สุดยอด วิธีเพิ่มประสิทธิภาพ SEO (ได้ผลจริง 2019)



บทความนี้แปลจาก https://backlinko.com เขียนโดย Brian Dean เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ถ้าสนใจการทำ SEO ที่ได้ผล ก็เข้าไปอ่านบล็อกของเขาได้ตามลิงค์เลย

วันนี้ผมจะแสดงวิธีเพิ่มประสิทธิภาพ SEO สำหรับเว็บไซต์คุณ ด้วย SEO Audit

ในความเป็นจริงแล้ว, นี่เป็นวิธีการเดียวกันกับที่ผมใช้เพิ่มทราฟฟิกแบบธรรมชาติ เพิ่มขึ้นมากกว่า 30.84% เมื่อปีที่ผ่านมา

และผมจะบอกให้คุณรู้รายละเอียดทั้งหมด:

นี่ไม่ใช่การเช็คคุณภาพเว็บไซต์ ที่ต้องมีความรู้ขั้นสูงอะไร

ดังนั้นถ้าคุณไม่ได้มีความรู้ขั้นสูงหรือไม่ใช่มืออาชีพ (เหมือนผมเอง), คุณจะต้องชอบวิธีการต่างๆ ที่ผมนำมาฝากอย่างแน่นอน

เรามาเริ่มกันเลย

 

#1: ค้นหาและลบ “หน้าเว็บผีดิบ”

พิมพ์แบบนี้แล้วค้นหาใน Google -> site:yourwebsite.com

ซึ่งจะแสดงหน้าเว็บของคุณที่ Google ได้ Index ไปแล้ว:

ถ้าหากว่าตัวเลขที่สูงกว่าที่คุณคิด, ซึ่งนี่ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว

อันที่จริงแล้ว…

เว็บไซต์จำนวนมากกว่า 50% ที่มีการ Index มากเกินกว่าที่มันควรจะเป็น

(ผมเรียกหน้าเว็บที่เกินมาพวกนี้ว่า “หน้าเว็บผีดิบ”)

ปรากฎว่า, การลบหน้าเว็บผีดิบ สามารถทำให้คุณได้รับทราฟฟิกแบบธรรมชาติมากขึ้นได้

สำหรับตัวอย่าง, Sean จากเว็บไซต์ Proven ได้ลบหน้าเว็บผีดิบไปแล้วมากกว่า 9,000 หน้า ออกจากเว็บไซต์ของเขาเอง

…ซึ่งช่วยให้เว็บไซต์เขามีทราฟฟิกจาก Google เพิ่มขึ้นเกือบ 50% :

ทำไมวิธีนี้จึงได้ผล?

แน่นอน, Google บอกไว้ว่าการสร้างเนื้อหาจำนวนมาก ไม่ได้ทำให้เว็บไซต์คุณอันดับดีขึ้น

และเมื่อคุณลบหน้าเว็บผีดิบ, แสดงว่าคุณทำสิ่งที่ Google ต้องการ

เคล็ดลับ: การลบหน้าเว็บผีดิบนั้น จะทำให้การเช็คประสิทธิภาพ SEO ในส่วนอื่นๆ ทำงานได้ง่ายขึ้น

มีหน้าเว็บน้อย = มีปัญหาน้อย

รายการต่อไปนี้ก็คือ หน้าเว็บที่มีลักษณะเป็นเหมือน หน้าเว็บผีดิบ :

  • หน้าคลังเนื้อหา
  • หน้าหมวดหมู่และหน้าแท็ก (สำหรับ WordPress)
  • หน้าผลการค้นหา
  • เนื้อหาที่ล้าสมัย
  • บทความที่ Copy มาจากที่อื่น
  • หน้าที่มีเนื้อหาน้อยมากๆ (น้อยกว่า 50 คำ)

หน้าเว็บผีดิบ กรณีนี้คือ หน้าเว็บที่ไม่มีเนื้อหาสาระอะไร หรือหน้าที่ไม่ใช่เนื้อหาหลัก

ต่อไป เราไปดูขั้นตอนที่ 2 กันเลย …

#2: เช็คดูว่าเว็บคุณรองรับหน้าจอมือถือ

SEO สำหรับมือถือ มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

ทำไม?

อย่างแรกเลยก็คือ , 60% ของคนที่ค้นหาใน Google ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ

อย่างที่สอง, Google เพิ่งออกอัลกอริทึม สำหรับเว็บที่รองรับหน้าจอมือถือ (ซึ่งก็คือ Mobile-First Algorithm)

ตอนนี้ Google ใช้แนวทางนี้เพื่อแนะนำผู้ใช้ว่าเว็บคุณเหมาะกับมือถือ และ คอมพิวเตอร์ หรือไม่

คำถามก็คือ:

ต้องทำยังไงคุณจึงจะรู้ว่าเว็บไซต์คุณเหมาะกับหน้าจอมือถือ?

ใช้ เครื่องมือของ Google ในการตรวจสอบ ความเหมาะสมกับอุปกรณ์

เพียงใส่ลิงค์เว็บไซต์คุณเข้าไป เพื่อทดสอบ…

…และคุณก็จะเห็นรายละเอียดและหน้าจอตัวอย่างว่า Google วิเคราะห์แล้ว ว่าเว็บคุณเหมาะสมกับอุปกรณ์มือถือหรือไม่

#3: เช็คให้แน่ใจว่า Google ได้ Index เว็บคุณแค่ 1 เวอร์ชั่น

คุณรู้หรือไม่ ว่า Google จะ Index เว็บไซต์ของคุณไปหลายๆ เวอร์ชั่น ที่แตกต่างกัน?

เป็นไปได้แน่นอน

ลองดูตัวอย่าง, เว็บไซต์เดียวกันสามารถมีได้ 4 เวอร์ชั่นแต่แตกต่างกัน:

  • http://yoursite.com
  • https://yoursite.com
  • http://www.yoursite.com
  • https://www.yoursite.com

สำหรับบางคนอาจคิดว่าลักษณะแบบนี้ก็ดูดีเหมือนกัน

แต่ Google ไม่คิดแบบนั้น

และเว้นแต่ว่า คุณทำรีไดเร็กไปยังเวอร์ชั่นที่ถูกต้อง, ไม่เช่นนั้น Google ก็จะคิดว่าลิงค์เหล่านั้นเป็นเนื้อหาคนละอันกัน

(ไม่ดีแน่ๆ)

โชคดี, ที่มีวิธีง่ายๆ ในการตรวจสอบและแก้ปัญหานี้

เพียงคุณเข้าเว็บไซต์ในเว็บบราวเซอร์ ให้ลองเข้าดูทั้ง 4 เวอร์ชั่น

ซึ่งเมื่อเข้าเว็บแล้ว สุดท้าย มันควรที่จะไปยัง URL ด้วยกัน :

ในกรณีของเว็บผม, ถ้าเข้าเว็บแบบที่มี “WWW” มันจะรีไดเร็กไปยังลิงค์แบบนี้ backlinko.com.

และถ้ามีคนเข้าเว็บไซต์ของผมแบบ HTTP ก็จะถูกรีไดเร็กไปยังเวอร์ชั่น HTTPS

การทำแบบนี้ส่งผลดีมาก

ถ้าเว็บไซต์คุณไม่ได้มีการรีไดเร็กไปยังเวอร์ชั่นที่ถูกต้อง, แสดงว่าน่าเป็นห่วงแล้ว

คุณต้อง ทำรีไดเร็ก 301 เพื่อให้เว็บคุณเป็นเวอร์ชั่นที่คุณต้องการ

หลังจากนั้น, ไปดูขั้นตอนที่ #4 กันดีกว่า

#4: เพิ่มความเร็วเว็บไซต์ของคุณ

ย้อนกลับไปไม่กี่ปี Google ยืนยันแล้ว ว่าความเร็วในการโหลดหน้าเว็บนั้นเป็น ปัจจัยในการทำอันดับ

และก็ได้มีการเปิดตัว การอัพเดทใหม่ ซึ่งทำให้ความเร็วการโหลดหน้าเว็บมีความสำคัญมากกว่าเดิม

นี่เป็นวิธีการทำให้เว็บไซต์คุณโหลดได้เร็วขึ้นจริงๆ:

อันดับแรก, ทำให้โค้ดเว็บไซต์คุณสะอาด

คุณสามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อเช็คว่าเว็บไซต์คุณมีปัญหาดังกล่าวหรือไม่ โดยไปที่ PageSpeed Insights.

เคล็ดลับ: ไม่ต้องตรวจสอบหน้าแรกของเว็บคุณ ให้ตรวจสอบหน้าภายในสัก 2-3 หน้า ซึ่งผมหมายถึงหน้าของบทความ, หน้าเกี่ยวกับบริการ, และหน้าของหมวดหมู่

ลำดับที่สอง, ทำการทดสอบความเร็ว

นี่เป็นการทดสอบความเร็วเว็บคุณที่ได้ผลลัพธ์ตามความจริง… และช่วยให้คุณรู้สาเหตุของปัญหาเรื่องความเร็วเว็บไซต์คุณ

โดยปกติแล้วผมจะใช้ WebPageTest.org แต่สำหรับ GTMetrix ก็ได้ผลเช่นกัน

ลำดับที่สาม, บีบอัดรูปภาพของคุณ

รูปภาพขนาดใหญ่นั้นส่งผลให้ความเร็วเว็บไซต์คุณช้าลงมาก

นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมผมจึงแนะนำให้คุณบีบอัดไฟล์ภาพให้เล็กลง โดยคุณสามารถใช้บริการเว็บนี้ก็ได้ Kraken

เคล็ดลับ: อัพเกรดโฮ้สติ้งของคุณ ถ้าคุณจ่ายค่าโฮ้สเดือนละ 10$ ซึ่งโฮ้สติ้งก็อาจจะไม่เร็วเท่าไหร่, เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมเปลี่ยนมาลงทุนกับโฮ้สติ้ง ซึ่งเดือน 200$ ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์คุณภาพสูง และความเร็วเว็บไซต์ผมก็เร็วขึ้นกว่าเดิม จากเต่า เป็น จรวดเลยทีเดียว

#5: ค้นหาและแก้ไขปัญหาการ Index หน้าเว็บ

ต่อไป, ก็ถึงเวลาที่จะต้องค้นหาหน้าเว็บที่ Google ไม่ได้ทำการ Index

วิธีการนี้, การใช้ Google Search Console เป็นวิธีที่ดีที่สุด

“Index Coverage” เป็นหน้าแสดงรายงานเพื่อบอกว่าหน้าเว็บคุณไม่สามารถทำการ Index ได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ

อย่างที่คุณเห็น, Backlinko เว็บของผมไม่มี Error ใดๆ เลย

แบบนี้ดีแล้วใช่ไหม?

ก็อาจจะใช่

เพื่อที่จะตรวจสอบให้ชัวร์ว่าทุกอย่างโอเค, ผมแนะนำให้ใช้เครื่องมือฟรีที่เรียกกว่า Screaming Frog.

Screaming Frog จะทำหน้าที่เข้าไปเก็บหน้าเว็บเหมือนกับ Google และมันจะทำให้คุณรู้ว่า หน้าเว็บไหนที่ไม่สามารถเข้าถึงได้

(ตัวอย่างเช่น, ถ้าคุณบังเอิญไปเผลอบล็อกการเข้าถึงหน้าเว็บด้วยไฟล์ robots.txt … หรือหน้าเว็บคุณมีการใส่แท็ก noindex)

ดังนั้น ถ้าคุณเจอเพจที่มีการบล็อก, ให้เช็คอีกครั้งว่าคุณตั้งใจบล็อกหน้าเพจนั้นจริงหรือเปล่า

ตัวอย่างเช่น, เว็บ Backlinko ของผม มีเลขหน้าเพจของการคอมเม้น

และผมไม่ต้องการให้ Google มา Index หน้าของคอมเม้น(ที่ไม่ใช้หน้าบทความ) ดังนั้น ผมจึงใช้แท็ก noindex กับหน้าเพจเหล่านั้น

ในกรณีนี้, หน้าเพจที่ถูกบล็อกนี้ถือว่าเป็นความต้องการของผม

และเมื่อคุณทำตามที่นะนำมาแล้ว Google ก็จะเข้าถึงหน้าหน้าเว็บทุกหน้าที่คุณต้องการได้, ไปขั้นตอนต่อไปกันดีกว่า…

#6: ตรวจสอบทราฟฟิกแบบธรรมชาติ

ตอนนี้, ถึงเวลาที่ต้องมาดูกันแล้วว่าเว็บไซต์คุณมีทราฟฟิกแบบธรรมชาติมากแต่ไหน

วิธีการก็คือ, ให้คุณไปที่ Google Analytics.

จากนั้น, ไปที่เมนู การกระทำ >> การเข้าชมทั้งหมด >> แชแนล

คลิกที่ “Organic Search”.

และคุณจะเห็นว่าเมื่อเดือนที่ผ่านมา เว็บไซต์คุณมีคนเข้าชมผ่านการค้นหามากน้อยแค่ไหน

จากนั้น, ให้คุณกำหนดวันที่ให้เป็น 6-8 เดือนล่าสุด

และคุณจะเห็นว่าแนวโน้มของการเข้าชมแบบธรรมชาตินั้นมีทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่

อย่างที่คุณเห็น, การเข้าชมเว็บของผมค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ตอนนี้:

ถ้าการเข้าชมของคุณคงที่ (หรือลดลง), ไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้

เพราะเป้าหมายของขั้นตอนนี้เพียงแค่ดูว่า เว็บไซต์คุณมีการเข้าชมเป็นยังไง

สิ่งที่ควรจะเริ่ม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของ SEO นั้น

ผมจะพูดในขั้นตอนต่อไป …

#7: ปรับปรุง On-Page SEO

On-page SEO เป็นเรื่องใหญ่มาก

กล่าวคือ :

คุณอาจจะไม่มีเวลามากเพื่อที่จะปรับปรุงทุกหน้าของเว็บไซต์คุณ

และโชคยังดี, คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น

และนี่คือสิ่งที่คุณต้องทำ :

อันดับแรกเลย, กำหนดหน้าเพจที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุดออกมา 5 หน้า

คุณสามารถใช้หน้าเหล่านี้ :

  • หน้าที่คุณต้องการใช้กับคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณ
  • หน้าที่มีทราฟฟิกน้อยกว่าที่เคยเป็น
  • มีอันดับดีอยู่แล้ว… แต่ก็มีศักยภาพที่จะให้ได้ติด 5 อันดับแรก

มาดูตัวอย่าง…

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้โพสบทความ ที่ผมชื่นชอบมาก ชื่อ เครื่องมีการสร้างลิงค์

นอกจากเรื่องพื้นฐานแล้ว (การใส่คีย์เวิร์ดไว้ในแท็ก Title), ผมไม่ได้ปรับปรุงอะไรเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้หน้านี้เลย

และเพราะว่า มันได้ขึ้นหน้าแรกการค้นหาของคีย์เวิร์ดหลักที่ผมต้องการอยู่แล้ว…

…มันจึงเป็นโอกาสที่ดี ที่ผมจะปรับให้ขึ้นไปที่ 5 อันดับแรก

จากนั้น, เพิ่มปรับปรุงหน้าเว็บให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเทคนิคต่างๆ ในคลิปวีดีโอนี้

ตอนนี้:

ถ้าคุณยังไม่พร้อมหรือไม่มีเวลามากเพียงพอที่จะทำตามทุกอย่างในคลิปวีดีโอดังกล่าว ขอให้คุณเน้นที่ 5 เทคนิคต่อไปนี้ :

  • ใส่คีย์เวิร์ดในแท็ก Title
  • ใส่คีย์เวิร์ในบทความ 100 คำแรก
  • เพิ่มลิงค์ออกไปยังเว็บอื่นๆ(ที่มีคุณภาพ) อย่างน้อย 5 ลิงค์
  • เพิ่ม ลิงค์ภายในเว็บคุณ อย่างน้อย 5 ลิงค์
  • ใช้ LSI keywords

เมื่อคุณได้ปรับปรุงตามคำแนะนำดังกล่าวแล้ว, ต่อมาไปลงลึงในขั้นตอนที่ #8 กันเลย :

#8: ตั้งค่าการติดตามอันดับการค้นหา

ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะมาติดตามอันดับการค้นหาแล้ว

มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยติดตามอันดับได้

แต่สำหรับผม, เครื่องมือที่ดีที่สุดก็คือ SEMrush

ทำไม?

SEMrush นั้นยอดเยี่ยมมาก เพราะว่า มันไม่เพียงแค่ติดตามคีย์เวิร์ดที่คุณกำหนดไว้เท่านั้น

(แม้ว่ามันจะทำแบบนั้นได้ด้วย)

สิ่งที่ทำให้ SEMrush ยอดเยี่ยม ก็คือ มันจะค้นหาคีย์เวิร์ดอื่นๆ ให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่เว็บไวต์คุณได้อันดับ

มันเยี่ยมมาก

#9: วิเคราะห์แบ็กลิงค์

ไม่ต้องสงสัยอะไรเกีี่ยวกับเรื่องนี้ :

แบ็กลิงค์ ยังคงมีความสำคัญอย่างแท้จริง

ในความเป็นจริงนั้น, จากกรณีศึกษาผลการค้นหา 1 ล้าน รายการ พบว่าแบ็กลิงค์นั้นมีความสัมพันธ์กับอันดับมากกว่าปัจจัยอื่นๆ

และตอนนี้ก็ได้เวลาที่จะมาวิเคราะห์แบ็กลิงค์ของคุณแล้ว

นี่คือวิธีการ:

อันดับแรก, ใส่โดเมนเว็บของคุณเข้าไปในเครื่องมือวิเคราะห์แบ็กลิงค์

(ผมใช้ Ahrefs สำหรับขั้นตอนนี้ แต่คุณสามารถใช้เครื่องมืออื่นๆ ได้ เช่น Majestic SEO หรือ Moz)

และคุณก็จะเห็นรายงานเกี่ยวกับลิงค์ของคุณ

หลังจากนั้น, หลังจากนั้นให้คุณเช็คโอเมนอ้างอิง และ ค่า DA (Domain Authority)

โอเมนอ้างอิง = จำนวนเว็บไซต์ที่ลิงค์มาหาคุณ

ไม่ต้องกังวลอะไร เกี่ยวกับจำนวนที่แน่นอน คุณต้องเปรียบเทียบกับลิงค์ที่มีอยู่

คุณควรดูที่ค่า DA ของคุณด้วย

แต่ละเครื่องมือจะมีชื่อเรียกค่า DA (Domain Authority) เป็นของตัวเอง

(ตัวอย่างเช่น, Ahrefs จะเรียกว่า “DR หรือ Domain Rating”)

ซึ่งก็เป็นค่า DA เดียวกัน :

ค่า DA นั้นจะบอกถึงคุณภาพของเว็บไซต์คุณ … มีพื้นฐานอยู่บนการรวบรวมจากปริมาณและคุณภาพของแบ็กลิงค์ที่คุณได้รับ

และสุดท้าย, ค้นหาลิงค์ที่อันตราย

วิธีการก็คือ, ตรวจสอบลิงค์ข้อความของคุณที่พบมากที่สุด :

ถ้าคุณเห็นชื่อเว็บหรือชื่อแบรนด์ของคุณเป็นจำนวนมาก (กรณีของผมคือ“Backlinko” และ “Backlinko.com”), ซึ่งถือว่าดีแล้ว

โชคยังดี, ลิงค์ของเว็บไซต์ผมก็เป็นลักษณะเช่นนี้ :

แต่ถ้าคุณสังเกตเห็นคีย์ในลักษณะนี้จำนวนมาก (เช่น “บล็อกเกี่ยวกับ SEO” และ“ชื่อบริษทัสเกี่ยวกับ SEO”), นั่นคือสัญลักษณ์ของลิงค์ที่อันตราย

นี่คือตัวอย่างลิงค์เข้าเว็บผม ที่มีลักษณะเป็นสแปม :

และถ้าคุณต้องการดูข้อมูลที่ลึกลงไป, ให้ดูที่รายการลิงค์เหล่านั้น

แบ็กลิงค์ส่วนใหญ่นั้น ควรมาจากเว็บไซต์จริงๆ

ตัวอย่างเช่น, คุณจะเป็นว่าลิงค์ของผมส่วนใหญ่นั้นมาจาก บล็อกหรือเว็บไซต์เกี่ยวกับ การตลาดดิจิตอล และ SEO

(ซึ่งถือว่าดีแล้ว)

แต่ถ้าคุณสังเกตเห็นว่าลิงค์ส่วนใหญ่มาจากเว็บไซต์ที่น่าสงสัย, คุณควรที่จะแจ้งให้ทาง Google  ให้ปฎิเสธลิงค์พวกนั้น

เคล็ดลับ : ลิงค์สแปมต่างๆ นั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นกับเว็บคุณ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเคลียดอะไรมากมายถ้าเห็นลิงค์พวกนี้

#10: แก้ปัญหาลิงค์เสีย

เมื่อไม่กี่ปีก่อน Google เริ่มที่จะ ไม่เพิกเฉยกับการที่ได้เจอลิงค์เสีย

กล่าวคือ :

ลิงค์เสียนั้นไม่ดีสำหรับประสบการณ์ของผู้ใช้ … ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อ SEO ได้

(มากกว่าที่ผ่านมา)

นี่จึงเป็นวิธีแก้ไขปัญหาลิงค์เสียสำหรับเว็บไซต์ของคุณ :

อันดับแรก, ค้นหาหน้าเพจที่เสียหายที่ Google ไม่สามารถ Index ข้อมูลได้

คุณสามารถใช้ Google Search Console ในส่วนของ “Index Report”.

ผมคอยแก้ปัญหาลิงค์เสียอยู่ตลอด ดังนั้นของผมจึงไม่มี

นี่คือสิ่งที่คุณจะเห็นถ้าหาก Google เก็บ Index เว็บคุณไม่ได้ หรือเจอหน้า 404 errors :

หน้าเว็บบางหน้าที่คุณลบออกไปแล้ว (อย่างเช่น : คุณลบหน้าเว็บผีดิบออกไป)

ถ้าอย่างนั้น, คุ็ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย Google จะหยุดการรายงานหน้าเพจที่มีปัญหาเหล่านี้ไปเอง

แต่ถ้า Google ไม่สามารถเข้าถึงหน้าเว็บที่คุณต้องการทำอันดับ, แน่นอนว่าคุณต้องสำรองหน้าเว็บนั้นโดยเร็ว

ต่อมาก็คือ, ใช้เครื่องมือค้นหาลิงค์เสียทั้งลิงค์ภายในและลิงค์ภายนอก

คุณสามารถใช้ Ahrefs…

…หรือใช้เครื่องมือฟรีในการ เช็กลิงค์เสีย

ซึ่งใช้งานได้ทั้งสอง

#11: วิเคราะห์คู่แข่ง

ตอนนี้ถึงเวลาที่จะมาวิเคราะห์คู่แข่งของคุณแล้ว

นี่คือวิธีทำ :

อันดับแรก, ค้นหาคู่แข่งที่ดีที่สุดในคีย์เวิร์ดของคุณ

คุณสามารถหาข้อมูลได้ง่ายโดยใช้ SEMrush…

…หรือ Ahrefs.

ไม่ต้องพูดอะไรมาก :

ถ้าคู่แข่งของคุณมีอันดับในคีย์เวิร์ดต่างๆ, คุณต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อให้มีอันดับเหมือนกัน

ซึ่งคู่แข่งคุณนั้นมีคีย์เวิร์ดที่เป็นเป้าหมาย ซึ่งยอดเยี่ยม

ลำดับที่สอง, ตรวจสอบหน้าเว็บเหล่านั้นที่ได้รับการจัดอันดับ

จากนั้น, หาว่าหน้าเพจพวกนั้นมีอะไรที่เหมือนกัน วิธีนี้, เนื้อหาประเภทไหนที่ใช้งานได้ดีสำหรับประเภทเว็บไซต์คุณ

ตัวอย่างเช่น, ถ้าคุณลองดูที่หน้าเว็บที่มีอันดับดีๆ …

…คุณจะสังเกตเห็นเนื้อหาของผมมีลักษณะแบบนี้ :

  • เนื้อหายาวมาก (3,000 คำขึ้นไป)
  • มีรูปภาพประกอบเยอะ
  • มีการอ้างอิงถึงการศึกษาวิจัยต่างๆ, ข้อมูลที่ทาง Google กล่าวไว้
  • ไม่ใช่เทคนิคของผู้ชำนาญเท่านั้น (แม้จะเป็นมือใหม่ก็ทำตามได้)

ขั้นสุดท้าย, ดูว่าใครทำลิงค์มาที่หน้าเว็บเหล่านั้นบ้าง

เช็คได้โดย, ใส่ URL เข้าไปในเว็บ Ahrefs

และลองดูที่ตำแหน่งของลิงค์ที่เพจนั้นๆ

ซึ่งคุณจะเห็นว่าเว็บไหนที่มีคะแนนดีๆ ในกลุ่มเว็บแนวเดียวกันกับคุณ ด้วยวิธีนี้ คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์กับเว็บเหล่านี้ได้เลย

(ซึ่งจะเริ่มมีประโยชน์ตอนที่คุณเริ่ม สร้างแบ็กลิงค์)

#12: สร้างเนื้อหาที่ดีกว่าเดิม 10 เท่า

ถ้าย้อนกลับไปขั้นตอนที่ #7 คุณก็ได้ปรับปรุง 5 สิ่งที่สำคัญต่อการทำ SEO ไปแล้ว

และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะมาทำให้เนื้อหาของคุณดีกว่าเดิม 10 เท่า

ทำไม?

พูดง่ายๆ ก็คือ :

การทำอันดับในปี 2019 นี้, เนื้อหาของคุณจะต้องสุดยอด

วิธีต่อไปนี้, จะเป็นแนวทางทำให้เนื้อหาเว็บไซต์คุณมีคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม 10 เท่า:

1. เขียนบทนำให้สั้นที่สุด

ไม่มีใครที่อยากจะอ่านบทนำที่ยืดยาวแบบนี้:

ดังนั้น ให้คุณเขียนบทนำที่สั้นและเข้าใจง่าย แทน:

2. แต่ละย่อหน้าต้องสั้น

คนไม่ชอบอ่านเนื้อหาออนไลน์ คนมักจะอ่านแบบผ่านๆ

การเขียนย่อหน้าที่สั้นๆ จะช่วยให้คนอ่าน ได้อ่านเนื้อหาได้ดีและง่ายขึ้น

3. มีหัวข้อย่อยจำนวนมาก

หัวข้อย่อยจะช่วยแบ่งเนื้อหาของคุณออกเป็นกลุ่มเล็กๆ

ใช้เพื่อเริ่มเข้าเรื่อง และใช้บ่อยๆ

4. ใช้สื่ออื่นๆ แผนภูมิ รูปภาพ และ วีดีโอ

สื่อมัลติมีเดียต่าง จะช่วยให้เนื้อหาของคุณน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

(เพิ่มภาพต่างๆ เข้าไป จะช่วยให้คนอ่านเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น)

มาดูตัวอย่าง, บทความการตรวจเช็ค SEO, ผมใช้รูปภาพจำนวนมาก :

กราฟฟิกอื่นๆ :

และวีดีโอ :

และเพราะว่าเนื้อหาของผมอ่านง่ายและเข้าใจง่าย, เวลาเฉลี่ยสำหรับคนที่ออนไลน์ในหน้านี้จึงสูงถึง 05:08 นาที :

#13: ปรับแต่งเว็บให้เหมาะกับผู้ใช้

RankBrain คืออัลกอริทึมใหม่ของ Google

Google ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว , RankBrain จะดูว่าผู้ใช้มีปฎิกิริยาอย่างไรกับเว็บไซต์ของคุณ

ซึ่งก็หมายความว่า :

การที่จะทำอันดับใน Google สำหรับทุกวันนี้, คุณจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้งานด้วย

หรือพูดอีกอย่างก็คือ, คุณจะต้องทำให้ผู้ใช้ชอบเนื้อหาเว็บของคุณ

ถ้าคุณทำได้, Google ก็จะดันอันดับเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น

มาดูตัวอย่าง…

ในขณะที่ผมกลับไปสังเกต โพ้สนี้ของเว็บไซตผม ซึ่งอันดับไม่ค่อยดีเลย

(ซึ่งได้อันดับ 10 - 15 ไม่ไปไหนซักที สำหรับคีย์เวิร์ดที่ผมต้องการ คือ “SEO Campaign”)

และเมื่อผมดูที่เนื้อหา, ผมก็เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น …

เมื่อผู้ใช้ค้นหาคำว่า “SEO campaign” ซึ่งเนื้อหาของผมไม่ได้ให้ในสิ่งที่เขาต้องการ

ซึ่งเขาได้รับกรณีศึกษาที่เป็นกลยุทธ์แบบเฉพาะทาง หนึ่งอย่าง :

โพ้สของผมมีภาพหน้าจอประกอบเนื้อหาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก่ามากแล้ว

ในตอนแรกนั้น :

เพราะบทความของผมไม่ได้ปรับแต่งให้เหมาะสำหรับผู้ใช้, Google จึงไม่ชอบ

ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจ ปรับปรุงเนื้อหาโพ้สนี้ ใหม่ทั้งหมด

โดยเฉพาะสิ่งเหล่านี้ :

  • แทนที่จะใช้กรณีศึกษาก็ใช้คำแนะนำแบบทีละขั้นตอน
  • เพื่อเคล็ดลับต่างๆ ที่มือใหม่หรือผู้เริ่มต้นศึกษา SEO ก็สามารถทำตามได้
  • เพิ่มตัวอย่างจากกลุ่มเนื้อหาที่หลากหลาย
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

ในที่สุด, ผมก็ได้ปรับปรุงการอัพเดทเนื้อหาที่สมบูรณ์แบบและยอดเยี่ยมสำหรับคีย์เวิร์ด “SEO campaign”

และก็เป็นอย่างที่คิด, เพราะว่าผมออกแบบเนื้อหาใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้ชื่นชอบ, หน้าเว็บของผมก็ขึ้นมาจาก อันดับ #15 ไปเป็นอันดับที่ #4 ของการคนหา Google ได้อย่างรวดเร็ว

และก็ได้อันดับ #1 เมื่อไม่นานมานี้ :

มันยอดเยี่ยมมาก

#14: โครงสร้างเว็บไซต์คุณต้องเรียบง่าย

ทำให้โครงสร้างเว็บไซต์คุณง่ายต่อการเข้าถึง:

นี่เป็นวิธีการจัดระเบียบให้หน้าเว็บของคุณ

ตามที่คุณรู้ว่า, โครงสร้างเว็บไซต์ มีความสำคัญต่อ SEO อย่างแท้จริง

ทำไม?

มี 2 เหตุผล:

เหตุผลแรก, การปรับโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีช่วยให้ Google ค้นหาและ Index หน้าเว็บของคุณได้ทั้งหมด

เมื่อโครงสร้างเว็บไซต์คุณมีความยุ่งยาก วุ่นวาย , Google จะค้นหาหน้าเว็บทั้งหมดของคุณได้ลำบาก :

แต่เมื่อคุณปรับโครงสร้างใหม่ให้มีลิงค์หากันแบบเรียบง่าย, Google ก็จะค้นหาและทำการ Index หน้าต่างๆ ในเว็บไซต์คุณได้ง่ายขึ้น

เหตุผลที่ 2, โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีสามารถบอก Google ได้ว่า หน้าไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน

โดยทั่วไปแล้ว, หน้าเว็บที่อยู่ใกล้กับหน้าแรก จะมีความสำคัญมากกว่าหน้าอื่นๆ

คำถามก็คือ :

ทำยังไงโครงสร้างเว็บไซต์จึงจะเหมาะสมและส่งผลดี?

แน่นอนว่า, ผมบอกว่าผมจะสอนการปรับปรุงประสิทธิภาพของ SEO ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ยุ่งยากแน่นอน

ดังนั้น ผมจะใช้วิธีที่ง่ายดายที่สุด…

คุณต้องการปรับโครงสร้างเว็บให้มีความเรียบง่าย

อย่างไรก็ตาม, มันไม่ใช่แบบนี้แน่นอน :

มันควรที่จะเป็นแบบนี้ :

(เรียบง่ายมาก)

หรือแบบอื่นๆ :

มันไม่ควรที่จะคลิกมากเกิน 3 ครั้ง จากหน้าแรกเพื่อจะไปยังหน้าอื่นๆ ที่ต้องการ

ในบางครั้ง, คุณอาจจะจำเป็นต้องให้คนทำเว็บไซต์ปรับโครงสร้างและลิงค์เมนูต่างๆ ใหม่ทั้งหมด.

แต่คุณก็ยังสามารถเพิ่มลิงค์ภายในให้ลิงค์ไปยังหน้าเพจต่างๆ ได้เลย …

…และเพิ่มลิงค์ที่แถบด้านข้าง :

ตราบใดที่ผู้ใช้สามารถไปยังหน้าเพจอื่นๆ ได้ใน 3 คลิก หรือน้อยกว่านี้ได้ยิ่งดี.

#15: แก้ไขเมต้าแท็กที่ซ้ำกัน

เมื่อไม่นานมานี้ Google ได้บอกไว้ว่า แท็ก Title และแท็ก Description นั้นดีต่อ SEO “ดีต่อ SEO

และผมก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, ตอนนี้คุณกำลังเข้าสู่ขั้นตอนของการแก้ไข Title และ Description ที่ซ้ำกัน

โชคยังดี, ที่คุณยังสามารถค้นหาแท็กที่ซ้ำกันได้ง่ายๆ โดยใช้ Google Search Console (แบบเก่า)

ไปที่เมนู ลักษณะที่ปรากฏของการค้นหา → การปรับปรุง HTML

คุณจะเห็นรายการของ แท็กต่างๆ ที่ซ้ำกัน :

ในกรณีของผม , ผมมี 8 หน้า ที่ description ซ้ำกัน :

พวกนี้คือหน้าเว็บต่างๆ ใน Feed บล็อกของผม (ซึ่งไม่ได้ให้ทำการ Index). ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่

แต่ถ้าเป็นหน้าเว็บที่สำคัญ และมีแท็กที่ซ้ำกัน , ผมขอแนะนำว่า ให้รีบแก้ไขโดยเร็ว

#16: ใช้เทคนิคสกายแค็ปเปอร์

ขั้นตอนสุดท้ายของการปรับปรุงประสิทธิภาพของ SEO ก็คือการใช้ เทคนิคสกายแค็ปเปอร์

ทำไม?

มันช่วยให้ Google สามารถค้นหาและ Index หน้าเว็บที่คุณเพิ่งปรับปรุงได้ทั้งหมด และรวดเร็ว

สำหรับตัวอย่าง, ดูที่ยอดแหลมๆ ใน “หน้าที่รวบรวมข้อมูลไว้ต่อวัน” เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ผมเผยแพร่เนื้อหาใหม่ :

และในวีดีโอนี้จะแสดงกระบวนการต่างๆ ในการใช้เทคนิคสกายแค็ปเปอร์ :

แต่ผมมีบทสรุปมาให้, นี่เป็นวิธีที่ได้ผล…

ขั้นแรก, ตรวจสอบ 10 ผลลัพธ์อันดับแรกสำหรับคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ

ตัวอย่าง, ผมเพิ่งโพ้สบทความเรื่อง : “27 วิธีในการเพิ่มทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์”.

ก่อนที่ผมจะเขียนบทความ , ผมได้วิเคราะห์หน้าแรกสำหรับคีย์เวิร์ดนี้ “how to get more traffic” (การเพิ่มทราฟฟิก):

เนื้อหาที่ผมพบนั้นก็ดีนะ แต่ไม่มีอะไรพิเศษ

ต่อไป, เผยแพร่เนื้อหาที่ดีกว่านั้น 5 เท่า

ผมหยิบยกสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเขียน

ทำยังไง?

ผมเพิ่มรายละเอียดมากขึ้น อย่างเป็นขั้นตอน :

ภาพหน้าจอ :

และเทคนิคนี้ก็ได้ผลทันที :

สุดท้าย, ก็ถึงเวลาที่จะโปรโมทโพ้สของคุณ

ส่วนนี้คือกุญแจสำคัญ

เมื่อ Google เห็นผู้คนมากมาย (รวมทั้งลิงค์) มาที่เว็บไซต์ของคุณ, ก็จะพูดว่า: “เว็บไซต์นี้กำลังคึกคัก เราต้องส่ง Googlebot ไปตอนนี้เลย”

(อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่า, นี่จะช่วยให้กระบวนการต่างๆ ของ Google ทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อคุณอัพเดทเว็บไซต์).

ในกรณีของผม, ผมส่งจดหมายข่าวไปหาสมาชิกทางอีเมล์ :

และโปรโมทบน Facebook, LinkedIn และ Twitter

โบนัส #1: เพิ่มลิงค์ภายในเว็บไซต์

ลิงค์ภายในเป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกนำมาประเมินค่า SEO ที่ต่ำที่สุดในโลก

คำถามก็คือ :

จะทำยังไงถึงจะใช้ลิงค์ภายในที่ถูกต้องที่สุด?

มันง่ายมาก :

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ทำลิงค์ไปยังหน้าเว็บที่มีความสำคัญมากที่สุด

คุณสามารถดูลิงค์ภายในทัั้งหมดได้้ที่ Google Search Console

ไปที่เมนู ประมาณการค้นหา → ลิงค์ภายใน

คุณจะเห็นหน้าเว็บของเว็บไซต์คุณ ที่ได้รับลิงค์ภายในมากที่สุด

เคล็ดลับ : คุณอาจจะเห็นลิงค์จำนวนหนึ่งในรายงานนี้ ที่ลิงค์ไปยังหน้าเว็บที่ไม่ค่อยสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น, คุณอาจจะมีลิงค์จำนวนมากลิงค์ไปยังหน้า เงื่อนไขการใช้งาน หรือ หน้าติดต่อเรา นี่ก็เพราะว่า โดยปกติแล้วคุณจะทำลิงค์ไปยังหน้าพวกนี้จากเมนู หรือลิงค์จาก Footer ของเว็บไซต์น้่นเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้

โบนัส #2: ใช้เครื่องมือเช็คประสิทธิภาพ

ผมพยายามตรวจเช็คประสิทธิภาพการทำ SEO ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก

ถ้าคุณต้องการรู้รายละเอียดที่ลึก เกี่ยวกับการทำ SEO, ผมมีเครื่องมือที่อยากแนะนำอย่างมาก เพื่อเช็คเรื่อง SEO

เครื่องมือที่ผมจะแนะนำคือ?

ความจริงแล้ว มีเครื่องมือที่ผมใช้อยู่ 2 อย่าง

อย่างแรกคือ Seobility

มันไม่เหมือนเครื่องมืออื่นๆ เพราะ Seobility นั้นใช้ง่ายมาก บวกกับมีรายงานที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจและการดำเนินการ

และถึงแม้ว่า SEMrush ส่วนมากจะเป็นที่รู้จักกันในเรื่อง วิเคราะห์คีย์เวิร์ด อย่างไรก็ตาม ก็มีตัวช่วยในการเช็คเรื่อง SEO ที่ดีเยี่ยมเหมือนกัน

โบนัส #3: ปรับแต่สำหรับ Featured Snippets

Featured Snippets สามารถช่วยเพิ่มทราฟฟิกแบบธรรมชาติ ให้คุณได้

ตัวอย่างเช่น, เมื่อมีการค้นหา "channel description" บทความนี้ของผม ได้รับการนำมาแสดงที่ Featured Snippet ในการค้นหา

ทราฟฟิกธรรมชาติของหน้านี้ ก็พุ่งขึ้นอย่างกับจรวด :

แล้วจะทำยังไง เนื้อหาของคุณจึงจะไปขึ้นที่ Featured Snippet?

นี่คือแนวทาง (และกรณีศึกษา) ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับเรื่องนี้

เพื่อที่จะสรุปคำแนะนำต่างๆ, ให้เนื้อหาไปแสดงที่ Featured Snippet, นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำ…

  • ปรับปรุงเนื้อหาของคุณสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ
  • เว็บไซต์เป็นแบบ HTTPS
  • ใช้แท็กหัวข้อจำนวนมาก (H2 และ H3)
  • ในบทความมีคำตอบสั้นๆ สำหรับคำถาม (42 คำ)
  • ลิงค์ไปยังแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ

ทั้งหมดมีเท่านี้ 🙂

ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องรีบไปเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ให้เว็บคุณเอง

และตอนนี้ผมอยากจะให้คุณบอกอะไรบางอย่าง :

คุณมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง ?

หรือคุณอาจจะมีเทคนิคพิเศษอื่นๆ อะไรบ้าง ที่ผมไม่ได้พูดถึงในบทความนี้?

หรืออาจจะทั้ง 2 อย่าง , ขอแค่เพียงบอกให้ผมรู้ ด้วยการคอมเม้นในโพ้สนี้ได้เลยครับ