9 สูตรลัด การทำ SEO (ที่ไม่มีใครพูดถึง)



บทความนี้แปลจาก https://backlinko.com เขียนโดย Brian Dean เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ถ้าสนใจการทำ SEO ที่ได้ผล ก็เข้าไปอ่านบล็อกของเขาได้ตามลิงค์เลย

วันนี้ผมจะบอกสูตรลัด SEO ที่น้อยคนมากๆ ที่จะรู้จัก

ในความเป็นจริงแล้ว, มีผู้อ่านเว็บไซต์ Backlinko คนหนึ่ง ที่ใช้เทคนิคนี้อย่างถูกต้องเมื่อเร็วๆ นี้ จนทำให้เว็บไซต์ขึ้นอันดับ 1 ในคีย์เวิร์ดที่ต้องการ

ดังนั้น ถ้าคุณเบื่อกับเทคนิคเดิมๆ ที่ซ้ำซาก คุณจะต้องรักเคล็ดลับนี้ ที่ผมนำมาฝาก

ผมเปลี่ยนจาก “ว้า..แย่จัง” ไปเป็น “ว้าว! สุดยอด” ได้อย่างไร?

ผมจะเผยเคล็ดลับให้กับคุณ :

เมื่อผมเริ่มเปิดตัวเว็บไซต์แรก, ผมไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

ดังนั้น ผมจึงจ้างคนดูแลเรื่องการตลาด โดยการสุ่มหา เพื่อให้ “ทำ SEO ให้เว็บไซต์ผม”

ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก, เพราะมันไม่ได้ผลอะไรเลย

เมื่อผมตัดสินใจที่จะศึกษาเรื่อง SEO ด้วยตัวเอง… ผ่านการลองผิดลองถูก

นานมากถึง 3 ปี, แต่ในที่สุดผมก็รู้วิธีการทำ SEO ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, ผมได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์จำนวนหนึ่งที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

และต้องขอบคุณกับกลยุทธ์ซึ่งผมได้พิสูจน์แล้วว่ามันทำให้ผมได้อันดับ Top 5 ของคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันหรือมีคู่แข่งสูง

และเมื่อเร็วๆ นี้ คนที่ผมแนะนำได้บอกผมว่า “เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO หนึ่งเดียวในโลกที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด”.

และเพื่อไม่ให้เสียเวลา, ไปดูสูตรลัด SEO กันดีกว่า

สูตรลัด SEO #1: ใช้คำเหล่านี้ใน Title, เพื่อเพิ่มทราฟฟิก

เมื่อปีที่แล้ว กูรู SEO ท่านหนึ่งชื่อ Ross Hudgens ตัดสินใจทำการทดลองเกี่ยวกับเรื่องความสนใจ

Ross ได้วิเคราะห์หน้าเว็บ 7,999 หน้า ที่มีอันดับในหน้า 1 ของ Google

แล้วเขาเจออะไร?

Ross ค้นพบว่าหน้าเว็บที่ติดอันดับ Top นั้น มีการใช้ 7 คำเหล่านี้ ใน Title ของหน้าเว็บ

แล้วเกิดอะไรขึ้นที่นี่?

คือ, Google ก็จะดันอันดับหน้าเว็บที่มี CTR สูงๆ ให้มีอันดับดีขึ้น

สิ่งที่สอดคล้องกับการค้นพบของ Ross, คำเหล่านี้สามารถดึงดูดให้มีการคลิกมากกว่า เมื่อคนค้นหาใน Google

และเพราะว่าหน้าเว็บมีการใช้คำต่างๆ ที่เพิ่มการคลิกได้มากขึ้น, จึงทำให้มีอันดับที่สูงขึ้นนั่นเอง

นอกจากที่ Ross ค้นพบแล้ว, รายการเหล่านี้เป็นคำที่ผมใช้เพื่อเพิ่มการคลิก หรือ CTR สำหรับหน้าเว็บไซต์ของผมเอง

  • วันนี้
  • ตอนนี้
  • ทำตามได้เลย
  • ได้ผลเร็วมาก
  • ง่ายมาก
  • ง่ายเหมือนปลอกกล้วย
  • สูตรเด็ด
  • ทีละขั้นตอน
  • ใหม่

ผมยังมีสูตรเด็ดอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มค่า CTR ให้คุณได้ภายในโพ้สนี้

และสำหรับตอนนี้, ไปดูสูตรลัด SEO สูตรที่ 2 กันเลย …

สูตรลัด SEO #2: ค้นหาคีย์เวิร์ดแบบยาว “ที่เกี่ยวข้องกับคำที่ผู้ใช้กำลังค้นหา…”

นี่คือวิธีปฏิบัติในเทคนิคนี้

ขั้นแรก, พิมพ์คีย์เวิร์ดของคุณใน Google

จากนั้น, เลื่อนหน้าจอลงมาด้านล่างของการค้นหาจนกว่าคุณจะเห็น “การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ...”

ตรงนี้จะเป็นส่วนที่ Google แสดงข้อความที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่คุณค้นหาเมื่อกี้นี้.

เนื่องจากข้อความเหล่านี้ Google แนะนำมาโดยตรง ดังนั้นจึงเหมาะมากที่คุณจะนำไปใช้เป็นคีย์เวิร์ดแบบยาวสำหรับเว็บไซต์คุณ

สูตรลัด SEO #3: หาคีย์เวิร์ดจากเว็บที่มีคนใช้งานน้อยกว่า Google

คุณอาจจะหาคีย์เวิร์ดแบบยาว โดยใช้คีย์เวิร์ดที่ทาง Google แนะนำ

ซึ่งก็คือ เมื่อคุณพิมพ์คีย์เวิร์ดเข้าไปใน Google แล้ว ก็จะมีคีย์เวิร์ดอื่นๆ ที่ Google แนะนำมา

วิธีนี้ก็ดูโอเคเหมือนกัน

แต่ว่า วิธีนี้มีปัญหา อย่างหนึ่ง:

คือ ไม่ว่าใครๆ ก็ใช้วิธีนี้ ดังนั้นทุกคนก็จะทำเหมือนกันหมด!

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมแนะนำให้หาคีย์เวิร์ดจากแหล่งที่มีคนใช้งานน้อยกว่า Google

ซึ่งผมหมายถึงเว็บอื่นๆ เช่น YouTube, Amazon, Wikipedia และ Bing.

มาดูตัวอย่าง, ถ้าหากกรณีที่คุณกำลังจะเขียนบทความเกี่ยวกับ "paleo diet"

แต่คุณไม่รู้ว่าจะใช้คีย์เวิร์ดอะไรดี

แทนที่คุณจะหาคีย์เวิร์ดนี้ “paleo diet” ใน Google, คุณก็ใช้ YouTube แทน

และคุณก็จะได้รับคีย์เวิร์ดชุดใหม่ทั้งหมด

คุณสามารถรับคีย์เวิร์ดที่ยอดเยี่ยมอื่นๆ เพิ่มเติมได้ โดยการทำแบบเดียวกัน โดยใช้ Bing

นั้นคือเรื่องการหาคีย์เวิร์ดทั้งหมด

สูตรลัด SEO #4: ลดค่า Bounce Rate (อัตราการตีกลับ) เพื่อให้อันดับดีขึ้น

ผมเพิ่งได้ วิเคราะห์ 1 ล้าน ผลการค้นหาจาก Google เพื่อหาสาเหตุว่า ทำไมหน้าเว็บบางหน้าจึงมีอันดับที่ดีกว่าหน้าอื่นๆ

หนึ่งในสิ่งที่เราค้นพบก็คือ หน้าเว็บที่มีอัตราการตีกลับที่ต่ำ มักจะมีอันดับที่สูงกว่า หน้าเว็บที่มีอัตราการตีกลับที่สูง

ตอนนี้ :

ก็ยังไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่, ถ้า Google ใช้ อัตราตีกลับ เป็นปัจจัยโดยตรงในการทำอันดับ

การค้นพบของเราอาจจะเป็นกรณีที่ ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสาเหตุของอันดับก็เป็นได้

ตัวอย่างเช่น, หน้าเว็บที่มีอัตราตีกลับที่ต่ำอาจจะมีเนื้อหาที่ดีกว่า และเป็นเหตุผลให้ Google จัดอันดับให้สูงขึ้นนั่นเอง

หรือ อาจเป็นเพราะว่า Google ใช้อัตราตีกลับ เป็นปัจจัยในการจัดอันดับก็ได้

ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง, ผมขอแนะนำให้คุณค้นหาหน้าเว็บของคุณที่มีอัตราการตีกลับที่สูงๆ …

…และปรับปรุงเนื้อหาให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ติดหนึบอยู่กับเนื้อหาของคุณ

สูตรลัด SEO #5: ใช้โฆษณาจาก Google นำมาปรับปรุงเพื่อเพิ่มการคลิก (CTR)

ดูนี่นะครับ :

ผมเคยบอกไว้แล้วว่าการเพิ่มค่า CTR นั้นช่วยให้เว็บไซต์คุณมีอันดับที่ดีขึ้น

และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว ที่ผมจะเปิดเผย เทคนิคการเพิ่มค่า CTR ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ผมชอบมาก :

ใช้ โฆษณาจาก Google

ในกรณีที่คุณยังไม่คุ้นเคยกับการใช้โฆษณาใน Google, ผมขอบอกว่ามันคือการประมูลค่าโฆษณา

แต่นอกจากเรื่องของการประมูลแล้ว, Adwords ยังคำนึงถึงเรื่องค่า CTR ของโฆษณา อีกด้วย

ถ้าโฆษณาอันไหนที่มีค่า CTR ที่สูง, ก็จะได้รับราคาต่อคลิกที่ถูกลง

ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก, โฆษณาทุกอันที่คุณเห็นใน Google นั้น มีการปรับปรุงมาเพื่อให้มีการคลิกอย่างบ้าคลั่ง

และเมื่อผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา, ผมสามารถใช้โฆษณาพวกนี้ช่วยในเรื่องการเขียนหัวข้อและแท็ก Description ของหน้าเว็บไซต์ได้

ต่อไป, ผมจะแนะนำวิธีการให้คุณทีละขั้นตอน

ขั้นแรก, ค้นหา Google ด้วยคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ

และให้คุณจับตาดูที่โฆษณา Adwords ที่ปรากฎขึ้นมาทั้งด้านบนและด้านล่างของหน้าแรก

ถ้าคุณสังเกตุเห็นคำหรือข้อความใดๆ ในโฆษณาส่วนมากแล้ว …

…ใช้คำหรือข้อความเหล่านั้นใส่ใน Title และ แท็ก Description สำหรับเว็บของคุณ

และคุณจะสังเกตเห็นค่า CTR และทราฟฟิกธรรมชาติมีการเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

นั่นมันง่ายมาก

สูตรลัด SEO #6: สร้างแบ็กลิงค์จาก “ลิงค์จัดอันดับ”

(* วิธีการนี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับเว็บไทยเรา แต่จะได้ผลดีมากกับเว็บต่างประเทศ)

ตอนนี้ก็ถึงเวลาของเทคนิคการสร้างแบ็กลิงค์ครั้งแรกของเรา

พร้อมที่จะไปกันต่อแล้วหรือยัง? :

แบ็กลิงค์ยังคงมีความสำคัญต่อ SEO

ล่าสุดนี้, พนักงาน Google ได้กล่าวไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า แบ็กลิงค์คือปัจจัยที่สำคัญ 1 ใน 3 ปัจจัยอันดับต้นๆ ของการจัดอันดับของ Google

“[นอกจาก RankBrain แล้ว] ฉันสามารถบอกคุณได้ว่ามีอะไรอีก มันคือเนื้อหา และแบ็กลิงค์ที่ชี้มายังเว็บไซต์ของคุณ”

และตอนนี้ ผมจะบอกวิธีการสร้างแบ็กลิงค์ที่เป็นเทคนิคหนึ่ง ที่ผมชื่นชอบมากที่สุด:

ลิงค์จัดอันดับ

ลิงค์ที่มีการจัดอันดับเนื้อหาที่ดีที่สุดหรือเนื้อหาล่าสุด ประจำสัปดาห์ หรือ ประจำเดือน สำหรับบล็อกต่างๆ

นี่คือตัวอย่าง :

ดังนั้น ถ้าคุณเผยแพร่เนื้อหาที่มีคุณภาพสูงในเว็บไซต์ของคุณ, คุณจะมีโอกาสที่บทความของคุณจะได้รับการนำไปจัดอันดับ

ตัวอย่างเช่น, ผมเพิ่งจะได้รับแบ็กลิงค์ ซึ่งผมใช้วิธีการที่ผมกำลังจะบอกคุณต่อไปนี้

OK, มาดูกันที่ละขั้นตอน.

ขั้นตอนแรก, คุณจำเป็นต้องค้นหาการจัดอันดับลิงค์สำหรับหมวดหมู่ของเว็บไซต์คุณ

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ให้ค้นหาใน Google ด้วยคำสั่งเหล่านี้

  • “your keyword” + “link roundup”
  • “your keyword” + roundup
  • “your keyword” + “best of”
  • “your keyword” + this week

และคุณควรที่จะหาเว็บจัดอันดับลิงค์ ให้ได้อย่างน้อยๆ ซักจำนวนหนึ่ง ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณ

หลังจากนั้น, ติดต่อไปยังคนที่คุณจะให้ทำลิงค์จัดอันดับ

เคล็ดลับ : ใช้ Hunter.io หรือ Voila Norbert เพื่อค้นหาอีเมล์ของบุคคลดังกล่าว

บอกให้พวกเขารู้ว่า ตัวเขาเองนั้นทำการจัดอันดับลิงค์ได้อย่างยอดเยี่ยม. และบทความของคุณก็อาจจะเหมาะสมด้วยเช่นกัน

นี่คือตัวอย่างอีเมล์ของจริง ที่ผมเพิ่งส่งไปล่าสุด

ถ้าเนื้อหาของคุณมีความเหมาะสม, เขาก็มักจะไม่มีปัญหาที่จะเพิ่มลิงค์ของคุณไปยังการจัดอันดับรายสัปดาห์

และเชื่อผมสิ, เมื่อคุณได้รับลิงค์สำหรับจัดอันดับแล้ว, เว็บไซต์คุณก็จะมีอันดับการค้นหาที่ดีขึ้นได้ด้วยตัวเอง

(ใช่, มันเป็นไปได้)

อะไรก็สิ่งที่ดีที่สุด?

ไม่ใช่เพียงแค่คุณได้ลิงค์เท่านั้น, แต่คุณจะได้ลิงค์แบบข้อความที่มักจะเป็นหัวข้อของบทความของคุณอีกด้วย

ด้วยวิธีนี้ คุณได้จะรับลิงค์ที่มีคีย์เวิร์ดหลักของคุณอยู่ในนั้นด้วย, แต่มันไม่ใช่ลิงค์แบบการสแปมแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ Google ไม่ชอบ

สูตรลัด SEO #7: สร้างแบ็กลิงค์จากหน้า Resource Page

(* ขั้นตอนนี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับเว็บไทยเรา แต่จะได้ผลดีมากสำหรับเว็บต่างประเทศ)

พูดถึงเรื่องลิงค์, ลองมาดูเทคนิคการสร้างแบ็กลิงค์ด้วยวิธีอื่นๆ บ้าง : การสร้างแบ็กลิงค์จากหน้า Resource Page

นี่เป็นกลยุทธ์ที่คล้ายๆ กันกับขั้นตอนที่ผ่านมากคือ การจัดอันดับลิงค์…ซึ่งจะแตกต่างกัน 1 อย่าง

คล้ายกับการจัดอันดับลิงค์, หน้า resource pages มีการลิงค์ไปยังเนื้อหาที่ยอดเยี่ยมซึ่งมีการกำหนดหัวข้อไว้แล้ว.

ซึ่งไม่เหมือนการจัดอันดับลิงค์, ห้า resource pages จะเพิ่มเนื้อหาทุกอย่างที่ดีแหละเหมาะสมกับหัวข้อนั้นๆ (ถ้าเป็นในบ้านเราก็จะ คล้ายๆ กับลิงค์ที่มีประโยชน์เกี่ยวกับบทความนั้นๆ)

มาดูตัวอย่างหน้า resource page

ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ผมจะแสดงวิธีการสร้างลิงค์จากหน้า resource pages ให้คุณได้ดูแล้ว

ขั้นตอนแรก, ให้คุณค้นหาเว็บไซต์ด้วย Google ด้วยคำสั่งเหล่านี้

  • “your keyword” + “resource page”
  • “your keyword” + “resources”
  • “your keyword” + “recommended sites”
  • “your keyword” + “links”

เมื่อคุณเจอหน้าเว็บที่เหมาะสมกับการที่จะทำลิงค์มาหาเว็บคุณแล้ว…

…ให้ส่งข้อความนี้ไปหาผู้ดูแลเว็บไซต์ :

สวัสดีครับ, ผม [ชื่อคุณ],

 

ผมกำลังค้นหาบทความบางอย่างเกี่ยวกับ [หัวข้อของคุณ] วันนี้ ผมได้ไปเจอหน้า resource page ของคุณ ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก

 

ซึ่งดีมากเลย!

 

ผมชอบมาก [บางอย่างที่ไม่ซ้ำกันกับลิงค์ในหน้า Resource Page หรือ เว็บไซต์ ของเขา].

 

อันที่จริง, ผมก็เพิ่งได้เผยแพร่บทความชิ้นหนึ่งเรื่อง [หัวข้อของคุณ].

 

มันอาจจะช่วยทำให้หน้าเว็บของคุณมีความสมบูรณ์มากขึ้น

 

หรือไม่ก็, อาจจะทำให้เนื้อหาของคุณนั้นยอดเยี่ยมมากขึ้นก็ได้ 🙂

 

ขอบคุณ,
[ชื่อจริงของคุณ]

มันชัดเจน, เป็นการพูดคุยที่เหมาะสมมากครับ

แต่ถ้าเนื้อหาของคุณยอดเยี่ยม, คุณจะพบว่าคนจำนวนมากจะไม่มีปัญหาที่จะเพิ่มลิงค์ของคุณเข้าไปในหน้า resource page ของเขาเอง

สูตรลัด SEO #8: เผยแพร่เนื้อหาเชิงลึก

เมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในผู้อ่านของผม, Emil Shour, ได้บอกผมเรื่องหนึ่ง

เขาได้ส่งอีเมล์หาผม เพื่อที่จะบอกเกี่ยวกับบทความชิ้นหนึ่งที่เขาได้เผยแพร่ไปแล้ว และติดอันดับ 1 ได้เร็วมาก ในคีย์เวิร์ดหลักที่เขาต้องการ

เขาทำได้อย่างไร?

เขาได้เผยแพร่เนื้อหาเชิงลึกที่ไม่น่าเชื่อ

จากการศึกษาเรื่องนี้ทำให้ผมพบปัจจัยสำคัญในการทำอันดับของการค้นหา

เราพบว่า เนื้อหาเชิงลึกมีความยาว และมีแนวโน้มที่จะได้รับอันดับต้นๆ ใน Google

ในแง่ของทางปฏิบัติ, เรื่องนี้มีความมายว่าอะไร?

มันหมายความว่า บทความในลักษณะประมาณว่า “5 เคล็ดลับสำหรับ X” หรือ “4 วิธีเพื่อที่จะ Y” ไม่ได้ผลอีกต่อไป

สำหรับการทำอันดับในวันนี้, เนื้อหาของคุณจำเป็นที่จะต้องมีความครอบคลุมองค์ความรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่คุณเขียน

ยกตัวอย่างเช่น, เมื่อปีที่ผ่านมา ผมต้องการที่เขียนบทความเกี่ยวกับเครื่องมือ SEO

ซึ่งแนวคิดตอนแรกของผมก็คือ การเขียน 12 เครื่องมือที่ผมชื่นชอบ

ซึ่งบทความนี้ก็น่าจะโอเคแล้วครับ

แต่มันมีได้เป็นลักษณะของเนื้อหาเชิงลึกที่จะได้รับการจัดอันดับให้อยู่หน้าแรกของ Google

ซึ่งเมื่อผมได้ตัดสินใจที่จะรีวิวเครื่องมือเดียวที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต

ผมใช้เวลามากกว่า 70 ชั่วโมง, แต่ในที่สุด ผมก็ได้ชิ้นงานที่เป็นเนื้อหาเชิงลึก

เนื้อหาดังกล่าว ตอนนี้ติด Top 5 ของคีย์เวิร์ดหลักของผม

เพราะฉะนั้น, การทำงานอย่างหนักก็จะได้ผลตอบแทนที่ดี

สูตรลัด SEO #9: ใส่ใจกับคุณสมบัติของ SERP (หน้าแสดงผลการค้นหา)

คุณอาจจะเคยสังเกตเห็นว่า, Google ได้นำบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาแสดงในผลการค้นหา

แทนที่จะมีเพียงแค่ ลิงค์สีน้ำเงิน 10 อันดับ ในปัจจุบันนี้มีมากกว่านั้น:

องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง :

จำนวนเงิน :

แสดงผลวีดีโอ :

และโฆษณาที่มากกว่าแต่ก่อน

ทำไมเรื่องนี้จำสำคัญ?

เรื่องนี้ก็คือ, คนจำนวนมากมีพื้นฐานในการเลือกคีย์เวิร์ดอยู่ 2 อย่างด้วยกัน :

คือ ปริมาณการค้นหา และ คู่แข่งในแต่ละคีย์เวิร์ด

แต่ก็ไม่ได้พิจารณาเลยว่า คุณสมบัติของการแสดงผลการค้นหาของ Google แบบใหม่นี้ สามารถแย่งการคลิกไปจากผลการค้นหาแบบปกติได้ด้วย

มาดูตัวอย่างกัน, มาดูคีย์เวิร์ดนี้ “weight loss”.

อย่างที่คุณได้เห็น, Google เอาโฆษณาขึ้นมาแสดงก่อนเป็นอันดับแรก, ต่อมาก็คือ “top stories”

และเนื่องจากว่า การแสดงผลการค้นหาแบบใหม่นี้, จากข้อมูลของ Ahrefs, พบว่าคนที่ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดดังกล่าวมีการคลิกที่ผลการค้นหาจริงๆ เพียง 35% เท่านั้น

ดูที่บรรทัดด้านล่างนี้?

คีย์เวิร์ดหลักที่ต้องการบางคำ เมื่อมีการแสดงผลในในหน้าค้นหาที่มีคุณภาพอื่นๆ ดังกล่าวแล้ว, แม้จะทำอันดับที่ดี แต่สุดท้ายแล้วก็จะได้รับการคลิกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

จริงอยู่ที่ตอนแรกผมบอกว่าในบทความนี้มี 9 สูตรลัด การทำ SEO

แต่ผมก็อยากจะให้เทคนิค SEO เป็นโบนัสให้คุณอีกสักเรื่องนึง…

สูตรลัด SEO (โบนัส) : ควรจะมีข้อมูลมัลติมีเดียด้วย

มาดูกัน:

คุณควรใช้รูปาภพ, วีดีโอ และกราฟภายในบทความหรือไม่?

มาดูที่ข้อมูลตรงนี้.

การวิจัยของสกายเวิร์ด ค้นพบว่า เนื้อหาที่มีรูปภาพอย่างน้อย 1 รูป มีทราฟฟิกมากกว่าบทความที่ไม่มีรูปภาพเลย มากถึง 94%

และปัจจัยการจัดอันดับจากกรณีศึกษานี้ ได้พบว่า เนื้อหาที่มีรูปภาพนั้น มีแนวโน้มที่จะได้อันดับดีกว่าใน Google

ดูซิว่าผมมีคำแนะนำอะไรต่อ?

เช็คให้ดีว่า บทความหรือเนื้อหาของคุณนั้น ควรใส่ข้อมูลมัลติมีเดียวเข้าไปด้วยอย่างน้อย 1 ชิ้น, อาจจะเป็นรูปภาพ หรือ วีดีโอ. จากกรณีศึกษาตรงนี้ ทำให้รู้ได้ว่า เรื่องนี้ช่วยให้เนื้อหาคุณมีอันดับที่ดีขึ้นได้ใน Google