การวางแผนการเงินก่อนเกษียณ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ได้ยิ่งดี



 

หลายคนเข้าใจผิดนะคะ ว่าการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุ ควรจะไปวางแผนตอนอายุ 50 ปีไปแล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนะคะ เราควรวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุ ตั้งแต่เนิ่น ๆ ยิ่งเร็วยิ่งดีค่ะ เราควรเก็บเงินเท่าไร ถึงจะพอใช้หลังเกษียณนะคะ โดยหลักการแล้ว เราก็มักจะคิดอยู่ที่ 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบันก่อนเกษียณอายุค่ะ เนื่องจากว่าผู้เกษียณอายุ จะมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงาน ก็ไม่มีแล้วนะคะ ดังนั้นเราถึงจะคิดว่าค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ ควรจะน้อยกว่าค่าใช้จ่ายในปัจจุบันค่ะ โดยมีสมการดังนี้ค่ะ 70 เปอร์เซ็นต์ ของค่าใช้จ่ายในปัจจุบันนะคะ คูณด้วย 12 เดือน หรือ 1 ปีค่ะ และก็คูณอีกครั้งด้วยจำนวนปี ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุนะคะ นั่นก็คือจำนวนเงินที่จะต้องมี ณ วันที่เกษียณอายุค่ะ ยกตัวอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน จะอยู่ 20,000 บาทต่อเดือนนะคะ คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ก็ตกประมาณที่ 14,000 บาทต่อเดือนค่ะ เราคาดว่า เราจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ อีก 20 ปีนะคะ คือ 60 ปี เกษียณใช่ไหมคะ ลบด้วยอายุค่าเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 80 ปี ดังนั้นจะมีอายุยืนถึงอีก 20 ปีหลังเกษียณ เอา 14,000 คูณด้วย 12 เดือน และก็คูณด้วย 20 ปีค่ะ ค่าที่ได้ก็คือ 3,360,000 บาทนะคะ อันนี้เป็นจำนวนเงินขั้นต่ำ โดยที่ยังไม่ได้รวมค่ารักษาพยาบาล เมื่อเราเจ็บป่วย หลายคนอาจคิดว่า เงินจำนวนสามล้านเศษ ที่พูดไปเนี่ย ค่อนข้างเยอะนะคะ แต่ถ้าเราลองมาดูเรื่องของเวลา ก็อาจจะช่วยได้ค่ะ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเรามีอายุ 25 ปี เริ่มเก็บออมตั้งแต่วันนี้นะคะ เราจะมีเวลาเก็บออมถึง 35 ปี ก่อนเกษียณอายุ ดังนั้นเราสามารถจะค่อย ๆ ทยอยแบ่งเงินออม เป็นเดือนหนึ่งประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 96,000 บาทต่อปีค่ะ ทีนี้ถ้าเรามาเริ่มออมเงินตอนอายุ 50 ปีนะคะ เราจะเหลือเวลาออมเงินเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น ดังนั้นจำนวนเงินที่เราต้องการจะมี ตอนเกษียณอายุคือประมาณสามล้านเศษเนี่ย เราจะต้องออมด้วยปริมาณเงินถึง 336,000 บาทต่อปี หรือคิดเป็น 28,000 บาทต่อเดือนนะคะ นั่นก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงต้องออม แต่เนิ่น ๆ นะคะ ยิ่งเร็วยิ่งดีค่ะ การบริหารค่าใช้จ่ายที่ควรจะทำนะคะ ก็คือการจดบัญชีรายรับ รายจ่าย การจดบัญชีรายรับ รายจ่าย จะทำให้เราทราบเรื่องของ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นนะคะ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมีอะไรบ้าง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าเลี้ยงดูุบุพการี เป็นต้น เป็นค่าใช้จ่ายที่ลดยากมากเลย ส่วนประเด็นที่สอง ก็คือ ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เป็นค่าใช้จ่ายที่เราสามารถ ลด ละ และก็ประหยัดลงได้ ยกตัวอย่างเช่น การไปดูหนัง ฟังเพลงนะคะ หรือแม้กระทั่งการซื้อเสื้อผ้า ของเหล่านี้เราสามารถลดลงได้นะคะ ประเด็นถัดมาที่ควรจะต้องพึงระมัดระวังก็คือ เรื่องของการใช้บัตรเครดิตค่ะ บัตรเครดิตเราไม่ควรจะมีมากเกินไปนะคะ เวลาเราใช้บัตรเครดิตเนี่ย เราก็ควรจะใช้อย่างมีสติ แล้วก็เวลาเราให้เขาตัดบัตรวงเงินเนี่ย เราควรให้ตัดเต็มวงเงินที่เราใช้ เนื่องจากว่าดอกเบี้ยบนบัตรเครดิตเนี่ย มีราคาแพงมากทีเดียวค่ะ ประเด็นสุดท้าย ถ้าเรามีหนี้ก้อนใหญ่ เราก็ควรจะปลดภาระหนี้ก้อนใหญ่ ๆ ให้หมด ก่อนที่จะเกษียณอายุ จะเป็นการดีที่สุดค่ะ การลงทุนเพิ่มเนี่ยนะคะ ก็หมายถึงว่า การที่เราเก็บเงินส่วนหนึ่ง เพื่อให้มันงอกเงยขึ้นมานะคะ การที่เราคิดว่า เราออมเงินในธนาคาร บัญชีสะสมทรัพย์เนี่ย ไม่นับเป็นการลงทุน เป็นแค่การออมเฉย ๆ ค่ะ ทำไมการฝากเงินในบัญชีสะสมทรัพย์ ถึงไม่เรียกว่าการลงทุน เหตุผลก็คือว่า อัตราผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยที่เราได้เนี่ย มักจะได้ในอัตราที่น้อยกว่า เงินเฟ้ออยู่ตลอดเวลาค่ะ สัดส่วนที่เราควรจะนำเงินของเราไปลงทุน อยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลนะคะ ยกตัวอย่างเช่น อายุ ความรับผิดชอบในครอบครัว เป็นต้นค่ะ การลงทุนที่จะแนะนำนะคะ ก็ขออนุญาตแนะนำด้วยกัน 3 ตัว ซึ่งเป็น 3 ตัวที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ตัวที่หนึ่ง เรียกว่า กองทุน Provident Fund หรือเราเรียกกันว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนตัวนี้เป็นกองทุนที่ลูกจ้าง หักเงินเดือนของตัวเอง 2 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ความสมัครใจ เอาไปสะสม นายจ้างก็จะสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง แล้วก็เงินทั้งสองยอด ก็จะได้ผลประโยชน์นะคะ ตอนที่เราเกษียณอายุ เราก็จะได้รับเงินก้อนนี้ไปหนึ่งก้อนค่ะ กองทุนที่สองที่จะแนะนำ ก็คือ กองทุนรวม RMF ค่ะ หรือเรียกว่า กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพนะคะ กองทุนตัวนี้เป็นการออม เพื่อเกษียณอายุในระยะยาว ขั้นต่ำเราก็ต้องซื้อกองทุนนี้ 5,000 บาทใน 1 ปีนะคะ นอกเหนือจะเอาไปลดหย่อนภาษีได้แล้ว ตอนเกษียณเราก็ยังสามารถ นำมาใช้เลี้ยงชีวิตเราหลังเกษียณได้อีกค่ะ การลงทุนประเภทที่สามนะคะ ก็คือการลงทุนในประกันบำนาญค่ะ การซื้อประกันบำนาญเนี่ย ก็จะเป็นการซื้อรายได้ หรือบำนาญสำหรับเกษียณอายุ ซึ่งเงินตัวนี้เราจะไปได้ตอนที่เราเกษียณอายุ ในระหว่างที่มีกรมธรรม์ตัวนี้อยู่ เราก็ได้ความคุ้มครองด้วยนะคะ ข้อควรระวังในการลงทุนนะคะ เนื่องจากว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ในการลงทุนแต่ละกองทุน ก็มีความเสี่ยงมากน้อยไม่เท่ากัน มีทั้งโอกาสที่จะได้มากพอ เท่า ๆ กับโอกาสที่จะเสียค่ะ ดังนั้นผู้ลงทุนก็ควรจะศึกษาข้อมูล โดยละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนค่ะ การวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุเนี่ย อยู่ที่ตัวเราว่าเราอยากจะเกษียณสุข หรืออยากจะเกษียณทุกข์ ยิ่งเราวางแผนการเงิน เพื่อเกษียณในระยะยาวเท่าไรนะคะ เรายิ่งมีโอกาสเกษียณสุขมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

 

และนี่ก็เป็นอีกเรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งนำมาฝากจาก Youtube นะจ๊ะ

ไว้คราวหน้าจะนำเรื่องราวดีๆ มาฝากกันอีกนะจ๊ะ