การทำ SEO (อัพเดทใหม่ 2019) เคล็ดลับ 9 ขั้นตอน



บทความนี้แปลจาก https://backlinko.com เขียนโดย Brian Dean เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ถ้าสนใจการทำ SEO ที่ได้ผล ก็เข้าไปอ่านบล็อกของเขาได้ตามลิงค์เลย

วันนี้ผมจะบอกการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพมาก ในปี 2019 นี้

(ทีละขั้นตอน)

อันที่จริง, ผมเพิ่งใช้ขั้นตอนเหล่านี้ทำให้เว็บผมได้อันดับ 1 ใน Google สำหรับคีย์เวิร์ด“Video SEO”

และคีย์เวิร์ด “keyword research tool”.

ต่อไปมาลงลึกในรายละเอียดเรื่องนี้กันดีกว่า...

ขั้นตอนที่ #1: ค้นหา “คีย์เวิร์ดที่มีโอกาสสูง”

สิ่งที่คุณต้องเจอคือ...

อันดับ 1 นั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณรู้จักอีกต่อไป

เพราะ Google ได้เพิ่มบางอย่างเข้ามาในผลการค้นหา

ดูตัวอย่างนี้, คีย์เวิร์ดคือ “SEO Tools”:

เวลาค้นหาส่วนมากแล้ว, คุณต้องเจอกับโฆษณาขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก

ตามด้วย, ตัวอย่างข้อมูลที่ดีที่สุดที่ Google เอามาแนะนำ (Featured Snippet):

และยังมีคำถามที่เกี่ยวข้องอยู่ด้านล่าง

จากนั้นคุณจึงจะเห็นผลการค้นหาอันดับ 1 จริงๆ:

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณต้องเน้นที่ คีย์เวิร์ดที่มีโอกาสสูง

คีย์เวิร์ดที่มีโอกาสสูงก็คือ คีย์เวิร์ดที่มีการคลิก(CTR) สูงนั่นเอง

ถ้าไม่เข้าใจ มาดูตัวอย่างกันดีกว่า

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้เขียนบทความด้วยคีย์เวิร์ดคือ “SEO Audit”

และ “SEO Audit” ก็คือคีย์เวิร์ดที่มีโอากาสสูง

แน่นอน, มันมีโฆษณาขึ้นมาที่ผลการค้นหา

แต่นั้นก็เป็นเรื่องที่ดีจริงๆ

(โฆษณาเยอะ=มีมูลค่าสูง)

นอกเหนือจากโฆษณาแล้ว, ก็ไม่มีอะไรขึ้นมาแย่งพื้นที่การค้นหาตรงนั้นเลย

คุณสามารถดูค่าประมาณของ CTR ของคีย์เวิร์ดได้ที่ Ahrefs

ดูตัวอย่าง, เมื่อผมใส่คำว่า “SEO Audit” ในเว็บไซต์ Ahrefs, ก็จะเห็นว่าแต่ละเดือนมีคนค้นหาประมาณ 4,100 ครั้ง

แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าจำนวนการค้นหาก็คือมีอัตราการคลิกมากถึง 61% สำหรับการคลิกที่ผลการค้นหา

ไม่เลวเลย

นี่แหละคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม…

ขั้นตอนที่ #2: วิเคราะห์หน้าแรกของ Google

OK, เมื่อคุณได้คีย์เวิร์ดที่มีโอกาสสูงแล้ว

ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องรู้แล้วว่า คีย์เวิร์ดที่ต้องการนั้นเป็นยังไง

วิธีการก็คือ, ให้คุณพิม์คีย์เวิร์ดนั้นใน Google

แล้วก็ดู 10 อันดับแรกของการค้นหา

ให้คุณสังเกตว่า ในแต่ละการค้นหามีรูปแบบยังไง

ตัวอย่างการค้นหาคำว่า “SEO Tools” ซึ่งผลการค้นหาส่วนใหญ่จะเป็นรายการของเครื่องมือการทำ SEO

ดังนั้นเนื้อหาที่คุณต้องทำเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดนี้ก็คือ “สร้างโพ้สแบบรายการ”

ต่อไป เราไปดูขั้นตอนที่ 3…

ขั้นตอนที่ #3: ทำสิ่งที่แตกต่าง… หรือ ดีกว่า

เมื่อมาถึงขั้นตอนการเขียน บทความ SEO, คุณมี 2 ทางเลือก คือ

วิธีที่ 1: คุณต้องสร้างสิ่งที่แตกต่าง

วิธีที่ 2: คุณต้องสร้างสิ่งที่ดีกว่า

นี่คือวิธีการ…

สิ่งที่แตกต่าง

บางทีคุณก็ต้องทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมและดีกว่าสิ่งที่คนอื่นๆ ทำไปแล้ว

(อย่างเช่น เทคนิคสกายแคปเปอร์)

แต่บางครั้งคุณก็ต้องทำสิ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ทำไม?

เพราะว่า มันจะทำให้เนื้อหาของคุณมีความโดดเด่น

มาดูตัวอย่างกันดีกว่า:

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมได้นั่งเขียนบทความเกี่ยวกับ การทำ SEO ด้วยคีย์เวิร์ด “Mobile SEO”.

และผมสังเกตเห็นหน้าแรก Google มีโพ้สแบบรายการเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด, อย่างเช่น: “X วิธีปรับแต่งเว็บไซต์สำหรับมือถือ”

ตอนนี้:

ตอนนี้ผมได้สร้างโพ้สที่ดีกว่าและยิ่งใหญ่กว่า คือ : “150 วิธีปรับแต่งเว็บไซต์สำหรับมือถือ”

แต่นี่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกพิเศษอะไร

ผมจึงทำสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผมจึงเขียนโพ้สที่ยอดเยี่ยมคือ สุดยอดคู่มือปรับ SEO สำหรับมือถือ

และบทความของผมโดดเด่นและยอดเยี่ยม, จึงทำให้คนแชร์เป็นจำนวนมาก:

และคอมเม้นอย่างมากมาย:

และที่สำคัญที่สุดก็คือ, โพ้สของผมได้ แบ็กลิงค์:

ทำสิ่งที่ดีกว่า

พูดให้ตรงไปตรงมาเข้าใจง่ายๆ ก็คือ

คุณต้องค้นหาว่าอะไรที่ทำแล้วได้ผลจริง…

…และเผยแพร่แนวทางที่ดีกว่านั้น

มาดูตัวอย่าง:

ผมได้กลับไปสังเกตดูบทความเกี่ยวกับเรื่อง เครื่องมือ SEO หรือ “SEO tools” มันมีรายละเอียดเพียง 10-20 รายการเท่านั้นที่มีให้ศึกษา

และผมรู้ได้ทันทีว่า ถ้าผมเขียนโพ้สเกี่ยวกับเรื่องมือ SEO อีกจำนวน 20 รายการ มันต้องไม่เข้าท่าแน่ๆ

ดังนั้น, ผมจึงตัดสินใจเขียนโพ้ส 188 เครื่องมือ สำหรับทำ SEO

และมันก็สุดยอดมาก

อันที่จริง, ตอนนี้โพ้สดังกล่างได้ติด Top 3 สำหรับคีย์เวิร์ด “SEO Tools”

ขั้นตอนที่ #4: การเพิ่มกับดักแบ็กลิงค์

ต่อไปนี้ คือสิ่งที่คุณต้องรู้ และจำเป็นต้องทำ:

ถ้าคุณต้องการอันดับในปี 2019 นี้, แบ็กลิงค์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก

คำถามก็คือ:

จะทำยังไง ถึงจะมีแบ็กลิงค์?!

ก่อนอื่นนั้น, คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมคนอื่นจึงทำลิงค์มายังเว็บไซต์ของคุณ

(ผมขอเรียกว่า “กับดักแบ็กลิงค์”)

เมื่อคุณรู้แล้ว ให้คุณใส่กับดักเข้าไปในเนื้อหาของคุณ

ถ้ายังไม่เข้าใจ มาดูตัวอย่างดีกว่า:

เมื่อปีที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นว่า มีนักเขียนมากมาย ทั้งบล็อกเกอร์ และเว็บไซต์ต่างๆ ชอบเขียนบทความเกี่ยวกับ "การค้นหาด้วยเสียง" ( voice search )

ผมสังเกตเห็นสิ่งอื่น บางอย่างอีกด้วย:

เมื่อคนเขียนเกี่ยวกับเรื่องการค้นหาด้วยเสียง, เขาก็มักจะทำลิงค์ไปที่เว็บไซต์หรือโพ้สที่มีการแนะนำเรื่องสถิติและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง:

ดังนั้น, ผมจึงตัดสินใจเขียนโพ้สเกี่ยวกับ กรณีศึกษาเรื่องการค้นหาด้วยเสียง โดยมีสถิติต่างๆ อยู่มากมาย:

และมันก็ได้ผล!

จนมาถึงวันนี้, เฉพาะโพ้สนี้แค่โพ้สเดียวของผม มีเว็บไซต์อื่นๆ ลิงค์มามากถึง 848 ลิงค์ด้วยกัน:

และ มากกว่า 90% ที่เป็นลิงค์มายังโพ้สๆ นั้น เจาะจงการอ้างอิงมายังสถิติที่ผมโพ้สลงไป:

จึงกล่าวได้ว่า:

ข้อมูลหรือสถิติต่างๆ เปรียบเสมือน "กับดักแบ็กลิงค์" ที่ทำให้เว็บไซต์อื่นๆ ทำลิงค์มายังบทความของคุณ

นอกจากนี้ ยังมี กับดักแบ็กลิง์ อีก 3 อย่าง ที่ได้ผลดีมากในตอนนี้ คือ:

วิธีการหรือเคล็ดลับใหม่ๆ

แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ:

บล็อกเกอร์หรือเว็บไซต์ต่างๆ มักจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร?

คำตอบคือ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องรายใหม่ๆ!

และถ้าคุณสามารถทำอะไรใหม่ขึ้นมาได้, นั่นก็จะเป็นกับดักแบ็กลิงค์ได้ด้วยตัวของมันเอง

มาดูตัวอย่างกัน, เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา, ผมได้โพ้สเกี่ยวกับคำๆ หนึ่ง ก็คือ “Guestographics” ซึ่งเป็นคำพูดที่ผมคิดขึ้นมาเอง

นี่เป็นกลยุทธ์ใหม่ และไม่มีใครรู้เรื่องนี้

และเนื่องจากว่า Guestographics เป็นเรื่องใหม่ (และเป็นชื่อที่ไม่เหมือนใคร), บทความนั้นของผม จึงมีคนทำลิงค์มาหา มากกว่า 1,200 ลิงค์:

คู่มือหรือคำแนะนำที่ยอดเยี่ยม

เมื่อคุณเผยแพร่คู่มือที่ยอดเยี่ยม, คู่มือนั้นก็จะเป็นเหมือนกับดักแบ็กลิงค์ได้เอง

ผมจะอธิบายพร้อมแสดงตัวอย่างให้ดู…

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมได้เผยแพร่ สุดยอดคู่มือการสร้างแบ็กลิงค์

มันคือ (และยังคงเป็น) สุดยอดคู่มือการสร้างแบ็กลิงค์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจ และได้รับความสนใจอย่างมาก…

ทุกๆ ครั้ง ที่เว็บไซต์หรือบล็อกต่างๆ มักจะมีการพูดถึง “การสร้างแบ็กลิงค์” ที่อยู่ในโพ้สนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้พูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการสร้างลิงค์

ดังนั้น จึงมีการทำลิงค์อ้างอิงมายังโพ้สนี้ของผม เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลเพิ่มเติม:

มันยอดเยี่ยมมาก!

ผลลัพธ์จากกรณีศึกษา

กรณีศึกษาถือว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากที่จะได้รับแบ็กลิงค์

แต่ว่า ถ้าคุณต้องการให้มีคนทำลิงค์มายังกรณีศึกษาของคุณ, คุณจะต้องนำเสนอกรณีศึกษาที่มีผลลัพธ์ที่มีความเฉพาะเจาะจง

มาดูตัวอย่างกันดีกว่า, หลังจากที่ผมได้เผยแพร่โพ้สของกรณีศึกษานี้:

นี่เป็นสุดยอดของกรณีศึกษาเชิงลึก

แต่ว่าผมไม่ได้นำเสนอกรณีศึกษาที่เฉพาะเจาะจงแค่อย่างเดียวในโพ้สนั้น

แต่มันมีมากกว่า 20 ผลลัพธ์เกี่ยวกับกรณีศึกษานั้น:

ซึ่งก็หมายความว่า กรณีศึกษาของผมไม่ได้มีคุณสมบัติเป็นเหมือนกับดักที่จะให้เว็บอื่นๆ ทำลิงค์มาหา

และมีเพียงไม่กี่เว็บเท่านั้นที่ลิงค์มาหาโพ้สนั้น

ผมจึงเริ่มใหม่โดยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมได้เผยแพร่กรณีศึกษานี้:

ในเวลานั้น, ผมได้เน้นอย่างมากไปที่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว (การเพิ่มคอนเวอร์ชั่นเรตให้บล็อกของผม 785%):

และจากกรณีศึกษาที่มีผลลัพธ์เดียวนั้น ก็คือกับดักแบ็กลิงค์ ที่ทำให้เว็บต่างๆ ทำลิงค์มายังโพ้สนั้นมากนับร้อยลิงค์:

มันเยี่ยมมาก!

ขั้นตอนที่ #5: การปรับ On-Page SEO

ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนทุกอย่างที่เกี่ยวกับการปรับคีย์เวิร์ดสำหรับบทความของคุณ เพื่อผลทาง SEO

และนี่ก็คือ 3 กลยุทธ์ในการปรับ on-page SEO ที่ได้ผลดีมากสำหรับผมในตอนนี้:

ลิงค์ภายใน

ใช่ครับ, ลิงค์ภายใน นั้นยังคงมีผลต่อ SEO

แต่คุณก็ต้องทำให้เหมาะสม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, คุณต้องทำลิงค์จากหน้าที่มีค่า PA สูงๆ ลิงค์ไปหาหน้าที่คุณต้องการเพิ่มค่า PA

(และคุณต้องทำลิงค์ด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ)

มาดูตัวอย่างกันดีกว่า, ผมได้โพ้สบทความเรื่อง สุดยอดคู่มือ Google Search Console เมื่อช่วงต้นปีนี้

ดังนั้น, ผมจึงไล่ดูว่าหน้าไหนในเว็บไซต์ผมมีค่า PA สูงๆ และผมก็เจอหน้านี้

…และก็ทำลิงค์จากหน้านั้นไปยังโพ้สใหม่ของผม

มันง่ายมาก

URL ต้องสั้นและมีคีย์เวิร์ด

เราได้วิเคราะห์ผลการค้นหา Google มากถึง 1 ล้านรายการ และเจอบางอย่างที่ทำให้แปลกใจมากๆ:

เมื่อวิเคราะห์เรื่อง SEO อย่างละเอียดแล้วจะเห็นว่า, URL ที่สั้นนั้นได้อันดับดีกว่า URL ที่ยาวอย่างเห็นได้ชัด

นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ผมใช้คีย์เวิร์ดมาเป็น URL หน้าเว็บ…

… หรือเพิ่มคีย์เวิร์ดหลักเข้าไปเพียงไม่กี่คำ:

วิธีนี้ได้ผลดีมาก

ความหมายสำหรับ SEO

และสุดท้าย, ผมได้ปรับแต่งบทความของผมให้สอดคล้องกับ ความหมายของ SEO

โดยใช้คำอื่นๆ:

ผมค้นหาคำหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักที่ผมใช้

หลังจากนั้น, ผมก็ใส่โปรยเข้าไปในบทความ

นี่คือวิธีทำ:

วิธีที่ 1, ให้คุณค้นหารูปภาพด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการ

และ Google ก็จำมีคำหรือข้อความที่มีความเกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกันแนะนำให้คุณ:

วิธีที่ 2, พิมพ์คีย์เวิร์ดของคุณเพื่อค้นหาใน Google ซึ่งเป็นการค้นหาแบบปกติ. และเลื่อนหน้าจอลงมาเรื่อยๆ เพื่อมาดู คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

และขั้นตอนสุดท้ายก็คือ, ให้นำข้อความพวกนี้ใส่เข้าไปในบทความของคุณ

ขั้นตอนที่ #6: การปรับให้ตรงตามเจตนาของผู้ใช้

ในอีกลักษณะก็คือ: เทคนิคสกายแค็ปเปอร์ 2.0.

ผมจะอธิบายให้เห็นภาพตาม ซึ่งเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับ การเพิ่มทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์ของคุณ

มันก็ดูโอเค นะ

แต่มันไม่ได้อันดับแม้กระทั้ง Top 5 ของคีย์เวิร์ดที่ผมต้องการ (“increase website traffic”).

และพอผมพยายามวิเคราะห์ผลลัพธ์หน้าแรกของ Google, ผมจึงเข้าใจทุกอย่าง:

บทความของผมมันไม่ตรงกับเจตนาหรือความต้องการของผู้ใช้

ผมจะอธิบายให้เข้าใจ…

เนื้อหาที่ได้อันดับดีที่สุดสำหรับคีย์เวิร์ดนี้ “increase website traffic” เป็นรายการเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการเพิ่มทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์

แต่บทความของผมมันเป็นวิธีการที่สูงและยากเกินไป

มันก็เลยไม่ตรงกับเจตนาของผู้ใช้ที่ต้องการค้นหาข้อมูลนี้, ดังนั้นผมจึงเขียนบทความใหม่ เพื่อให้คีย์เวิร์ดที่ต้องการ ตรงกับความต้องการและเจตนาของผู้ใช้

ยิ่งกว่านั้นคือ ผมได้เปลี่ยนลักษณะของบทความผมให้เป็นแบบรายการ:

และตอนนี้บทความของผมได้ตรงกับเจตนาที่ต้องการของผู้ใช้แล้ว, และในที่สุดก็ได้อันดับ Top 3 ในคีย์เวิร์ดที่ผมต้องการ:

ทำให้โพ้สนี้ของผมมีทราฟฟิกจากการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 70.43% เมื่อเทียบกับบทความแบบเดิมของผม:

กล่าวคือ:

คุณสามารถปรับปรุงบทความของคุณให้ตรงกับเจตนาและเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานได้

อันที่จริง, ผมก็ได้ใช้วิธีเดียวกันนี้กับบทความล่าสุดของผมด้วย คือ : สุดยอดวิธีเพิ่มประสิทธิภาพ SEO

ผมเห็นว่าบทความจำนวนมากหรือว่าส่วนใหญ่นั้น สำหรับคีย์เวิร์ด “SEO Audit” เป็นรายการข้อมูลที่ไม่ใช่วิธีการทางเทคนิค

ดังนั้นผมจึงเพิ่มกลยุทธ์ง่ายๆ เข้าไป ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกคนสามารถทำได้:

ผมทำแม้กระทั่งเน้นให้ผู้ใช้รู้ว่า แนวทางต่างๆ ที่แนะนำนี้ไม่ใช้วิธีการทางเทคนิคที่ยุ่งยาก

(นี่เป็นกลวิธีที่ทำให้ผู้ใช้อยู่ในเว็บต่อไป โดยไม่กลับไปที่ผลการค้นหาอีกครั้ง)

และนี่ก็ตรงกับเจตนาของผู้ใช้และสร้างประสบการณ์ที่ดีใหผู้ใช้ด้วย (และมันทำให้ค่า DA ของเว็บไซต์ผมเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา) และก็ทำให้บทความดังกล่าวของผมขึ้นหน้าหนึ่ง Google ได้ภายในเดือนเดียว

ขั้นตอนที่ #7: ทำให้เนื้อหาของคุณดูดีและยอดเยี่ยม

การออกแบบคือส่วนสำคัญในการทำคอนเท้นมาร์เก็ตติ้ง

คุณสามารถเขียนบทความที่ดีที่สุดได้

แต่ถ้ามันเป็นลักษณะแบบนี้…

…มันไม่เข้าท่าแน่นอน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมจำเป็นต้องมีการลงทุนทั้งเวลาและเงินเพื่อที่จะออกแบบเนื้อหาให้ดี

มาดูตัวอย่าง, คุณอาจจะเห็นคู่มือที่ผมเขียนขึ้นมามีลักษณะแบบนี้:

นี่เป็นคู่มือที่มีการออกแบบใหม่ 100% โดยใช้ WordPress.

(ซึ่งทำให้ดูดีและดูเหมือนมีราคาแพง)

พูดง่ายๆ ก็คือ:

บทความที่ยอดเยี่ยมและไม่มีการออกแบบที่ดี ก็เป็นเหมือนการฆ่าตัวตาย

อันที่จริง, ฉันมีเนื้อหา (visual content) อยู่ 4 ประเภท ที่ง่ายต่อความเข้าใจและใช้ได้ดี

แผนภูมิและกราฟ

ซึ่งมันก็ใช้ได้ดีมากเลย ซึ่งในแต่ละโพ้สของผม จะมีการเพิ่มกราฟเข้าไปอย่างหนึ่ง 1 ภาพ

ทำไม?

มันจะทำให้เข้าใจข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย

ตัวอย่างเช่น, ข้อมูลสถิติการทำ SEO สำหรับมือถือ

ผมไม่รู้หรอกว่าคุณรู้อะไรบ้าง, แต่ผมรู้ว่ามันยากมาที่จะนึกภาพการค้นหามากถึง 27.8 พันล้านครั้ง

ดังนั้น ผมจึงออกแบบกราฟที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

เหมือนอย่างกับได้โบนัส, มีคนำไม่น้อยที่นำกราฟนี้ไปใช้ในเว็บไซต์หรือบล็อก… และทำลิงค์กลับมาหาโพ้สของผม:

ภาพแคปเจอร์หน้าจอ

คุณอาจจะสังเกตเหตุว่าผมใช้ภาพหน้าจอกับทุกบทความของผม

อันที่จริง, โพ้สนี้โพ้สเดียวมีมากถึง 78 ภาพ:

เพื่อความเข้าใจเรื่องนี้ มาดูกันต่อ:

ผมไม่ใช้ภาพหน้าแคปเจอร์หน้าจอสำหรับการอธิบายหน้าจอ

ผมจะได้ก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องอธิบายให้เข้าใจง่ายมากขึ้นหรือเพื่อให้เข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ ได้ดีขึ้น

ตัวอย่างเช่น, นี่เป็นภาพหน้าจอเพื่อบอกขั้นตอนตามลำดับว่าแต่ละขั้นตอนต้องทำยังไงบ้าง:

กล่างคือ:

ภาพแคปเจอร์หน้าจอจะใช้งานได้ดีถ้าคุณใช้อธิบายในเชิงวิชาการหรือด้านเทคนิค

แล้วจะเป็นยังไงถือคุณไม่ได้นำไปอธิบายเกี่ยวกับด้านเทคนิค… อย่างเช่น การออกกำลังกาย?

นี่เป็นรูปภาพถูกนำมาใช้ในกรณีเดียวกัน

ตัวอย่าง, เพื่อนของผม Steve Kamb ที่ Nerd Fitness เพื่อแสดงวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้อง:

ภาพแบนเนอร์ภายในโพ้ส

สิ่งที่แตกต่างจากกราฟและภาพหน้าจอ, การใช้ภาพแบนเนอร์ในโพ้ส ซึ่งไม่ได้ใช้เพื่ออธิบายการปฏิบัติ

ซึ่งก็ทำให้ดูดีมาก 🙂

การนำไปใช้งานก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของโพ้สของคุณ, กรณีของผม ผมใช้ภาพขนาด 220×200 วางไว้ด้านขวาของข้อความ…

…หรือแบนเนอร์ที่ใหญ่ขึ้นเอาไว้ด้านบนของโพ้ส:

กราฟฟิก และ Visualizations

กราฟฟิก และ Visualizations ก็ถือได้ว่าเป็นแผนภูมิอีกประเภทหนึ่ง

แต่แทนที่จะใช้ภาพแสดงข้อมูลต่างๆ, ก็จะนำมาใช้เพื่อแสดงแนวทางหรือแนวคิดต่างๆ

ผมจะอธิบายให้เข้าใจ:

นี่ไม่ใช้อะไรที่แปลกพิศดาร

ตัวอย่างเช่น, ในโพ้สนี้ผมได้อธิบายถึง URL 4 ประเภทที่ต้องการ รีไดเร็กไปยัง URL เดียว:

ไม่จำเป็นต้องใช้คำอธิบายอะไรมากมาย

แต่เป็นการใช้รูปภาพแสดงแนวคิดเรื่องนี้

ดังนั้นนักออกแบบของเราจึงได้ใช้ภาพแบบง่ายๆ เพื่ออธิบายให้เข้าใจหลักการนี้ และมันทำให้เข้าใจง่ายมาก

ขั้นตอนที่ #8: ทำลิงค์ไปที่บทความของคุณ

ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องทำลิงค์ไปยังบทความแล้ว

เราไปดู 3 กลยุทธ์การสร้างแบ็กลิงค์ ที่ได้ผลดีอย่างยอดเยี่ยมในขณะนี้

หาแบ็กลิงค์จากลิงค์เสีย

ตอนนี้ให้คุณพยายามค้นหาลิงค์เสียจากเว็บไซต์ต่างๆ…

…และติดต่อกับเจ้าของเว็บเพื่อเสนอให้ใช้ลิงค์ของคุณแทน

มาดูตัวอย่าง, นี่เป็นอีเมล์ที่ผมส่งไปให้กับบล็อกเกอร์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบล็อกเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์:

(ในอีเมล์ผมจะไม่พูดว่า “ช่วยทำลิงค์มายังบล็อกของผมหน่อยครับ” แต่ผมพูดเจาะจงไปเลยถึงหน้าเว็บของเขา ที่มีปัญหาลิงค์เสีย)

และเป็นเพราะว่า ผมต้องการที่จะช่วยเขาก่อนที่จะพูดเรื่องอื่นๆ , เขาจึงสบายใจที่จะทำลิงค์มาหาเว็บผม:

การวิเคราะห์คู่แข่ง

กลยุทธ์นี้เป็นเทคนิคพื้นๆ

แต่ก็ใช้ได้ผลมาตลอด

ขั้นแรก, ให้หาเว็บไซต์ที่มีอันดับดีอยู่แล้ว สำหรับคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ

ตัวอย่างเช่น, ผมลองค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด “SEO Audit”.

และผมก็ได้เลือกมา 1 ผลลัพธ์จากหน้า 1 ของ Google …

…และดูว่ามีแบ็กลิงค์เท่าไหร่

และหน้าเว็บที่ผมเลือกมาก็มีแบ็กลิงค์มาจาก 160 โดเมน:

ดังนั้น, ผมคิดว่าผมก็น่าจะได้รับลิงค์จากเว็บเหล่านี้ได้เหมือนกันสักนิดหน่อยก็ยังดี

วิธีการก็คือ, ผมดูว่าแบ็กลิงค์มาจากเว็บไซต์ไหนบ้าง

และค้นหาว่ามีเว็บไหนที่เหมาะที่จะลิงค์มาเว็บผมได้บ้าง

ตัวอย่างเช่น, โพ้สนี้มีการกล่าวถึง Ahrefs โดยใช้ชื่อบทความ:

ซึ่งนี้คงไม่เหมาะหรือไม่มีสาเหตุใดๆ ที่จะเขาจะลิงค์มายังเว็บผม. ดังนั้นผมจึงลองมองหาจากรายการอื่นๆ

และผมก็มาเจอโพ้สนี้:

ตอนนี้, มีลิงค์ไปที่ Ahrefs ในส่วนของ "ข้อมูลที่น่าเกี่ยวข้องเพิ่มเติม"

ข้อมูลตรงนี้จะดีขึ้นและมีความสมบูรณ์มากขึ้นถ้าเขามีลิงค์การวิเคราะห์ SEO จากบทความของผม

เทคนิคหาผู้คลั่งไคล้

กลยุทธ์นี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับการได้รับแบ็กลิงค์ แต่มันจะเป็นการนำเสนอบทความของคุณให้กับคนที่มีความสนใจ

(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง: คนที่ชื่อนชอบบล็อกหรือเว็บไซต์ประเภทด้วยกับเว็บคุณ)

ผมจะอธิบายด้วยตัวอย่าง ว่ากลยุทธ์นี้เป็นยังไง…

ในขณะที่ผมต้องการที่จะโปรโมทบทความใหม่ของผม ผมจึงอยากรู้ว่า กรณีศึกษาอันเดิมเรื่อง เทคนิคสกายแค็ปเปอร์ ของผมว่ามีใครสนใจบ้าง

ดังนั้นผมจึงใช้เว็บไซต์ BuzzSumo เพื่อที่จะดูว่าใครบ้างที่เพิ่งจะแชร์บทความเรื่อง เทคนิคสกายแค็ปเปอร์

และผมก็ส่งอีเมล์ในรูปแบบนี้ ส่งให้คนเหล่านั้น:

และเมือได้รับการตอบอีเมล์ว่า “ได้เลย ฉันสนใจ”, ผมจึงค่อยส่งลิงค์เกี่ยวกับบทความใหม่ ส่งอีเมล์ไป:

(เรื่องสำคัญ* ผมจะไม่ถามเกี่ยวกับการแชร์โพ้สของผมหรือเปล่า เพราะมันจะทำให้เขาไม่สนใจผม เพราะมันจะดูเหมือนเป็นการโปรโมทเว็บเกินไป)

ส่งผลให้โพ้สของผมได้รับการแชร์จำนวนมากหลายสิบครั้ง:

ขั้นตอนที่ #9: แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาของคุณ

วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมาก หรือเรียกว่ามหัศจรรย์เลยก็ว่าได้ ในขณะนี้

คุณอาจจะคเคยได้อ่านบทความของผมเกี่ยวกับ การนำเนื้อหามาเปิดตัวใหม่ ทำให้มีทราฟฟิกแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นถึง 260.7%

และผมก็มีความสุขมาก ที่จะได้บอกคุณว่า วิธีนั้นยังใช้งานได้ดีในตอนนี้

มาดูตัวอย่าง, เมื่อปีที่ผ่านมา ผมได้นำบทความเรื่อง เทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับ SEO นำมาเปิดตัวใหม่

ซึ่งผมไม่ได้นำบทความเดิมมาโพ้สซ้ำ และพูดว่าสร้างโพ้สใหม่

แต่ว่า, ผมได้ลบภาพหน้าจอและรูปภาพอื่นๆ บางส่วน ออกไป:

และเพิ่มเนื้อหาใหม่เข้าไป:

และได้ลบเทคนิคต่างๆ อันเก่าที่ใช้งานไม่ได้ผลแล้ว:

เมื่อผมทำแบบนี้แล้ว มาดูผลลัพธ์กันเลย

บทความที่อัพเดทใหม่นั้น มีทราฟฟิกแบบธรรมชาติ เพิ่มขึ้นถึง 62.60%

อันนี้แถม #1: เพิ่มค่า DA ให้เว็บไซต์คุณ

นี่คือสุดยอดวิธีดันอันดับ SEO

เมื่อเว็บคุณมีค่า DA ที่สูงๆ , การทำ SEO ก็จะง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น, ดูที่คีย์เวิร์ด “SEO audit”:

ตรวจสอบที่ Ahrefs, คุณจำเป็นต้องมีแบ็กลิงค์จากเว็บต่างๆ มากถึง 108 เว็บไซต์ เพื่อให้ติดหน้า 1:

แต่บทความของผมติด Top 3 ภายใน 1 สัปดาห์…

…โดยมี 38 ลิงค์จากเว็บอื่นๆ ลิงค์มาที่บทความของผม:

นี่คือพลังของค่า DA ของเว็บไซต์

นี่คือ 3 วิธีที่จะช่วยเพิ่มค่า DA ให้เว็บไซต์คุณ:

สร้างเนื้อหาร่วมกับพันธมิตร

พันธมิตรของคุณสามารถแชร์หรือทำลิงค์มายังบทความของคุณได้จำนวน 2-5 หรือมากกว่านั้น

ตัวอย่างเช่น, เพื่อนผมชื่อ Larry Kim และผมเอง ได้ร่วมมือกันทำ อินโฟกราฟฟิกชิ้นนี้ขึ้นมา:

และเราทั้งสองก็ได้ช่วยกันโปรโมทอินโฟกราฟฟิกนี้ในวันเดียวกัน:

ทำให้มีคนนับพันคนที่ได้เห็นอินโฟกราฟฟิกที่เราสร้างขึ้น

อันที่จริง, ผมยังคงได้รับลิงค์ที่เกิดจากการร่วมกันสร้างเนื้อหาแบบนี้มาโดยตลอด มากกว่า 2 ปีแล้ว:

เผยแพร่กรณีศึกษาและข้อมูลสถิติ

มันจะเป็นเหมือนขั้นตอนที่ #4

ซึ่งก็คุ้มค่ามากที่จะทำแบบนั้นอีกครั้ง

ในความเป็นจริงแล้ว, ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะเห็นว่า 3 ใน 5 ของบทความของผมที่ได้รับลิงค์มากที่สุดจะเป็นกรณีศึกษาและข้อมูลสถิติต่างๆ:

โพ้สจากเว็บต่างๆ, การสัมภาษณ์, การพูดคุยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

และยังมีในเรื่องอื่นๆ อีก:

ซึ่งถ้ามีการพูดถึงชื่อของคุณบ่อยๆ … จากนั้นลิงค์จากตามมาเอง

อันที่จริง, ตอนที่ผมเริ่มทำเว็บ Backlinko, ได้มีการโพ้สถึงผมอย่างมากมาย:

แม้ในโพ้สการ์ดต่างๆ ก็ยังมีการอ้างอิงข้อมูลถึงผม:

และผมก็ได้บินด้วยเครื่องบินอยู่หลายชั่วโมงเพื่อที่จะได้ไปพูดบรรยายที่ประเทศ โรมาเนียและสาธารณรัฐเช็ก

ซึ่งก็ไม่ใช่มีเพียงแค่นี้…

และแน่นอนว่าผมก็โปรโมทเว็บไซต์ Backlinko ของผมด้วย โดยผมได้พูดถึงในบทสัมภาษณ์ เกี่ยวกับเว็บไซต์ของผม:

(นี่คือหน้าของ “การสัมภาษณ์ของฉัน” มันก็ไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่นะ แต่ก็ยังดีที่ได้ลอง 🙂 )

ปกติแล้ว : ผมจะกระตือรือร้นมากเลย เพื่อที่จะให้ชื่อของผมขึ้นไปอยู่ในนั้น

มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป, งานที่ตั้งใจทำมาทั้งหมดก็ส่งผลลัพธ์… และยังได้แบ็กลิงค์ด้วย

อันนี้แถม #2: สร้างชุมชนในเว็บไซต์ของคุณ

กลับไปดูว่า Google ได้พูดอะไรไว้บ้าง คอมเม้นต่างๆ จะช่วยให้มีอันดับดีขึ้นในการค้นหา:

มาทำความเข้าใจกันเลย:

ผมไม่เชื่อว่าการคอมเม้นในบล็อกนั้นคือปัจจัยโดยตรงในการทำอันดับใน Google

แต่ผมก็เชื่อว่าชุมชนในเว็บไซต์ ส่งผลแบบอ้อมๆ ในเรื่อง SEO

(ตัวอย่างเช่น, ชุมชนของคุณชื่นชอบและแชร์เนื้อหาของคุณบนโซเชียลมีเดีย)

มาดู 2 วิธีที่ได้ผลแบบรวดเร็ว ที่จะทำให้คนคอมเม้นบนบทความของคุณ:

ความพิถีพิถัน

เรื่องนี้ชัดเจนมาก

แต่มาดูนี่ก่อนครับ…

ลองนึกภาพดูว่าตอนนี้คุณได้อ่านบทความที่ยอดเยี่ยม

และคุณก็อยากจะแสดงความคิดเห็นสักเล็กน้อย

แต่เมื่อคุณคลิกที่ที่ส่วนของการแสดงความคิดเห็น คุณก็เห็นแบบนี้:

แล้วคุณยังคงต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นอยู่อีกไหม? อาจจะไม่อยากแล้ว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมต้องพิถีพิถันในเรื่องการคัดกรอกคอมเม้นเป็นอย่างมาก

ซึ่งความพิถีพิถันตรงนั้นจึงทำให้มีการสนทนาที่ดี, แบบนี้

การตอบคอมเม้น

ผมได้ตอบคอมเม้นต่างๆมากถึง 90% ของคอมเม้นทั้งหมด

และมีคอมเม้นที่อนุมัติแล้ว มากถึง 24,189 ในอยู่ในบล็อกของ Backlinko …

…มีการตอบคอมเม้นประมาณ 21,000 ข้อความ

ว้าว! มีการตอบมากขนาดนั้นเลย

และผมไม่ได้กังวลอะไรเลยที่ต้องตอบคอมเม้นมากมายขนาดนั้น

ทำไม?

การตอบคอมเม้นแสดงถึงว่าฉันมีการเอาใจใส่ทุกคน

ซึ่งมันจะเปลี่ยนการคอมเม้นจากคนอื่นๆ กลายมาเป็นชุมชนของ Backlinko

ถึงตอนนี้แล้ว ผมก็อยากจะให้คุณพูดอะไรซักนิดนึง

ในบทความนี้ที่คุณได้อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว

สำหรับ เคล็ดลับ 9 ขั้นตอน ในการทำ SEO นี้

เพียงแค่ให้คุณบอกผมว่า

เทคนิคต่างๆ ที่ได้ในวันนี้ คุณจะเริ่มทำอะไรก่อน?

คุณจะกลับไปอัพเดทเนื้อหาเว็บคุณใหม่?

หรือ คุณอยากจะสร้างลิงค์ให้เว็บคุณ?

ช่อยบอกให้ผมรู้ เพียงแค่คุณคอมเม้นใต้โพ้สนี้