั่งเนื้องู ซึ่งพยาธิที่พบเห็นได้บ่อยก็อย่างเช่น พยาธิตัวจี๊ด พยาธิใบไม้ในปอด พยาธิใบไม้ในตับ เป็นต้น

การป้องกันไม่ให้พยาธิเข้าสู่ร่างกายเรานั้นก็ มีวิธีที่ไม่ยากคือเราควรเลือกซื้อเนื้อจากแหล่งผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญเมื่อจะนำไปรับประทาน เราจะต้องทำให้สุกก่อนทุกครั้ง เพราะว่าความร้อนจะสามารถทำลายไข่และตัวพยาธิได้ เราสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีพยาธิโดยการทำอาหารให้สุก