วิธีลดหน้าท้อง สุดยอดคู่มือ (2018)



ถ้าคุณลดหน้าท้องได้ จะทำให้คุณสวย เซ็กซี่ และแน่นอน คุณจะมีสุขภาพดีด้วย

แต่น่าเสียดาย...

ที่ความพยายามของคนส่วนมากนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ

แต่ไม่ต้องกังวล เพราะว่า คู่มือนี้จะทำให้คุณผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆเกี่ยวกับการลดหน้าท้องได้อย่างแน่นอน

มาเริ่มกันเลย...


 


 

อ้วนลงพุงอันตรายมากนะ รีบเช็คเลย!

คุณรู้หรือไม่ว่าการมีหน้าท้องใหญ่หรือการอ้วนลงพุงอันตรายมากนะ

ผมจะบอกคุณในตอนนี้ว่ามันอันตรายยังไง

โรคอ้วนลงพุงนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นโรคไม่ติดต่อต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวานโรค ความดันโลหิตสูง โรคน้ำตาลในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ

และนอกจากนี้แล้วยังส่งผลต่อสภาพทางจิตใจของคุณได้อีกด้วย และยังทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เสียเงินเพิ่มขึ้น เพราะว่า จะต้องนำเงินไปใช้เกี่ยวกับการรักษาโรคต่างๆนั้นเอง

คุณเห็นแล้วใช่ไหมว่าความอ้วนลงพุงนั้นมีโทษอย่างไร ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงอย่างมาก ที่ทำร้ายชีวิตและสุขภาพของคนไทย

คุณลองดูตรงนี้...

ในทุกวันนี้คนไทยมีรูปร่างท้วมไปจนถึงอ้วนลงพุงมีมากถึง 17 ล้านคน

และมีการเสียชีวิตจากโรคอ้วนลงพุงมากถึง 20,000 รายต่อปีเลยทีเดียว

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ทำไมจึงมีคนอ้วนลงพุงมากมายขนาดนี้?..

ก็เพราะว่า การใช้ชีวิตของคนเราทุกวันนี้ มีความรีบเร่งจนเกินไป และชอบกินของมัน ของหวาน ของเค็ม มากเกินไป และไม่ค่อยกินผักและผลไม้

และยิ่งไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ไม่มีการทำกิจกรรมทางกายที่มากเพียงพอ จึงส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนลงพุงมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะคนวัยทำงาน ที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ เกิน 2 ชั่วโมง ในแต่ละวัน และไม่ค่อยได้ขยับตัวไปไหน นอกจากนี้ยังเกิดความเครียดที่เกิดจากการทำงาน ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ให้ย่ำแย่ลงทุกวี่ทุกวัน

คุณอยากรู้ใช่ไหมว่า คุณอ้วนลงพุงหรือเปล่า?

มาดูวิธีเช็คกันเลย?

เกณฑ์เส้นรอบพุง (ซ.ม.) = ส่วนสูง/2 = ปกติ

ตัวอย่าง : 

ส่วนสูง (160) จะได้ 160/2 = 80

ถ้าเส้นรอบพุงมากเกินกว่า 80 แสดงว่า อ้วนลงพุง

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเส้นรอบพุงยาวเท่าไหร่?

วิธีวัดก็คือ : ให้นำสายวัดมาวัดรอบบริเวณสะดือ ในขณะที่กำลังหายใจออก หรือว่าท้องแฟบนั่นเอง

โดยเวลาวัด ให้ใช้สายวัดแนบกับลำตัวในระดับที่ขนานกับพื้น ไม่ต้องแน่นจนเกินไป เพียงเท่านี้คุณก็จะรู้ว่าเส้นรอบพุงยาวเท่าไหร่

ถ้าเส้นรอบพุงยาวเกินกว่า ส่วนสูงหารด้วยสอง ก็แสดงว่า อ้วนลงพุง

จากการศึกษาพบว่าเส้นรอบพุงที่มากขึ้นทุกๆ 5 เซนติเมตร จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานมากถึง 3-5 เท่ากันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่ามัวนิ่งเฉย ยิ่งพุงใหญ่แค่ไหนยิ่งตายเร็วเท่านั้น


ทำไมคุณจึงอ้วนลงพุง ไปดูด้วยกันเลย!

คุณอยากรู้แล้วใช่ไหมว่าความอ้วนมีสาเหตุเกิดจากอะไร?

สาเหตุของความอ้วนและลงพุง นั้นเกิดจาก การที่ร่างกายขาดความสมดุลระหว่างพลังงานที่ใช้ไปและพลังงานที่ได้รับเข้ามา

ซึ่งถ้าหากว่า ร่างกายได้รับพลังงานจากการรับประทานอาหาร มากกว่าที่ร่างกายนำพลังงานไปใช้ ก็จะเกิดพลังงานส่วนเกิน ซึ่งจัดเก็บไว้ในร่างกายในลักษณะของไขมัน ที่อยู่ภายในเนื้อเยื่อไขมัน

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณอ้วนลงพุง

แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าพลังงานส่วนเกินนี้ถูกเก็บไว้ที่ไหนของร่างกาย?

ไขมันเหล่านี้ก็จะสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องนั่นเอง และไขมันเหล่านี้ก็มีอันตรายต่อสุขภาพของคุณมากด้วยเช่นกัน

ภาวะความสมดุลของร่างกาย คือ

พลังงานที่ได้รับจากการกินอาหาร = พลังงานที่ถูกใช้ไป

พลังงานที่ได้รับจากการรับประทานอาหารนั้นก็คือ อัตราส่วนของพลังงานจากสารอาหารที่คุณกินเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น โปรตีน หรือ คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น

พลังงานที่ถูกใช้ไปก็คือ การที่ร่างกายของคุณทำกิจกรรมต่างๆ พลังงานจะถูกนำมาใช้เพื่อทำกิจกรรม คือ สัดส่วนของพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้นั่นเอง ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ร่างกายก็จะมีการเผาพลังงานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง การวิ่ง ก็ตาม

หน่วยวัดปริมาณพลังงาน คือ กิโลแคลอรี หรือเรียกสั้นๆ ว่า แคลอรี


วิธีลดหน้าท้องที่มีประสิทธิภาพ

คุณอยากรู้แล้วใช่ไหมว่าวิธีลดหน้าท้องยังไงให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด?

มีสิ่งจำเป็น 3 อย่างที่ผมจะบอกคุณ

แน่นอนว่าคุณสามารถที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันใน 3 อย่างนี้ เพื่อความสำเร็จในการลดหน้าท้องและมีสุขภาพที่ดีต่อไป

1. คุณต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ให้ได้ จะช่วยให้ลดหน้าท้องได้ดียิ่งขึ้น

การควบคุมอารมณ์ในที่นี้หมายถึงการมีอารมณ์ที่แจ่มใส ก็คือ มีสุขภาพจิตดีนั่นเอง

ฟังดูเหมือนง่ายแต่ความจริงก็ต้องใช้ความพยายามพอสมควร

คุณรึเปล่าว่า...

ในระหว่างที่คุณกำลังปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร รวมไปถึง กิจกรรมในการออกกำลังกายของคุณ ถ้าหากคุณควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี โอกาสที่จะล้มเลิกในการลดน้ำหนักก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง

ดังนั้นการควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดความเครียด และให้มีอารมณ์ที่แจ่มใสนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ผมมีวิธีง่ายๆที่จะบอกคุณ

รับรองว่าคุณต้องทำได้แน่นอน เพียงแค่หายใจให้เป็นก็ลดความเครียดได้แล้ว แค่นี้เองไม่มีอะไรมาก

ผมอยากบอกคุณว่า เวลาที่คุณมีความเครียดนั้น การหายใจของคุณจะถี่และก็สั้นกว่าปกติ และหัวใจก็จะเต้นเร็วกว่าปกติอีกด้วย

ส่งผลทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ หรือว่าน้อยกว่าปกตินั่นเอง

แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?...

ดังนั้น วิธีลดความเครียดอย่างง่ายๆ ก็คือ คุณจะต้องหายใจอย่างช้าๆ และก็ลึกๆ เพื่อให้หัวใจเต้นช้าลง

ก็จะส่งผลทำให้การเผาผลาญพลังงานต่าๆ ภายในร่างกาย สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ช่วยลดความดันโลหิตลงได้ และสมองคุณก็จะปลอดโปร่งจากความเครียดที่ลดลงไปได้ด้วยนั่นเอง

ยังมีต่อ ยังไม่หมด...

นอกจากการหายใจแล้วการเปลี่ยนความคิดหรือวิธีคิดของคุณ ก็ช่วยลดความเครียดได้อย่างดีอีกด้วย

ง่ายมากและผมรับรองว่าคุณก็สามารถทำได้แน่นอน

ซึ่งก็คือ...

คุณจะต้องคิดบวก เป็นการมองโลกในแง่ดี มองโลกในแง่บวก มองถึงสิ่งดีๆ

ต่อไปก็คือ...

การคิดถึงผู้อื่น การที่คุณคิดถึงจิตใจของคนอื่นมากกว่าการคิดถึงแต่ตัวเองนั้น จะทำให้คุณลดความเครียดลงได้ และจิตใจคุณก็จะสดชื่นแจ่มใสมากยิ่งขึ้นได้อย่างง่ายดาย

ต่อไปก็คือ...

การคิดอย่างมีเหตุผล การคิดอย่างมีเหตุผลนั้นก็คือ การที่คุณไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา แต่จะต้องค่อยค่อยๆ คิด แก้ปัญหาต่างๆ อย่างมีเหตุผล อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

คุณรู้ไหมว่าทำไมการเปลี่ยนความคิดแบบนี้จึงลดความเครียดได้

ก็เพราะว่า...

การคิดบวก และ การคิดถึงคนอื่น และ การคิดอย่างมีเหตุผล

จะทำให้คุณตัดสินใจต่างๆและคิดเรื่องต่างๆช้าลง แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาก็คือ การแก้ปัญหาที่ดียิ่งขึ้น ราบรื่นมากยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และไม่เกิดความเครียดอีกด้วยนั่นเอง

2. ถ้าอยากลดหน้าท้องให้ประสบความสำเร็จคุณต้องควบคุมอาหารให้เป็น

แต่ละวันคุณชอบกินอาหารแบบนี้หรือเปล่า?

  • ไม่ชอบกินอาหารตอนเช้า
  • ชอบกินแต่ขนมหวาน
  • ดื่มแต่กาแฟหรือชาเย็น
  • ชอบกินแต่ของทอดและของมันๆ
  • ไม่ค่อยได้กินผักแล้วก็ผลไม้

ผมรู้ว่าคุณก็รู้ดีว่าการกินอาหารดังกล่าวนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้คุณอ้วนลงพุงอย่างแน่นอน

แล้วจะทำยังไงดีถ้าคุณชอบกินอาหารแบบนี้?

วิธีการก็คือ...

คุณจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ซึ่งผมจะบอกคุณแน่นอนว่าต้องทำยังไงบ้าง...

การที่คนทุกวันนี้ ชอบกินอาหารสำเร็จรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด และอาหารที่มีไขมันมากๆ จนกระทั่งเครื่องดื่มรสหวาน และขนมต่างๆ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจโรค เส้นเลือดอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง หรือแม้กระทั่ง โรคมะเร็ง

การกินให้ถูกวิธีทำได้ง่ายๆ จะได้เลิกอ้วนลงพุงกันสักที

ไปดูกันว่าต้องทำยังไง...

ง่ายมาก... เพียงแค่คุณกินอาหารให้ครบ 3 มื้อในแต่ละวันแค่นี้ก็เพียงพอแล้วแต่จะต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและครบ 5 หมู่

แต่เดี๋ยวก่อน...

ถ้าจำเป็น คุณยังสามารถกินอาหารเพิ่มได้อีกมื้อหนึ่ง ซึ่งก็คือกินอาหารว่างในตอนบ่าย แต่ถึงอย่างไรก็ควรเลือกอาหารที่มีพลังงานต่ำ

แม้ว่าคุณจะต้องกินอาหารให้ครบ 3 มื้อในแต่ละวันก็ตาม แต่สิ่งต่อไปนี้ก็ยังจำเป็น...

คือ...

คุณจะต้องงดอาหารประเภทที่ให้พลังงานสูง และก็มีน้ำตาลสูง ไม่ว่าจะเป็นขนมหวาน อาหารทอดต่างๆ แม้กระทั่งเครื่องดื่มที่มีรสหวาน อย่างเช่น น้ำอัดลม หรือว่า น้ำหวาน ไปจนถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ถ้าคุณยังชอบรับประทานอาหารเหล่านี้ มันคือเส้นทางไปสู่ความอ้วนลงพุง

ผู้ชาย : ควรได้แคลอรีประมาณวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
ผู้หญิง : ควรได้แคลอรีประมาณวันละ 1,600 กิโลแคลอรี

ตัวการที่ทำให้คุณอ้วนไม่ได้อยู่ในอาหารหลักที่คุณกิน

แล้วความจริงคืออะไรล่ะ...

ก่อนที่จะไปรู้ความจริง ขอบอกก่อนเลยนะครับว่า บางคนอาจจะบ่นว่า กินอันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ อันโน้นก็แคลอรี่เยอะ แล้วจะไปกินอะไรดีล่ะ ถ้ามันยากเย็นขนาดนี้ ขออ้วนต่อไปจะดีกว่าไหม วันๆ จะให้กินแต่ผักแต่หญ้าใครจะไปทำได้

ผมไม่ได้โกหกคุณหรอก... มีคนบ่นแบบนี้จริงๆ...

ผมจะบอกความจริงกับคุณตอนนี้ ว่าตัวการที่ทำให้คุณอ้วน จริงๆ แล้วอะไรกันแน่

สาเหตุที่ทำให้อ้วนลงพุงนั้น ส่วนมากไม่ได้มาจากการที่คุณกินอาหารครั้ง 1-2 จาน แต่ความจริงมันมาจาก อาหารว่างและก็เครื่องดื่มต่างๆ ที่คุณเผลอกินเข้าไปโดยที่ไม่ทันได้ระวังตัว

ลองดูนี่...

กาแฟแก้วใหญ่ 1 แก้ว ประมาณ 300 กิโลแคลอรี

โดนัท อีก 1 ชิ้น ประมาณ 200 กิโลแคลอรี

ถ้าคุณกินทั้ง 2 อย่างนี้ จะได้พลังงานประมาณ 500 กิโลแคลอรี

แต่ความรู้สึกของคุณนั้นกลับไม่รู้สึกอิ่มเหมือนกับกินข้าว 1 จาน เลย

ถึงจะเรียกว่าอาหารว่าง...แต่พลังงานนี้ ได้แบบเต็มที่เลยนะครับ

ทีนี้ไปดูกันต่อ...

เครื่องดื่มต่างๆ ที่คุณดื่มเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น ชาเขียว น้ำผลไม้ต่างๆ เฉลี่ยแล้วให้พลังงาน 0.4-0.5 แคลอรีต่อซีซี

และถ้าคุณไม่ดื่มน้ำเปล่าเลยนะครับ แล้วถ้าคุณดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ไป 500 ซีซี คุณจะได้พลังงานมากถึง 200-250 กิโลแคลอรี เลยทีเดียว

โดยที่คุณจะนึกไม่ออกเลยว่าที่คุณอ้วนนั้น มันเกิดจากอะไร เพราะของว่าพวกนี้แหละครับ

กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม ยิ่งกิน ยิ่งเพลิน ไม่เหมือนกินข้าวครับ จานเดียวก็อิ่มแล้ว

บางคนอาจพูดว่า แค่ชิ้นเดียว ไม่เป็นไรหรอก

แต่ขนมหรือเครื่องดื่มบางอย่าง แค่ชิ้นเดียวหรือขวดเดียวนั้น ให้พลังงานมากเลย

ลองดูตารางนี้...

ต่อไป ผมจะบอกคุณว่า กินยังไงจะได้ไม่อ้วน...

การกินอาหารคุณต้องกินให้หลากหลายชนิด และให้ถูกปริมาณ ยิ่งถ้าคุณซึ่งกำลังลดพุงอยู่ด้วย จะต้องมีการควบคุมปริมาณและชนิดของอาหาร ให้เหมาะสมด้วย

ผมมีวิธีง่ายๆ จะบอก...

ลองดูรูปนี้...

จากรูปให้คุณทำแบบนี้นะครับ....

ให้คุณแบ่งจานข้าวออกเป็น 4 ส่วน และมีผักและผลไม้ต่างๆ 2 ส่วน ข่าวอีก 1 ส่วน และเนื้อสัตว์อีก 1 ส่วน

แค่นี้ครับ ง่ายๆ...

ต่อไปผมจะบอก 2 วิธีง่ายๆ เพื่อให้คุณประสบความสำเร็จในเรื่อง การควบคุมอาหาร

- คุณต้องกินอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ ในแต่ละวัน และจะต้องไม่กินอาหารก่อนที่คุณจะนอน ภายใน 4 ชั่วโมง

- ถ้าคุณรู้สึกหิวให้คุณหาอะไรทำ แค่ 10 นาที คุณก็จะหายหิวแล้ว หรือถ้ามันยังไม่หาย คุณก็แค่ ดื่มน้ำเปล่า แค่นี้ก็ช่วยคลายหิวได้แล้ว

3. อ้วนลงพุงคุณต้องมาออกกำลังกายจึงจะผอม

ผมเชื่อว่าคุณก็รู้ว่าการออกกำลังกายทำให้ลดความอ้วนได้

แต่...

ผมเชื่อว่าคนส่วนมาก แม้จะรู้อย่างนี้แล้ว ก็ไม่ค่อยออกกำลังกายกันหรอก

ทำไมล่ะ...

ก็คิดว่า การออกกำลังกายสามารถทำตอนไหนก็ได้ ถ้ามีเวลาว่างค่อยทำ

...แต่ความจริงก็คือ...

ถึงมีเวลาว่าง ก็ไม่ค่อยทำกันหรอก อาจจะเพราะเหตุผลว่า เหนื่อย หรือ ขี้เกียจ วันนี้ไม่เป็นไรพักก่อน พรุ่งนี้ค่อยทำ หรือ ทำงานมาเหนื่อยแล้วอยากจะอยู่เฉยๆ บ้าง หรือจะเหตุผลใดก็ตาม ทุกอย่างเป็นเพียงข้ออ้าง

ถ้าคุณอยากสวย อยากผอม คุณต้องออกกำลังกาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมมีความจริงจะบอกคุณว่า...

การออกกำลังกายนั้น ความจริงไม่จำเป็นต้องเหนื่อยเหมือนอย่างที่เข้าใจกัน และไม่จำเป็นต้องเตรียมชุดกีฬาเพื่อที่จะไปออกกำลังนอกบ้าน ก็ได้ ซึ่งเรื่องของการออกกำลังกายนั้น ผมจะบอกคุณในหัวข้อถัดไป

แต่ตอนนี้มาดูกันก่อนว่า ถ้าไม่ออกกำลังกาย จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าไม่ออกกำลังกาย สุขภาพของคุณก็จะทรุดโทรม เจ็บป่วยได้ง่าย ร่ายกายอ่อนแอ ความดันขึ้น ไขมันขั้น น้ำตาลขึ้น หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห อารมณ์เสียง่าย อ่อนเพลียง่าย น้ำหนักขึ้น และที่สำคัญก็คือ อยากจะผอมก็ไม่ยอมผอมให้ซักที 

แน่นอนล่ะครับ ถ้าไม่ออกกำลังกาย แล้วจะผอมได้ยังไงกัน

ถ้าคุณอยากจะลดน้ำหนักให้ได้จริงๆ นะครับ คุณต้องทำให้ครบทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมาแล้วครับ

1. คุณต้องควบคุมอารมณ์

2. คุณต้องกินอาหารให้เหมาะสม

3. คุณต้องออกกำลังกายครับ

ในหัวข้อถัดไปนะครับ...

คุณจะได้รู้เกี่ยวกับเคล็ดลับการออกกำลังกายที่คุณต้องนึกไม่ถึงแน่นอน

คุณจะได้รู้ว่าการออกกำลังกายนั้น จริงๆ แล้วมันไม่ได้ ยุ่งยาก วุ่นวายอย่างที่คิดเลย

อย่ามัวรีรอครับ... ไปดูกันเลย...


วิธีลดพุงที่ยอดเยี่ยมด้วยกิจกรรมทางกาย

ผมจะบอกให้คุณรู้เคล็ดลับในการออกกำลังกาย ที่น้อยคนนักจะได้รู้

ผมจะไม่บอกว่า...

คุณต้องเต้นแอโรบิคกี่นาที หรือให้ไปวิ่งรอบสนามกี่รอบ หรือคุณต้องไปเล่นกีฬานอกบ้าน

เรื่องแบบนี้ใครๆ ก็รู้ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครทำกัน แต่ถ้าคุณทำได้ จะดีมากเลยนะครับ

แต่คุณไม่ต้องกังวลครับ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ออกกำลังเหมือนอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่คุณก็สามารถลดพุงลดหน้าท้องของคุณได้เหมือนกัน

แต่ก่อนอื่นผมอยากให้คุณรู้จักกิจกรรมทางกายก่อนนะครับ

กิจกรรมทางกาย คือ การเคลื่อนไหวร่างกายนั่นเอง ไม่มีอะไรมาก

ใช่แล้วครับ

กิจกรรมทางกายคือ การเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะ เดิน นอน นั่ง ขยับนิ้วมือนิ้วเท้า ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมทางกายครับ

แต่ผมบอกก่อนเลยนะครับว่า...

ถ้าอยากจะลดพุงให้ได้ แค่ขยับนิ้วอย่างเดียวไม่ได้ผลแน่นอนครับ ฮ่าาาาา

และกิจกรรมทางกายก็ยังถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับด้วยกันครับ

แน่นอน ถ้าคุณได้รู้ว่า มันมีอะไรบ้าง คุณจะรู้เคล็ดลับการออกกำลังกายที่ผมจะบอกครับ

ระดับ 1 คือ กิจกรรมที่ใช้กำลังกายน้อย ครับ

คือทำอะไรก็ได้ ที่ใช้เวลาน้อยกว่า 10 นาที และคุณสามารถทำไปด้วยร้องเพลงไปด้วยได้อย่างสบายๆ โดยไม่เหนื่อยเลยครับ

อย่างเช่น การนอน การเดินใกล้ๆ หรือแม้กระทั่งยืนอยู่เฉยๆ

ระดับ 2 คือ กิจกรรมที่ใช้กำลังกายปานกลาง

คือเป็นกิจกรรมที่ทำให้คุณหายใจเร็วขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยครับ

พูดง่ายๆ ก็คือ...

คุณไม่สามารถร้องเพลงไปพร้อมๆ กับทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ครับ ได้แค่พูดประโยคยาวๆ เท่านั้นครับ

ยกตัวอย่างเช่น

การเดินหรือขี่จักรยานนานเกิน 10 นาที ครับ หรืออาจจะเป็นการเดินเร็ว หรือเดินขึ้นบันไดก็ได้ครับ ไปจนถึงการทำสวนเล็กๆ น้อยๆ ครับ

ระดับ 3 คือ กิจกรรมที่ใช้กำลังกายอย่างหนัก 

เป็นกิจกรรมที่ทำให้คุณหายใจหอบ และหัวใจเต้นเร็วมากครับ จนคุณไม่สามารถที่จะพูดประโยคยาวๆ ได้ครับ เพราะว่าคุณหายใจไม่ทัน

ยกตัวอย่างเช่น

การวิ่ง การเล่นกีฬาต่างๆ แม้กระทั่งการฝ่าฟืน ไปจนถึงการขุดดิน ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังกายอย่างหนักเช่นกันครับ

ดูตรงนี้นะครับ...

คำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกนะครับ ว่า ถ้าจะให้ป้องกันโรคต่างๆ และมีสุขภาพที่ดี ควรทำกิจกรรมทางกายในระดับปานกลางเป็นเวลาอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์นะครับ

หรือถ้าเป็นการใช้ลังกายอย่างหนักก็จะต้องอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์

ต่อไปนี้คือ เคล็็ดลับที่ผมจะบอกครับ...

ลองคิดูดีๆ นะครับ 150 นาที ดูเหมือนเยอะมาก แต่ความจริง ถ้าคุณคิดเป็นวัน ก็จะเพียงแค่ประมาณ วันละ 20 นาทีเท่านั้นเองครับ 

หรือถ้าเป็นกิจกรรมทางกายอย่างหนัก ก็แค่ วันละ 10 นาทีเองครับ

คุณลองเปรียบเทียบกับการฟังเพลงนะครับ 10 นาที ก็เหมือนกับคุณฟังเพลง จบ ไปแค่ 3 เพลงเท่านั้นเองครับ ไม่นานอะไรเลย

แต่ยังมีความจริงที่ง่ายกว่านี้ครับ...

คุณสามารถออกกำลังกายได้ตลอดเวลาครับ โดยที่ไม่ต้องออกไปไหนไกลเลย ไม่ว่าจะเป็น การทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูพื้น ขนของยอของ ทำสอน หรือแม้กระทั่งการเดินช้อปปิ้งครับ

เห็นไหมครับ ว่ามันง่ายแค่ไหน

แม้แต่การเดินช้อปปิ้งก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายครับ เคยไหมครับ เล่นกีฬาแป๊บเดียวก็เหนื่อย แต่พอได้ไปเดินช้อปปิ้ง เดินได้ทั้งวันก็ไม่เหนื่อยครับ

แม้แต่เวลาอยู่ที่ทำงานครับ เดินขึ้นลงบันได เดินไปกินข้าวเที่ยง เดินตลาดนัดกับเพื่อนหลังเลิกงาน

ทุกอย่างถือว่าเป็นการออกกำลังกายทั้งนั้นครับ


ถ้าไม่อยากตายเร็ว! อย่าขาดกิจกรรมทางกาย

ผมจะบอกคุณว่า ถ้าไม่มีกิจกรรมทางกาย จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

พูดง่ายๆ ก็คือ ตายเร็ว ครับ

เพราะว่า ถ้าไม่ขยับร่างกายเลย จะทำให้คุณเป็นโรคต่างๆ มากมาย

มีอยู่ 7 โรค นะครับ ที่เป็นโรคยอดฮิตของคนไม่ออกกำลังกายครับ

และคุณก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคแบบนี้เหมือนกันนะครับ

มาดูกันว่ามีโรคอะไรบ้าง...

1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจตาย
2. โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
3. โรคความดันโลหิตสูง
4. โรคเบาหวาน
5. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
6. โรคมะเร็งเต้านม
7. โรคกระดูกพรุน

และอีกอย่างนะครับ...

ที่คุณมาอ่านคู่มือนี้ก็เพราะว่าคุณต้องการจะลดหน้าท้องใช่ไหมครับ

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไม่ออกกำลังกาย ไม่ทำกิจกรรมทางกาย การลดพุดไม่สำเร็จอย่างแน่นอนครับ

และอีกอย่าง...

พูดกันตรงๆ เลยนะครับ ไม่มีใครที่อยากจะเป็นโรคอะไรทั้งนั้น

และเมื่อรู้ว่าจะป้องกันยังไง ก็ลงมือทำเลยซิครับ

จะรอช้าอยู่ทำไม...


แค่ขยับตัวง่ายๆ สุขภาพดีก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

ผมจะบอกคุณว่า มีอะไรบ้าง ที่คุณทำได้ง่ายๆ แต่ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างมากมาย จนคุณนึกไม่ถึงเลยทีเดียว

รู้ไหม...

ว่าตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนออกไปทำงานจนเลิกงานและกลับมาบ้าน คุณสามารถออกกำลังกายได้ตลอดเวลา

มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • เดินไปดื่มน้ำหรือเดินไปกินข้าวเที่ยง
  • เดินเอกสารหรือติดต่องานภายในออฟฟิศ และใช้บันไดแทนลิฟต์
  • ขยับร่างกายระหว่างทำงานหรือระหว่างประชุม
  • ออกกำลังกายในที่ทำงาน หรืออาจจะเป็นสวนสาธารณะใกล้ที่ทำงานก็ได้
  • ลงจากรถเมล์ก่อนถึงที่หมายหรืออาจจะจอดรถให้ไกลจากที่ทำงานอีกหน่อย เพื่อจะได้เดินได้ไกลขึ้น
  • ยืดกล้ามเนื้อหลังและท้องในระหว่างนั่นทำงาน
  • หมุนคอหรือหมุนไหล่ในขณะที่นั่งทำงานก็ได้
  • ถ้าไปกินเนื้อย่างๆ ก็เลือกนั่นโต๊ะไกลๆ เพื่อจะได้เดินได้มากขึ้น

นี่เป็นแค่ตัวอย่างง่ายๆ เท่านั้น

ความจริง คุณสามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมาย เพื่อเป็นการขยับกล้ามเนื้อ เป็นการออกกำลังกาย

ผมรู้ว่าคุณไม่ค่อยว่าง ยิ่งถ้าเป็นทำวัยทำงานด้วยแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปออกกำลังกาย

ดังนั้น สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ...

จงใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า แม้จะเป็นการขยับตัวเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ปล่อยให้ผ่านไป

ต่อไปผมจะบอกเคล็ดลับให้คุณ

แค่การเดินก็ลดพุงได้แล้ว

ใช่! ผมไม่ได้โกหกหรอก การเดินช่วยให้มีสุขภาพดีได้ และยังลดน้ำหนักได้ด้วย

การเดินถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด และประหยัดแล้วก็ปลอดภัยอีกด้วย ไม่เหนื่อยมาก ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่มีการกระทบกระทั่งกับใคร

คุณสามารถเดินได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ไหนอยู่กับใครก็เดินได้ พยายามหาโอกาสให้คุณได้เดินมากขึ้น แค่นี้ก็มีสุขภาพดีและลดพุงหน้าท้องได้แล้ว

ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ มาดูแผนการเดินออกกำลังกายกันเลย

ให้คุณเดินช้าๆ ก่อน ไม่ต้องรีบ ประมาณ 3-5

จากนั้นก็ค่อยๆ เดินให้เร็วขึ้นจนรู้สึกเหนื่อย ประมาณ 25-30 นาที

และสุดท้าย ให้เดินช้าลงประมาณ 3-5 นาที ก่อนจะหยุดเดิน

ง่ายมากครับ...

การเดินเพื่อสุขภาพ ไม่ต้องไปคิดอะไรให้ยุ่งยากครับ การออกกำลังกาย ทำได้ทุกที่ทุกเวลาครับ

ยังไม่หมดครับ...ยังมีอีกครับ

นอกจากการเดินแล้ว ผมจะบอกคุณอีกอย่าง ก็คือ การแกว่งแขน ครับ

ผมจะบอกคุณว่า...การแกว่งแขนนั้นดียังไง

การแกว่งแขนนั้นทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น และเมื่อเลือดลมไหลเวียนสะดวกแล้ว โรคร้ายต่างๆ ก็จะหายไปได้

ลองสังเกตตัวคุณดูนะ ว่า...

เวลาที่คุณกำลังเคร่งเคลียดจากการทำงาน จนเกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า คิดอะไรก็ไม่ออก จากนั้นให้คุณเหยียดแขนขึ้นจนสุด และเหยีดขาออกไปจนสุด โดยยืดจนสุดตัว ซึ่งที่คุณเรียกว่า บิดขี้เกียจนั่นแหละ

คุณจะรู้สึกได้เลย ถึงความกระชุ่มกระชวย รู้สึกสบายตัวขึ้นมาทันทีเลยล่ะ

แบบนี้แหละที่เรียกว่า... การยืดเส้นเอ็น

คือ ผมขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แบบนี้นะครับ

เส้นเอ็นนั้นเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่ายกายครับ 

เมื่อเส้นเอ็นมีการยืด หด ขยาย ก็จะทำให้เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนได้ดีมากขึ้น ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก คุณก็จะรู้สึกผ่อนคลาย หายเหนื่อยไปเลย ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า นั่นเอง

ถ้าคุณจริงจังที่จะลดหน้าท้อง

ผมมีวิธีแกว่งแขน เคล็ดลับง่ายๆ แต่ได้ผลดี จะแนะนำ

เพียงทำตามนี้

1. ยืนตรง แยกเท้าออกให้ห่างกันเท่าหัวไหล่
2. ปล่อยมือสองข้างลง ให้นิ้วมือชิดกัน หันอุ้งมือไปข้างหลัง
3. หดท้องน้อยเข้า เอวตั้งตรง เหยียดหลัง ผ่อนคลายตามธรรมชาติ
4. จิกปลายนิ้วเท้าให้ยึดเกาะพื้น และสำหรับส้นเท้าให้ออกแรงเหยียบลงบนพื้นให้แน่น จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อ โคนเท้า โคนขา และท้อง รู้สึกตึงๆ
5. บั้นท้ายควรให้งอขึ้นเล็กน้อย ระหว่างบริหารต้องหดก้นหรือขมิบทวารหนักด้วย
6. ตามองตรงไปจุดใดจุดหนึ่ง ให้สมาธิอยู่ที่เท้า
7. แกว่งแขนไปข้างหน้าเบาๆ ทำมุมประมาณ 30 องศา กับลำตัว แล้วแกว่งไปหลังแรงหน่อย ทำมุมประมาณ 60 องศากับลำตัว จากนั้นให้นับเป็น 1 ครั้ง โดยปล่อยน้ำหนักมือให้เหมือนลูกตุ้ม

แกว่งแขนไป-มา โดยเริ่มจากวันละ 500 ถึง 1,000-2,000 ครั้ง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ที่กล่าวมานี้เป็นวิธีที่เยี่ยมมาก ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน จะทำงานตลอดทั้งวันจนไม่มีเวลาว่างเลย ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร

เพียงแค่คุณขยับร่างกาย แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็มีผลดีต่อสุขภาพร่างกายได้ทั้งนั้น


(กรณีศึกษา) ลดพุงและสุขภาพดีทำได้จริงๆนะ

ผมจะนำตัวอย่างของคนที่ออกกำลังกายลดพุงและมีสุขภาพดี ซึ่งได้ผลจริง มาให้ดู

ขอรับรองว่า...

จะเป็นแรงบรรดาลใจให้คุณได้อย่างมากเลยทีเดียว

น้องอร : สาวน้อยผู้พิชิตใจตนเอง “อรณา จันทรศิริ”

ผมจะเล่าเรื่องราวให้คุณรู้...

แต่ก่อน ได้ออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละ 1 วัน ก็เยี่ยมมากแล้ว จนรู้ตัวว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น จาก 52 กก. จนมากขึ้นถึง 62 กก.

น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาตั้ง 14 กก. ทำให้เหนื่อยง่าย อารมณ์เสียง่าย รู้สึกอึดอัด 

จึงเริ่มต้นการออกกำลังกายด้วยการวิ่งรอบสวนลุมพินี

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย...

การที่จะเริ่มออกมาวิ่งออกกำลังกายนั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

แต่...มีบางอย่างดึงดูดเธอ

เธออยากรู้ว่า ทำไมที่นี่จึงมีคนจำนวนมากออกมาวิ่งในตอนเช้า

และเธอก็เดาว่า... "มันน่าจะมีอะไรที่สนุกแน่ๆ"

และด้วยความอยากรู้ ต้องการจะหาคำตอบของเธอ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ การวิ่ง นั้นเข้ามาอยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันของเธอ

ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในสวนลุมพินี หรือแม้กระทั่งวิ่งบนลู่ในฟิตเนส และต่อมาเธอก็วิ่งได้ไกลมากขึ้น

สำหรับคนในวัยทำงานนั้น... น้องอรแนะนำว่า...

การออกกำลังกายนั้น ต้องเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก่อน มองดูสิ่งแวดล้อมว่ามีความเอื้ออำนวยต่อการออกกำลังกายหรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น การเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์

แม้กระทั่ง การออกไปดูนอกบ้านด้วย ว่ามีสถานที่ ที่เอื้ออำนวยกับการออกกำลังกายหรือไม่ เช่น สวนสาธารณะ

และเคล็ดลับอีกอย่างก็คือ...

สร้างความสนุกในการออกกำลังกาย โดยการชวนเพื่อนๆ มาออกกำลังกายร่วมกันเยอะๆ จะได้สนุกกันหลายๆ คน

นอกจากนี้แล้ว เธอยังบอกอีกว่า...

การวิ่งทุกวันนั้น ทำให้เธอมีครบทั้ง 4 มิติ ซึ่งก็คือ...

กาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ และเธอยังบอกอีกว่า...

เธอมีสมาธิในการทำงานต่างๆ มากยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานราบรื่นมากยิ่งขึ้นด้วย

คุณอิม : สกล โสภิตอาชาศักดิ์

ผมจะเล่าเรื่องของคุณอิมในตอนนี้...

ในสมัยเด็กนั้นคุณกิมจะไม่ชอบการออกกำลังกายเลย เพราะว่าไม่ชอบความเหนียวเหนอะหนะ เวลาที่เหงื่อออก เพราะฉะนั้นจึงแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายอะไรทั้งนั้น

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เริ่มออกกำลังกาย?

ผมคิดว่าคุณต้องนึกไม่ถึงแน่...

สาเหตุที่คุณอิมเริ่มออกกำลังกาย ก็เพราะว่า ตอนนั้นรู้สึกว่า ตัวเองผอมเกินไป และอีกอย่าง เพื่อนๆก็ชอบการออกกำลังกายกันทั้งนั้น

เขาเริ่มที่จะซื้อดัมเบล เพื่อมาเล่นเอง แต่ถึงยังไง ก็ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่

เพราะอะไรน่ะหรือ?...

ก็เพราะว่าเล่นไปเล่นมาแล้ว เกิดความขี้เกียจ ดัมเบลจึงถูกทิ้งไว้ โดยไม่ได้นำมาใช้ในการออกกำลังกายอีกเลย

แล้วทำยังไงต่อล่ะ

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเปลี่ยนวิธีออกกำลังกายแบบใหม่ โดยการเข้าฟิตเนส เขาพยายามอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยให้ได้สัปดาห์ละ 5 วัน และพยายามบริหารทุกส่วนของร่างกาย

หลังเลิกงานเขาจะไม่อยู่ในฟิตเนสประมาณชั่วโมงครึ่ง

แล้วคนที่ไทยเป็นยังไงหรอครับ?

หลังจากที่คุณอิมเข้าฟิตเนสอย่างจริงจัง ประมาณ 5-6 วันต่อสัปดาห์ เวลาผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนเท่านั้นก็เห็นผลแล้วครับ ร่างกายของคุณอิมแข็งแรงมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังมีสุขภาพดีด้วย ดังนั้นเขาจึงมีกำลังใจที่จะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง

ต่อไป คุณมาดูว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?

เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ

คุณอิมมีสุขภาพแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งสังเกตได้จาก แต่ก่อนเคยมีอาการภูมิแพ้ไรฝุ่น แต่ว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีอาการแบบนั้นแล้ว และก็ไม่ค่อยจะเป็นหวัดบ่อยเหมือนแต่ก่อน

หรือบางครั้ง ถ้าหากเป็นหวัดก็จะหายเร็วกว่าปกติ โดยที่คุณอิมไม่จำเป็นต้องไปหาหมอเลย

เพียงแค่นอนพักผ่อนก็หายแล้ว จึงทำให้มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และก็ทำให้ส่งผลดีในเรื่องของหน้าที่การงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ไม่ใช่แค่นี้นะครับ... ยังมีต่อครับ...

นอกจากเรื่องการออกกำลังกาย ที่คุณอิมได้ทำอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็ยังมีการทำกิจกรรมทางกายที่มากเพียงพอครับ

ยังไม่หมดครับ...

คุณอิมยังเอาใจใส่ในเรื่องของอาหารการกินด้วย คือกินผักผลไม้ให้มากๆ แล้วก็ลดอาหารประเภท หวาน มัน เค็ม

และที่สำคัญที่คุณอิมแนะนำก็คือ...

การนอนหลับพักผ่อนให้มากเพียงพออย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมงครับ

อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ

ชายวัย 69 ปี แต่กลับมีร่างกายแข็งแรงและก็กระปรี้กระเปร่ายังกะคนอายุ 50 ปลายๆ เท่านั้น

ผมจะบอกคุณว่า มีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้อาจารย์ณรงค์แข็งแรงขนาดนี้...

เพราะว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา การออกกำลังกายนั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต และก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน

ผมจะอธิบายต่อว่าเป็นยังไง...

เมื่ออาจารย์บอกว่าการออกกำลังกายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะฉะนั้น ในแต่ละวัน อาจารย์ก็จะมีกิจกรรมทางกายและก็มีการออกกำลังกาย อย่างต่อเนื่องไม่เคยขาด

แม้ว่าจะไม่มีเวลาเลย อย่างน้อยๆ ก็จะเป็น การยืดแขน หรือว่า แกว่งแขน อยู่ที่หน้าจอทีวี จนได้ประมาณ 2 - 3 พันครั้ง

เรื่องอะไรล่ะที่เป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์ลักษณ์การออกกำลังกายแบบนี้

คำตอบก็คือ...

ไม่มีเลย... เพียงแต่ทำแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็นว่า การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเห็นผลดีที่เกิดขึ้นกับตนเอง เพราะว่าไม่เคยมีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ เข้ามาหาเลย

หรือว่ายังมีเรื่องอื่นอีกนอกจากการออกกำลังกาย...

อาจารย์บอกว่า... อาจารย์ยังเอาใจใส่ในเรื่องของอาหารอีกด้วย จะต้องกินอาหารครบทั้ง 3 มื้อ อาหารเช้าสำคัญที่สุด และอาหารกลางวันก็กินในสัดส่วนรองลงมา สำหรับอาหารเย็นก็กินให้น้อยลง

อาจารย์ยังมีเคล็ดลับบางอย่าง เกี่ยวกับการกินอาหารอีกด้วย

คือ...

ประเภทของอาหารที่รับประทานนั้น อาจารย์จะเน้นไปที่ การรับประทานผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่

แล้วก็จะเลือกกินเนื้อปลา มากกว่า สำหรับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น อย่างเช่น พวกหมู หรือว่าไก่ นั้นนานๆก็จะกินสักครั้งหนึ่ง

แล้วถ้าออกไปกินอาหารนอกบ้านล่ะจะทำยังไง...

ถึงแม้ว่าบางครั้ง จะต้องมีการออกไปร่วมงานสังสรรค์ที่อื่น สำหรับการกินนอกบ้าน ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร มันก็อยู่ที่ว่า คุณจะเลือกกินอะไรก็เท่านั้นเอง

อาจารย์ณรงค์ยังมีเคล็ดลับสำหรับคนในวัยทำงานอีกด้วย

ไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่...

คำแนะนำก็คือ... การที่คุณมีกิจกรรมทางกายในแต่ละวันที่มากเพียงพอนั้น จะส่งผลทำให้ร่างกายของคุณ มีการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งสารนี้จะเป็นตัวทำให้คุณอารมณ์ดี ช่วยในการผ่อนคลายความเครียด ได้ทำให้คุณมีสมาธิในการทำงานมากขึ้นนั่นเอง

ด้วยเคล็ดลับง่ายๆก็คือ...

คนที่ทำงานอยู่บนโต๊ะตลอดทั้งวันนั้น เพียงแค่หยุดงานลงสักครู่หนึ่ง แล้วก็เดินออกจากหน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะไปกลางแจ้งและออกกำลังกาย

แล้วถ้าไม่มีทางแจ้งล่ะจะทำยังไง...

ถ้าไม่มีกลางแจ้ง ก็เพียงแค่วิ่งขึ้นลงบันไดที่อยู่ในสำนักงาน ก็เท่านั้นเอง

พอกลับมาทำงานอีกครั้ง จะรู้สึกได้เลยว่า ตัวเองมีความกระปรี้กระเปร่า สดชื่น และก็มีสมาธิในการทำงานมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้อาจารย์ณรงค์ยังบอกอีกว่า...

จริงๆแล้วกันพักจากงานซักพักนึง ไม่ได้ทำให้เสียงาน หรือไม่ทำให้งานช้าเลย

แต่จะทำให้คุณสดชื่นมากขึ้น คือความสดชื่นจากกิจกรรมทางกายที่คุณออกไปทำนั่นเอง พอกลับมาทำงาน ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดีขึ้นนั่นเอง

คุณเห็นแล้วใช่ไหมครับ แม้ว่าจะเป็นชายวัย 69 ปี แต่อาจารย์ณรงค์ก็ออกกำลังกายทุกวัน และยังแข็งแรงอีกด้วย

 

นี่เป็นคู่มือวิธีลดหน้าท้องที่ยอดเยี่ยมมากเลยครับ...

เคล็ดลับบางอย่างนั้นคุณอาจจะไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเลย...

ถ้าหากว่าคุณมีความคิดเห็นยังไงหรือว่าพบความผิดพลาดอะไรที่อยู่ในเนื้อหาของคู่มือนี้

รบกวนรีบแจ้งให้ผมทราบได้เลยครับ... แสดงความคิดเห็นมาได้เลยครับ

ขอขอบคุณมากครับที่อ่านคู่มือนี้ครับผม


Credit รูปภาพ : www.freepik.com และ คู่มือลดพุงลดโรค จาก สสส.
Credit เนื้อหา : เรียบเรียงใหม่ จาก คู่มือลดพุงลดโรค จาก สสส.


อนุญาติให้นำไปเผยแพร่ที่อื่นได้ แต่ต้องให้เครดิต ลิงค์กลับมายังหน้าโพ้สนี้ด้วยครับ